<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รวมบทความรอบรู้เรื่อง อย. - Livilution Consult</title>
	<atom:link href="https://livilution.com/category/blog-fda/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://livilution.com/category/blog-fda/</link>
	<description>บริการรับจดทะเบียน อย. มอก. ขออนุญาตสถานที่ผลิต</description>
	<lastBuildDate>Mon, 29 Jun 2026 10:19:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/03/favic-icon2-150x150.png</url>
	<title>รวมบทความรอบรู้เรื่อง อย. - Livilution Consult</title>
	<link>https://livilution.com/category/blog-fda/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ขั้นตอนดำเนินการขอ อย. เครื่องมือแพทย์ก่อนผลิตและวางจำหน่าย</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Jun 2026 10:19:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[จดทะเบียนสถานประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[จดอย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.เครื่องมือแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องมือแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ใบอนุญาต อย.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1444</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอ อย. เครื่องมือแพทย์ ผู้ผลิตต้องตรวจสอบประเภทผลิตภัณฑ์ จดทะเบียนสถานประกอบการ และขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ตามประเภทความเสี่ยงก่อนวางตลาด หลังได้รับ อย. ยังต้องปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมาย</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/">ขั้นตอนดำเนินการขอ อย. เครื่องมือแพทย์ก่อนผลิตและวางจำหน่าย</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การผลิตเครื่องมือแพทย์เพื่อจำหน่ายหรือส่งออกในประเทศไทย ผู้ประกอบการจำเป็นต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ และหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถผลิต วางจำหน่าย หรือส่งออกได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยขั้นตอนสำหรับ &#8220;ผู้ผลิต&#8221; เครื่องมือแพทย์ เริ่มตั้งแต่การตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์จัดเป็นเครื่องมือแพทย์หรือไม่ การพิจารณาการเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 27 การจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ตามประเภทความเสี่ยง ตลอดจนหน้าที่ตามกฎหมายหลังออกสู่ตลาด บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution </span>จะอธิบายทุกขั้นตอนขอ อย. ก่อนผลิตและขายเครื่องมือแพทย์ตามลำดับครับ</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">ผลิตภัณฑ์จัดเป็นเครื่องมือแพทย์หรือไม่</a></li>
<li><a href="#section2">เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 27 หรือไม่</a></li>
<li><a href="#section3">จดทะเบียนสถานประกอบการผลิต</a></li>
<li><a href="#section4">สำหรับผลิตเพื่อการส่งออก</a></li>
<li><a href="#section5">จัดประเภทความเสี่ยงและกลุ่มเครื่องมือแพทย์</a></li>
<li><a href="#section6">ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ตามประเภทความเสี่ยง</a></li>
<li><a href="#section7">หน้าที่ตามกฎหมายหลังวายขายเครื่องมือแพทย์</a></li>
<li><a href="#section8">ยื่นคำขอหนังสือรับรองเพื่อการส่งออก (สำหรับใช้ต่างประเทศ)</a></li>
<li><a href="#section9">โฆษณาเครื่องมือแพทย์ (สำหรับในประเทศ)</a></li>
</ul>
<hr />
<p>จุดเริ่มต้นของกระบวนการ คือ <strong>ผู้ประกอบการ</strong> ที่มีความประสงค์จะผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายในประเทศหรือส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยก่อนเริ่มดำเนินการ ผู้ประกอบการต้อง<strong>ตรวจสอบก่อนว่าผลิตภัณฑ์ที่ต้องการผลิตนั้นเข้าข่ายเป็นเครื่องมือแพทย์ตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์หรือไม่</strong> เนื่องจากหากผลิตภัณฑ์อยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าว จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดก่อนจึงจะสามารถผลิตและวางตลาดได้อย่างถูกต้อง</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>1. ผลิตภัณฑ์จัดเป็นเครื่องมือแพทย์หรือไม่</span></h2>
<p>ขั้นตอนแรกที่ผู้ประกอบการต้องพิจารณา คือ <strong>ผลิตภัณฑ์อยู่ใน <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/">19 เครื่องมือแพทย์ที่ต้องขอใบอนุญาต</a>หรือไม่</strong> เพราะเป็นจุดตัดสินใจสำคัญของกระบวนการทั้งหมด</p>
<p>ในกรณีที่ <strong>ไม่ทราบ / ไม่แน่ใจ</strong> ผู้ประกอบการต้องดำเนินการ <strong>ยื่นคำขอรับรองผลิตภัณฑ์ว่าเป็นเครื่องมือแพทย์หรือไม่</strong> เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นผู้พิจารณาว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์หรือไม่</p>
<p>เมื่อได้รับผลการพิจารณาแล้ว จะมี 2 กรณี คือ</p>
<h3>ไม่เป็นเครื่องมือแพทย์</h3>
<p>หากผลการพิจารณาระบุว่า <strong>ไม่เป็นเครื่องมือแพทย์</strong> ผู้ประกอบการ <strong>ไม่ต้องปฏิบัติตาม พรบ. เครื่องมือแพทย์ แต่ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง</strong> ตามลักษณะของผลิตภัณฑ์นั้น เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือกฎหมายเฉพาะด้านอื่น ๆ</p>
<h3>เป็นเครื่องมือแพทย์</h3>
<p>หากผลการพิจารณาระบุว่าเป็นเครื่องมือแพทย์ ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ต่อไป โดยเริ่มจากการตรวจสอบว่า <strong>เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 27 หรือไม่</strong></p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>2. เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 27 หรือไม่</span></h2>
<p>มาตรา 27 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดกรณีที่สามารถได้รับการยกเว้นตามเงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งหากผลิตภัณฑ์เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้สำหรับการขอยกเว้น แต่หากไม่เข้าเงื่อนไข ก็จะต้องดำเนินการขอจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตก่อนดำเนินกิจการผลิตเครื่องมือแพทย์</p>
<p>หากผลิตภัณฑ์ <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b227/">เครื่องมือแพทย์เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 27</a> ผู้ประกอบการต้องดำเนินการ <strong>ยื่นคำขอยกเว้นตามมาตรา 27</strong> ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด</p>
<h2><span style="color: #238f9c;">3. จดทะเบียนสถานประกอบการผลิต</span></h2>
<p>หากผลิตภัณฑ์ <strong>ไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 27</strong> ผู้ประกอบการต้องดำเนินการ <strong>จดทะเบียนสถานประกอบการผลิต</strong></p>
<p><a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%aa%e0%b8%991%e0%b8%aa%e0%b8%9c1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/">การจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์</a> เป็นขั้นตอนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าสถานที่ผลิตมีคุณสมบัติและความพร้อมในการผลิตเครื่องมือแพทย์ตามที่กฎหมายกำหนด ก่อนที่จะสามารถดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายหรือส่งออกได้ หลังจากจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเรียบร้อยแล้ว จึงเข้าสู่การพิจารณาวัตถุประสงค์ของการผลิตในขั้นตอนถัดไป</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>4. ผลิตเพื่อการส่งออกเท่านั้นหรือไม่</span></h2>
<p>เมื่อได้รับการจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตแล้ว ผู้ประกอบการต้องพิจารณาต่อว่า <strong>ผลิตเพื่อการส่งออกเท่านั้นหรือไม่ </strong>ขั้นตอนนี้แบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ</p>
<ul>
<li>ผลิตเพื่อการส่งออกเท่านั้น</li>
<li>ผลิตเพื่อขายในประเทศหรือส่งออก</li>
</ul>
<p>การเลือกแนวทางจะส่งผลต่อขั้นตอนการดำเนินการและเอกสารที่ต้องยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในลำดับถัดไป</p>
<h3>ยื่นคำขอผลิตเครื่องมือแพทย์เพื่อการส่งออก</h3>
<p>หากผู้ประกอบการ <strong>ผลิตเพื่อการส่งออกเท่านั้น</strong> จะต้องดำเนินการ <strong>ยื่นคำขอผลิตเครื่องมือแพทย์เพื่อการส่งออก</strong></p>
<p>การยื่นคำขอในขั้นตอนนี้เป็นการแจ้งวัตถุประสงค์ของการผลิตว่าเป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเป็นขั้นตอนที่แตกต่างจากการผลิตเพื่อวางจำหน่ายภายในประเทศ และอาจมีการดำเนินการขอหนังสือรับรองเพิ่มเติมตามความต้องการของประเทศปลายทาง</p>
<h3>ยื่นคำขอหนังสือรับรองเพื่อการส่งออก (COO, COM, COE) (สำหรับใช้ต่างประเทศ)</h3>
<p>ภายหลังการ <strong>ยื่นคำขอผลิตเครื่องมือแพทย์เพื่อการส่งออก</strong> หากมีความประสงค์ใช้เอกสารประกอบการส่งออก ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการ <strong>ยื่นคำขอหนังสือรับรองเพื่อการส่งออก (COO, COM, COE) (สำหรับใช้ต่างประเทศ)</strong></p>
<p>หนังสือรับรองดังกล่าวใช้เป็นเอกสารประกอบการค้าระหว่างประเทศ และใช้แสดงต่อหน่วยงานหรือคู่ค้าของประเทศปลายทางตามที่แต่ละประเทศกำหนด</p>
<h3>ผลิตเพื่อขายในประเทศหรือส่งออก</h3>
<p>หากผู้ประกอบการ <strong>ไม่ได้ผลิตเพื่อการส่งออกเท่านั้น</strong> แต่มีวัตถุประสงค์ <strong>ผลิตเพื่อขายในประเทศหรือส่งออก</strong> จะต้องดำเนินการในขั้นตอนถัดไป คือ การตรวจสอบประเภทความเสี่ยงและกลุ่มของเครื่องมือแพทย์ เพื่อใช้กำหนดแนวทางการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา</p>
<p>การทราบประเภทความเสี่ยงและกลุ่มของเครื่องมือแพทย์ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะเครื่องมือแพทย์แต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน และมีหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนที่แตกต่างกันตามประเภทความเสี่ยง</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section4"></a>5. จัดประเภทความเสี่ยงและกลุ่มเครื่องมือแพทย์</span></h2>
<p>ผู้ประกอบการเช็คว่า <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/">เครื่องมือแพทย์อยู่ในประเภทความเสี่ยงไหน</a> หากทราบประเภทความเสี่ยงและกลุ่มเครื่องมือแพทย์ แล้ว สามารถดำเนินการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ตามประเภทความเสี่ยงได้ทันที แต่หาก ไม่ทราบ จำเป็นต้องดำเนินการขอหนังสือรับรองก่อน เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นผู้พิจารณาและรับรองประเภทความเสี่ยงและกลุ่มของเครื่องมือแพทย์</p>
<h3>ยื่นคำขอหนังสือรับรองการจัดประเภทความเสี่ยงและกลุ่มเครื่องมือแพทย์</h3>
<p>ในกรณีที่ <strong>ไม่ทราบประเภทความเสี่ยงและกลุ่มเครื่องมือแพทย์</strong> ผู้ประกอบการต้องดำเนินการ <strong>ยื่นคำขอหนังสือรับรองการจัดประเภทความเสี่ยงและกลุ่มเครื่องมือแพทย์</strong></p>
<p>การยื่นคำขอในขั้นตอนนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นผู้พิจารณาและออกหนังสือรับรองว่าเครื่องมือแพทย์ดังกล่าวอยู่ในประเภทความเสี่ยงใด และอยู่ในกลุ่มเครื่องมือแพทย์ประเภทใด ซึ่งหนังสือรับรองดังกล่าวสามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการดำเนินการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้อง</p>
<p>เมื่อได้รับหนังสือรับรองแล้ว ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ตามประเภทความเสี่ยงในขั้นตอนถัดไป</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section5"></a>6. ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ตามประเภทความเสี่ยง</span></h2>
<p>เมื่อผู้ประกอบการ ทราบประเภทความเสี่ยงและกลุ่มเครื่องมือแพทย์ หรือได้รับ หนังสือรับรองการจัดประเภทความเสี่ยงและกลุ่มเครื่องมือแพทย์ แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ตามประเภทความเสี่ยง เป็นขั้นตอนที่ผู้ผลิตต้องดำเนินการก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกวางจำหน่าย โดยการขึ้นทะเบียนจะเป็นไปตามประเภทความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด และเมื่อการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว จึงสามารถดำเนินการวางขายได้</p>
<p>เมื่อเครื่องมือแพทย์ได้รับการวางตลาดแล้ว กระบวนการตามกฎหมายยังไม่สิ้นสุด ผู้ผลิตยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด เพื่อให้การผลิต การจำหน่าย และการติดตามผลิตภัณฑ์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section6"></a>หน้าที่ตามกฎหมายหลังวายขายเครื่องมือแพทย์</span></h2>
<p>หลังจากวางตลาดแล้ว ผู้ผลิตมี หน้าที่ตามกฎหมาย ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้</p>
<h3>ยื่นคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลใบสำคัญ</h3>
<p>หากมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับใบสำคัญ ผู้ประกอบการต้องดำเนินการ <strong>ยื่นคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลใบสำคัญ</strong> เพื่อให้ข้อมูลที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาถูกต้องและเป็นปัจจุบัน</p>
<h3>จัดทำบันทึกการผลิต/บัญชีและรายงานประจำปี และส่งรายงานประจำปีต่อ อย.</h3>
<p>ผู้ผลิตต้อง <strong>จัดทำบันทึกการผลิต/บัญชีและรายงานประจำปี และส่งรายงานประจำปีต่อ อย. ภายใน 31 มี.ค. ของปีถัดไป</strong> ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินกิจการผลิตเครื่องมือแพทย์</p>
<h3>จัดทำเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ (ถ้ามี)</h3>
<p>หากพบเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ผู้ผลิตต้องดำเนินการ <strong>จัดทำเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ (ถ้ามี)</strong> เพื่อรายงานเหตุการณ์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และใช้เป็นข้อมูลในการเฝ้าระวังความปลอดภัยของเครื่องมือแพทย์</p>
<h3>ยื่นคำขอต่ออายุใบสำคัญ</h3>
<p>เมื่อใบสำคัญใกล้ครบกำหนด ผู้ประกอบการต้องดำเนินการ <strong>ยื่นคำขอต่ออายุใบสำคัญ</strong> ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<h3>แจ้งเลิกกิจการ / ไม่ต่ออายุ</h3>
<p>หากผู้ประกอบการประสงค์จะยุติการดำเนินกิจการ หรือไม่ประสงค์จะต่ออายุใบสำคัญ ต้องดำเนินการ <strong>แจ้งเลิกกิจการ / ไม่ต่ออายุ</strong> ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา</p>
<p>นอกจาก <strong>หน้าที่ตามกฎหมาย</strong> ที่ผู้ผลิตต้องดำเนินการแล้ว แผนภาพยังแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนที่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการเพิ่มเติมตาม <strong>ประสงค์</strong> ของการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของผู้ผลิตในแต่ละช่วงของการดำเนินงาน โดยประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ได้แก่ <strong>ยื่นคำขอหนังสือรับรองเพื่อการส่งออก (COO, COM, COE, CFS) (สำหรับใช้ต่างประเทศ)</strong> และ <strong>โฆษณาเครื่องมือแพทย์ (ต้องได้รับอนุญาตก่อนโฆษณา) (สำหรับในประเทศ)</strong></p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section7"></a>ยื่นคำขอหนังสือรับรองเพื่อการส่งออก (สำหรับใช้ต่างประเทศ)</span></h2>
<p>หากผู้ผลิตมีความประสงค์จะส่งออกเครื่องมือแพทย์ไปยังต่างประเทศ หรือประเทศปลายทางกำหนดให้ต้องใช้หนังสือรับรองประกอบการนำเข้า ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการ <strong>ยื่นคำขอหนังสือรับรองเพื่อการส่งออก (COO, COM, COE, CFS) (สำหรับใช้ต่างประเทศ)</strong></p>
<p>หนังสือรับรองแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานแตกต่างกันตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศ โดยอาจใช้เพื่อรับรองแหล่งกำเนิดของสินค้า รับรองผู้ผลิต รับรองการส่งออก หรือรับรองว่าสินค้าสามารถจำหน่ายได้อย่างเสรี ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทางก่อนยื่นคำขอ เพื่อเลือกประเภทหนังสือรับรองให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section8"></a>โฆษณาเครื่องมือแพทย์ (สำหรับในประเทศ)</span></h2>
<p>สำหรับผู้ผลิตที่ต้องการประชาสัมพันธ์หรือทำการตลาดผลิตภัณฑ์ภายในประเทศไทย จะต้องดำเนินการ โฆษณาเครื่องมือแพทย์ (ต้องได้รับอนุญาตก่อนโฆษณา) (สำหรับในประเทศ)</p>
<p>การโฆษณาเครื่องมือแพทย์ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์ สื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือสื่อรูปแบบอื่น ๆ ต้องได้รับอนุญาตก่อนโฆษณาตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ข้อความ รูปภาพ และรายละเอียดที่ใช้ในการโฆษณาเป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค</p>
<p>การดำเนินการตามขั้นตอนสำหรับผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์มีรายละเอียดและเอกสารหลายส่วน ตั้งแต่การพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์จัดเป็นเครื่องมือแพทย์หรือไม่ การจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต การจัดประเภทความเสี่ยง การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการดำเนินการหลังออกสู่ตลาด หากเตรียมเอกสารไม่ครบหรือดำเนินการไม่ถูกต้อง อาจทำให้การพิจารณาล่าช้าหรือจำเป็นต้องแก้ไขคำขอหลายครั้ง</p>
<p><span style="color: #238f9c;">Livilution</span> พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์อย่างครบวงจร โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ในการเตรียมเอกสารและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการดำเนินการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สนใจปรึกษาเบื้องต้น สามารถกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาฟรีได้เลย</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/">ขั้นตอนดำเนินการขอ อย. เครื่องมือแพทย์ก่อนผลิตและวางจำหน่าย</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เตรียมเอกสารขึ้นทะเบียน อย. เครื่องมือแพทย์ IVD ต้องใช้อะไรบ้าง?</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-ivd/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-ivd/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 28 Jun 2026 08:50:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[IVD]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจเครื่องมือแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[อย.เครื่องมือแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องมือแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[เอกสารขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[ใบอนุญาตขายเครื่องมือแพทย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1440</guid>

					<description><![CDATA[<p>การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ IVD กับ อย. ต้องเตรียมเอกสารด้านข้อมูลผลิตภัณฑ์ ความปลอดภัย ประสิทธิภาพ ระบบคุณภาพ และเอกสารรับรองต่าง ๆ ให้ครบถ้วนตามที่กำหนด เพื่อช่วยลดการแก้ไขเอกสารและทำให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วผ่านระบบ e-Submission.</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-ivd/">เตรียมเอกสารขึ้นทะเบียน อย. เครื่องมือแพทย์ IVD ต้องใช้อะไรบ้าง?</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์สำหรับการวินิจฉัยภายนอกร่างกาย (In Vitro Diagnostic Medical Device: IVD) กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และเจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องดำเนินการก่อนวางจำหน่ายในประเทศไทย โดยนอกจากการจัดประเภทความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์แล้ว การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตามที่ อย. กำหนด ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดการขอแก้ไขเอกสารและทำให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> จะพาไปเช็คลิสต์เอกสารที่ใช้สำหรับการยื่นคำขออนุญาตหรือแจ้งรายการละเอียดเครื่องมือแพทย์ IVD ผ่านระบบ e-Submission</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">เครื่องมือแพทย์ IVD คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section2">ทำไมต้องเตรียมเอกสารให้ครบก่อนยื่น อย.</a></li>
<li><a href="#section3">เอกสารที่ใช้ขึ้นทะเบียน อย. เครื่องมือแพทย์ IVD</a></li>
<li><a href="#section4">ข้อควรระวังในการเตรียมเอกสาร</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>เครื่องมือแพทย์ IVD คืออะไร</span></h2>
<p>เครื่องมือแพทย์สำหรับการวินิจฉัยภายนอกร่างกาย (In Vitro Diagnostic Medical Device : IVD) คือ เครื่องมือหรือชุดตรวจที่ใช้ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างจากร่างกายมนุษย์ เช่น เลือด ปัสสาวะ น้ำลาย หรือสิ่งส่งตรวจอื่น ๆ เพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรค คัดกรอง ติดตามผลการรักษา หรือประเมินสุขภาพ โดยผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับ อย. ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดก่อนนำเข้าหรือจำหน่ายในประเทศไทย</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>ทำไมต้องเตรียมเอกสารให้ครบก่อนยื่น อย.</span></h2>
<p>การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ IVD ไม่ได้พิจารณาเฉพาะตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ อย. จะตรวจสอบข้อมูลด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ คุณภาพการผลิต และเอกสารสนับสนุนทั้งหมด หากเอกสารไม่ครบหรือมีข้อมูลไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้เกิดการแจ้งแก้ไข ส่งผลให้ระยะเวลาพิจารณานานขึ้น การเตรียมเอกสารอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น จึงช่วยให้</p>
<ul>
<li>ลดการแก้ไขเอกสาร</li>
<li>ลดระยะเวลาการพิจารณา</li>
<li>เพิ่มโอกาสผ่านการพิจารณาในครั้งแรก</li>
<li>ลดความผิดพลาดในการยื่นผ่านระบบ e-Submission</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>เอกสารที่ใช้ขึ้นทะเบียน อย. เครื่องมือแพทย์ IVD</span></h2>
<p>ตัวอย่างรายการเอกสารที่พบในระบบ e-Submission สำหรับการยื่นคำขออนุญาตหรือแจ้งรายการละเอียดเครื่องมือแพทย์ IVD มีดังนี้</p>
<h3>1. ฉลากเครื่องมือแพทย์ (Device Labelling)</h3>
<p>เป็นฉลากของผลิตภัณฑ์ที่จัดทำตามประกาศของ อย. ซึ่งต้องแสดงข้อมูลที่จำเป็น เช่น</p>
<ul>
<li>ชื่อผลิตภัณฑ์</li>
<li>รุ่น</li>
<li>ผู้ผลิต</li>
<li>ผู้นำเข้า</li>
<li>เลขล็อต</li>
<li>วันผลิต</li>
<li>วันหมดอายุ</li>
<li>วิธีใช้งาน</li>
<li>คำเตือน</li>
<li>ข้อควรระวัง</li>
<li>รวมถึงเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ (Instructions for Use : IFU)</li>
</ul>
<h3>2. เอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์</h3>
<p>เป็นคู่มือหรือเอกสารประกอบการใช้งานที่อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เช่น</p>
<ul>
<li>วิธีใช้งาน</li>
<li>การเก็บรักษา</li>
<li>ข้อจำกัดของการทดสอบ</li>
<li>การแปลผล</li>
<li>คำเตือนและข้อควรระวัง</li>
</ul>
<h3>3. มาสเตอร์ไฟล์เครื่องมือแพทย์ (Medical Device Master File)</h3>
<p>เป็นเอกสารที่ใช้อธิบายข้อมูลของผลิตภัณฑ์ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ โดยทั่วไปจะประกอบด้วย</p>
<ul>
<li>ภาพรวมของผลิตภัณฑ์</li>
<li>ประวัติการขึ้นทะเบียนในประเทศต่าง ๆ</li>
<li>ประวัติการจำหน่าย</li>
<li>ข้อมูลการเรียกคืนสินค้า (ถ้ามี)</li>
<li>รายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์</li>
<li>รายงาน Field Safety Corrective Action (FSCA) (ถ้ามี)</li>
<li>รายละเอียดกรณีผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบพิเศษ เช่น เซลล์ เนื้อเยื่อ จุลินทรีย์ หรือสารกัมมันตรังสี (หากเกี่ยวข้อง)</li>
</ul>
<h3>4. รายละเอียดเครื่องมือแพทย์</h3>
<p>เป็นข้อมูลทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ เช่น</p>
<ul>
<li>ลักษณะทั่วไป</li>
<li>หลักการทำงาน</li>
<li>วัตถุประสงค์การใช้งาน (Intended Use)</li>
<li>ข้อบ่งใช้</li>
<li>คำเตือน</li>
<li>ข้อควรระวัง</li>
<li>คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์</li>
</ul>
<h3>5. Essential Principle</h3>
<p>เอกสารแสดงการประเมินว่าผลิตภัณฑ์เป็นไปตามหลักการพื้นฐานด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของเครื่องมือแพทย์ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง</p>
<h3>6. Summary Verification &amp; Validation</h3>
<p>เป็นสรุปผลการทดสอบเพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยตามวัตถุประสงค์การใช้งาน เช่น</p>
<ul>
<li>Performance Evaluation</li>
<li>Stability Study</li>
<li>Precision</li>
<li>Accuracy</li>
<li>Analytical Performance</li>
<li>Clinical Performance (หากเกี่ยวข้อง)</li>
</ul>
<h3>7. Risk Analysis</h3>
<p>เอกสารวิเคราะห์ความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ISO 14971 โดยอธิบาย</p>
<ul>
<li>การระบุความเสี่ยง</li>
<li>การประเมินความเสี่ยง</li>
<li>วิธีควบคุมความเสี่ยง</li>
<li>การประเมินความเสี่ยงคงเหลือ</li>
</ul>
<h3>8. ข้อมูลผู้ผลิตและสถานที่ผลิต</h3>
<p>ประกอบด้วย</p>
<ul>
<li>ชื่อผู้ผลิต</li>
<li>ที่ตั้งโรงงาน</li>
<li>เจ้าของผลิตภัณฑ์</li>
<li>รายละเอียดสถานที่ผลิต</li>
<li>ข้อมูลการผลิต</li>
</ul>
<h3>9. วิธีการกำจัดผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน (ถ้ามี)</h3>
<p>หากผลิตภัณฑ์มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการกำจัดหรือการทำลายหลังใช้งาน ต้องจัดทำเอกสารอธิบายวิธีการกำจัดอย่างถูกต้อง</p>
<h3>10. หนังสือรับรองระบบคุณภาพ ISO/GMP</h3>
<p>เอกสารรับรองระบบบริหารคุณภาพของโรงงานผู้ผลิต ใช้ยืนยันว่าการผลิตเป็นไปตามมาตรฐานสากล เช่น</p>
<ul>
<li>ISO 13485</li>
<li>GMP (หากเกี่ยวข้อง)</li>
</ul>
<h3>11. หนังสือรับรองข้อมูลผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิต (ถ้ามี)</h3>
<ul>
<li>หนังสือรับรอง Intended Use</li>
<li>หนังสือรับรองข้อบ่งใช้</li>
<li>หนังสือรับรองการบรรจุ</li>
<li>หนังสือรับรองฉลาก</li>
<li>หนังสือรับรองวิธีใช้งาน</li>
</ul>
<h3>12. Declaration of Conformity</h3>
<p>เอกสารที่ผู้ผลิตรับรองว่าผลิตภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง</p>
<h3>13. หนังสือรับรองประวัติการจำหน่าย (ถ้ามี)</h3>
<p>ใช้แสดงว่าผลิตภัณฑ์มีการจำหน่ายในประเทศอื่นหรือมีประวัติการใช้งานมาก่อน</p>
<h3>14. หนังสือรับรองด้านความปลอดภัย (ถ้ามี)</h3>
<p>เป็นเอกสารที่แสดงข้อมูลหรือหลักฐานด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์</p>
<h3>15. หนังสือรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศ (ถ้ามี)</h3>
<p>เช่น หนังสือรับรองจากหน่วยงานด้านเครื่องมือแพทย์ของประเทศผู้ผลิต หรือหน่วยงานกำกับดูแลที่ อย. ยอมรับ</p>
<h3>16. Letter of Authorization (กรณีนำเข้า)</h3>
<p>กรณีเป็นผู้นำเข้า ต้องมีหนังสือแต่งตั้งจากผู้ผลิตหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์ เพื่อมอบอำนาจให้ดำเนินการขึ้นทะเบียนและจำหน่ายในประเทศไทยอย่างถูกต้อง</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section4"></a>ข้อควรระวังในการเตรียมเอกสาร</span></h2>
<p>แม้ว่ารายการเอกสารจะครบถ้วน แต่ผู้ยื่นคำขอควรตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้</p>
<ul>
<li>ข้อมูลทุกเอกสารต้องสอดคล้องกัน</li>
<li>ชื่อผลิตภัณฑ์ต้องตรงกันทุกฉบับ</li>
<li>เอกสารภาษาอังกฤษบางรายการอาจต้องแปลเป็นภาษาไทยตามที่ อย. กำหนด</li>
<li>เอกสารรับรองต้องยังไม่หมดอายุ</li>
<li>ไฟล์ที่อัปโหลดต้องเป็นรูปแบบที่ระบบ e-Submission รองรับ</li>
<li>เอกสารบางรายการอาจแตกต่างกันตามระดับความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์และประเภทการยื่นคำขอ</li>
</ul>
<p>หากคุณกำลังเตรียมขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ IVD หรือต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบเอกสารและดำเนินการยื่นคำขอกับ อย. <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดเตรียมเอกสาร ตรวจสอบความถูกต้อง ไปจนถึงการยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission เพื่อช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มโอกาสให้การพิจารณาเป็นไปอย่างราบรื่น เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรี</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-ivd/">เตรียมเอกสารขึ้นทะเบียน อย. เครื่องมือแพทย์ IVD ต้องใช้อะไรบ้าง?</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-ivd/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ช่องทางขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ Full Pathway vs Abridged Pathway ต่างกันอย่างไร</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/full-abridged-pathway/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/full-abridged-pathway/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jun 2026 04:12:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[Abridged Pathway]]></category>
		<category><![CDATA[Full Pathway]]></category>
		<category><![CDATA[ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[อย.เครื่องมือแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องมือแพทย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1411</guid>

					<description><![CDATA[<p>การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์กับ อย. มี 2 รูปแบบ ได้แก่ Full Pathway และ Abridged Pathway ซึ่งมีเงื่อนไขและเอกสารที่ใช้ยื่นแตกต่างกันตามประเภทและสถานะการรับรองของผลิตภัณฑ์</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/full-abridged-pathway/">ช่องทางขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ Full Pathway vs Abridged Pathway ต่างกันอย่างไร</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และเจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องดำเนินการก่อนวางจำหน่ายสินค้าในประเทศ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้กำหนด<strong>ช่องทางการยื่นเอกสารสำหรับเครื่องมือแพทย์</strong>ที่ต้องขอใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งรายการละเอียดไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่ <strong>Full Pathway</strong> และ <strong>Abridged Pathway</strong> ซึ่งแต่ละรูปแบบมีเงื่อนไขและเอกสารที่แตกต่างกัน บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution </span>จะพาไปทำความเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองช่องทาง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมเอกสารได้ถูกต้อง ลดระยะเวลาการพิจารณา และวางแผนการขึ้นทะเบียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section10">การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section1">Full Pathway คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section2">Abridged Pathway คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section3">Full Pathway และ Abridged Pathway ต่างกันยังไง</a></li>
<li><a href="#section4">เอกสารยื่นแบบ Full Pathway</a></li>
<li><a href="#section5">เอกสารยื่นแบบ Abridged Pathway</a></li>
<li><a href="#section6">เอกสารที่ Full ต้องใช้ แต่ Abridged ได้รับการยกเว้น</a></li>
<li><a href="#section7">เอกสารที่ Abridged ต้องใช้เพิ่มเติม</a></li>
<li><a href="#section8">เปรียบเทียบแบบตารางเอกสารที่ต้องใช้ยื่น</a></li>
<li><a href="#section9">ผู้ประกอบการควรเลือกช่องทางใด</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section10"></a>การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ คืออะไร</span></h2>
<p>การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ คือ กระบวนการขออนุญาตและรับรองผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์จาก ⁠สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนที่จะสามารถผลิต นำเข้า หรือวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการใช้งาน</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>Full Pathway คืออะไร</span></h2>
<p>Full Pathway หรือการยื่นเอกสารแบบเต็มรูปแบบ คือช่องทางการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ที่ อย. จะประเมินข้อมูลด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของเครื่องมือแพทย์อย่างครบถ้วน โดยการประเมินสามารถดำเนินการได้ 3 รูปแบบ ได้แก่</p>
<ul>
<li>การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก</li>
<li>การประเมินโดยเจ้าหน้าที่ อย.</li>
<li>Reliance Program หรือการอาศัยผลการประเมินจากหน่วยงานกำกับดูแลที่ได้รับการยอมรับ</li>
</ul>
<p>ช่องทาง Full Pathway มักใช้กับเครื่องมือแพทย์ที่ยังไม่เคยได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานอ้างอิง หรือผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต้องมีการประเมินข้อมูลทางเทคนิคอย่างละเอียดก่อนอนุญาตให้จำหน่ายในประเทศไทย</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>Abridged Pathway คืออะไร</span></h2>
<p>Abridged Pathway หรือการยื่นเอกสารแบบย่อ คือช่องทางการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ ที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการอ้างอิงประวัติการอนุมัติจากหน่วยงานต่างประเทศที่น่าเชื่อถือ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและลดภาระการจัดเตรียมเอกสารลงได้อย่างมาก ซึ่งหน่วยงานอ้างอิงที่ อย. รับรอง ได้แก่</p>
<ul>
<li>Therapeutic Goods Administration (TGA) ประเทศออสเตรเลีย</li>
<li>Health Canada (HC)</li>
<li>European Union Notified Bodies (EU NB)</li>
<li>Ministry of Health, Labour and Welfare (MHLW) ประเทศญี่ปุ่น</li>
<li>United States Food and Drug Administration (US FDA)</li>
<li>WHO Prequalification for In Vitro Diagnostics (IVD)</li>
</ul>
<p>ทั้งนี้ ไม่รวมถึงเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับการอนุมัติภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ หรือเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับการยกเว้นการประเมินบางประเภท เช่น Listing หรือ Exempted Product Approval</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>Full Pathway และ Abridged Pathway ต่างกันยังไง</span></h2>
<p>Full Pathway และ Abridged Pathway เป็นช่องทางการยื่นขออนุมัติขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์กับ ⁠กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ โดยมีความแตกกันเรื่องเอกสารในการยื่นและระยะเวลาในการพิจารณาหรือการประเมิน ดังนี้</p>
<h3>Full Pathway</h3>
<ul>
<li>ยื่นเอกสารทางวิชาการและหลักฐานประเมินคุณภาพเต็มรูปแบบ (เช่น CSDT)</li>
<li>ใช้กับเครื่องมือแพทย์ที่ยังไม่เคยได้รับการรับรองจากต่างประเทศ</li>
<li>ใช้เวลาตรวจสอบนานกว่าตามขั้นตอนปกติ</li>
<li>เหมาะสำหรับผู้ผลิตรายใหม่ หรือนวัตกรรมที่ประเมินทดสอบในประเทศ</li>
</ul>
<h3>Abridged Pathway</h3>
<ul>
<li>ใช้เอกสารสรุปโดยอ้างอิงผลอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลระดับสากลที่น่าเชื่อถือ (Reference Agencies)</li>
<li>ใช้กับเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับอนุมัติและวางจำหน่ายจากหน่วยงานอ้างอิงสากล (เช่น US FDA, EMA, TGA) มาแล้วระยะเวลาหนึ่ง</li>
<li>ช่วยลดภาระด้านเอกสารและระยะเวลาการเตรียมคำขอ</li>
<li>เหมาะสำหรับสินค้านำเข้าที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากลและต้องการเร่งการเข้าสู่ตลาด</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;">เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นคำขอ</span></h2>
<h3><a id="section4"></a>เอกสารยื่นแบบ Full Pathway</h3>
<ul>
<li>ฉลากเครื่องมือแพทย์</li>
<li>เอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ (IFU)</li>
<li>บทสรุปเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์</li>
<li>รายละเอียดเครื่องมือแพทย์</li>
<li>Essential Principles</li>
<li>Summary Verification &amp; Validation</li>
<li>เอกสารแสดงการวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis)</li>
<li>Manufacturer Information</li>
<li>เอกสารแสดงวิธีการทำลาย/การทำลายสภาพ</li>
<li>หนังสือรับรองระบบคุณภาพ</li>
<li>หนังสือมอบอำนาจจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ (กรณีนำเข้า)</li>
<li>เอกสารยืนยันการชำระค่าธรรมเนียม</li>
</ul>
<h3><a id="section5"></a>เอกสารยื่นแบบ Abridged Pathway</h3>
<ul>
<li>ฉลากเครื่องมือแพทย์</li>
<li>เอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ (IFU)</li>
<li>บทสรุปเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์</li>
<li>รายละเอียดเครื่องมือแพทย์</li>
<li>Essential Principles</li>
<li>Manufacturer Information</li>
<li>หนังสือรับรองระบบคุณภาพ</li>
<li>หนังสือรับรองวัตถุประสงค์การใช้</li>
<li>หนังสือรับรองแสดงประวัติการจำหน่ายเครื่องมือแพทย์</li>
<li>หนังสือรับรองแสดงความปลอดภัย</li>
<li>หลักฐานการอนุญาตจากหน่วยงานที่ อย. รับรอง (เช่น US FDA, EU NB, TGA, HC, MHLW)</li>
<li>หนังสือมอบอำนาจจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ (กรณีนำเข้า)</li>
<li>เอกสารยืนยันการชำระค่าธรรมเนียม</li>
</ul>
<h3><a id="section6"></a>เอกสารที่ Full ต้องใช้ แต่ Abridged ได้รับการยกเว้น</h3>
<ul>
<li>Summary Verification &amp; Validation</li>
<li>เอกสารแสดงการวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis)</li>
<li>เอกสารแสดงวิธีการทำลาย/การทำลายสภาพ</li>
</ul>
<h3><a id="section7"></a>เอกสารที่ Abridged ต้องใช้เพิ่มเติม</h3>
<ul>
<li>หนังสือรับรองวัตถุประสงค์การใช้</li>
<li>หนังสือรับรองประวัติการจำหน่ายเครื่องมือแพทย์</li>
<li>หนังสือรับรองความปลอดภัย</li>
<li>หลักฐานการได้รับอนุญาตจากหน่วยงานอ้างอิงที่ อย. รับรอง</li>
</ul>
<p>จะเห็นว่า Abridged ไม่ได้ใช้เอกสารน้อยกว่าทุกด้าน แต่เป็นการ <strong>ลดเอกสารทางเทคนิคเชิงลึก</strong> แล้วใช้ <strong>ใบอนุญาตจากหน่วยงานอ้างอิงต่างประเทศ</strong> มาทดแทนการประเมินบางส่วน</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section8"></a>เปรียบเทียบแบบตารางเอกสารที่ต้องใช้ยื่น</span></h2>
<table style="height: 511px;" width="527">
<thead>
<tr>
<th>รายการเอกสาร</th>
<th>Full</th>
<th>Abridged</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>ฉลากเครื่องมือแพทย์</td>
<td>✅</td>
<td>✅</td>
</tr>
<tr>
<td>เอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ (IFU)</td>
<td>✅</td>
<td>✅</td>
</tr>
<tr>
<td>บทสรุปเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์</td>
<td>✅</td>
<td>✅</td>
</tr>
<tr>
<td>รายละเอียดเครื่องมือแพทย์</td>
<td>✅</td>
<td>✅</td>
</tr>
<tr>
<td>Essential Principles</td>
<td>✅</td>
<td>✅</td>
</tr>
<tr>
<td>Summary Verification &amp; Validation</td>
<td>✅</td>
<td>ยกเว้น</td>
</tr>
<tr>
<td>เอกสารวิเคราะห์ความเสี่ยง</td>
<td>✅</td>
<td>ยกเว้น</td>
</tr>
<tr>
<td>Manufacturer Information</td>
<td>✅</td>
<td>✅</td>
</tr>
<tr>
<td>เอกสารวิธีการทำลาย</td>
<td>✅</td>
<td>ยกเว้น</td>
</tr>
<tr>
<td>หนังสือรับรองระบบคุณภาพ</td>
<td>✅</td>
<td>✅</td>
</tr>
<tr>
<td>หนังสือรับรองวัตถุประสงค์การใช้</td>
<td>ยกเว้น</td>
<td>✅</td>
</tr>
<tr>
<td>หนังสือรับรองประวัติการจำหน่าย</td>
<td>ยกเว้น</td>
<td>✅</td>
</tr>
<tr>
<td>หนังสือรับรองแสดงความปลอดภัย</td>
<td>ยกเว้น</td>
<td>✅</td>
</tr>
<tr>
<td>หลักฐานการอนุญาตจากหน่วยงาน ที่ อย. รับรอง</td>
<td>ยกเว้น</td>
<td>✅</td>
</tr>
<tr>
<td>หนังสือมอบอำนาจ (นำเข้า)</td>
<td>กรณีนำเข้า</td>
<td>กรณีนำเข้า</td>
</tr>
<tr>
<td>หลักฐานชำระค่าธรรมเนียม</td>
<td>✅</td>
<td>✅</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>ข้อสังเกตสำคัญ:</strong> Abridged Pathway ไม่ได้แปลว่าใช้เอกสารน้อยทุกกรณี แต่เป็นการ &#8220;ยกเว้นเอกสารทางเทคนิคบางส่วน&#8221; เพราะ อย. อาศัยผลการประเมินจากหน่วยงานอ้างอิง เช่น US FDA, EU NB, TGA, Health Canada หรือ MHLW มาประกอบการพิจารณา ทำให้ผู้ยื่นไม่ต้องจัดเตรียมข้อมูลเชิงเทคนิคซ้ำทั้งหมดเหมือน Full Pathway ครับ</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section9"></a>ผู้ประกอบการควรเลือกช่องทางใด</span></h2>
<p>การเลือกใช้ Full Pathway หรือ Abridged Pathway ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ยื่นเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสถานะของผลิตภัณฑ์และเอกสารอ้างอิงที่มีอยู่ หากเครื่องมือแพทย์ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก US FDA, EU NB, Health Canada, TGA หรือ MHLW แล้ว อาจมีสิทธิ์ยื่นผ่าน Abridged Pathway ได้ แต่หากเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือไม่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานอ้างอิงดังกล่าว มักจะต้องดำเนินการผ่าน Full Pathway ซึ่งต้องเตรียมเอกสารทางเทคนิคอย่างครบถ้วน</p>
<p>ปัจจุบันการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์กับ อย. มี 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ Full Pathway และ Abridged Pathway โดย Full Pathway เป็นการยื่นเอกสารและประเมินข้อมูลอย่างครบถ้วน ขณะที่ Abridged Pathway เป็นการอาศัยผลการประเมินจากหน่วยงานกำกับดูแลที่ได้รับการยอมรับ เพื่อลดภาระเอกสารบางส่วน</p>
<p>ก่อนเริ่มดำเนินการ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบประเภทเครื่องมือแพทย์ ระดับความเสี่ยง และสถานะการรับรองจากต่างประเทศให้ชัดเจน เพื่อเลือกช่องทางการยื่นคำขอที่เหมาะสมและช่วยให้กระบวนการขึ้นทะเบียนเป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น</p>
<p>หากคุณกำลังวางแผนผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์ และไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ของคุณควรยื่นอย. หรือขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ ผ่าน Full Pathway หรือ Abridged Pathway ทีมงาน <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจสอบเอกสาร และดูแลกระบวนการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์กับ อย. อย่างครบวงจร เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรี</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/full-abridged-pathway/">ช่องทางขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ Full Pathway vs Abridged Pathway ต่างกันอย่างไร</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/full-abridged-pathway/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>6 ขั้นตอนผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องทำ ตามหลักเกณฑ์ของ อย.</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jun 2026 04:04:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[จดอย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.เครื่องมือแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องมือแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ใบอนุญาตขายเครื่องมือแพทย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1418</guid>

					<description><![CDATA[<p>การนำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องตรวจสอบประเภทสินค้า จดทะเบียนสถานประกอบการ และขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับ อย. ให้ถูกต้อง พร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างต่อเนื่องหลังได้รับอนุญาต</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/">6 ขั้นตอนผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องทำ ตามหลักเกณฑ์ของ อย.</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การนำเข้าเครื่องมือแพทย์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องมือวินิจฉัยโรค หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพประเภทต่าง ๆ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนนำเข้าสินค้าเข้ามาวางจำหน่าย เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน และถูกต้องตามกฎหมาย</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">6 ขั้นตอนการผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องทำ</a></li>
<li><a href="#section2">หน้าที่ของผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์หลังได้รับอนุญาต อย.</a></li>
<li><a href="#section3">กรณีต้องการส่งออกเครื่องมือแพทย์ไปต่างประเทศ</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>6 ขั้นตอนผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องทำก่อนวางจำหน่าย</span></h2>
<h3>1. ตรวจสอบว่าเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ต้องขึ้นทะเบียนหรือไม่</h3>
<p>ก่อนเริ่มดำเนินการ ผู้ประกอบการต้องพิจารณาก่อนว่าผลิตภัณฑ์ที่ต้องการนำเข้าเข้าข่ายเป็น &#8220;<a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/">19 เครื่องมือแพทย์ ต้องขอใบอนุญาต</a>&#8221; ตามกฎหมายหรือไม่ หากไม่แน่ใจ สามารถยื่นคำขอวินิจฉัยผลิตภัณฑ์ต่อ อย. เพื่อให้หน่วยงานพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือแพทย์หรือไม่</p>
<ul>
<li>หากไม่เป็นเครื่องมือแพทย์ ไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. เครื่องมือแพทย์</li>
<li>หากเป็นเครื่องมือแพทย์ ให้ดำเนินการตามขั้นตอนถัดไป</li>
</ul>
<h3>2. ตรวจสอบว่าเข้าข่ายได้รับการยกเว้นตามมาตรา 27 หรือไม่</h3>
<p>เมื่อยืนยันแล้วว่าสินค้าเป็นเครื่องมือแพทย์ ต้องตรวจสอบต่อว่าสินค้าเข้าข่ายได้รับการยกเว้นตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์หรือไม่ <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b227/">เช็คเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 27 ได้ที่นี่</a> หากเข้าเงื่อนไข สามารถยื่นคำขอยกเว้นตามมาตรา 27 ได้ แต่หากไม่เข้าเงื่อนไข ต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนตามระบบปกติ</p>
<h3>3. จดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์</h3>
<p>ผู้นำเข้าทุกรายที่ไม่ได้รับการยกเว้น ต้องขอจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์กับ อย. ก่อนโดยจะต้องเตรียมเอกสารเกี่ยวกับ</p>
<ul>
<li>หนังสือรับรองนิติบุคคล</li>
<li>หนังสือแต่งตั้งผู้ดำเนินกิจการ</li>
<li>แผนที่และรายละเอียดสถานที่เก็บรักษาสินค้า</li>
<li>เอกสารอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด</li>
</ul>
<p>เมื่อได้รับใบจดทะเบียนสถานประกอบการแล้ว จึงสามารถดำเนินการในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้</p>
<h3>4. จัดประเภทความเสี่ยงและกลุ่มของเครื่องมือแพทย์</h3>
<p>เครื่องมือแพทย์แต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน จึงต้องพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์อยู่ในกลุ่มใด</p>
<ul>
<li>ความเสี่ยงต่ำ</li>
<li>ความเสี่ยงปานกลาง</li>
<li>ความเสี่ยงสูง</li>
<li>ความเสี่ยงสูงมาก</li>
</ul>
<p>หากไม่สามารถจัดประเภทได้ด้วยตนเอง สามารถยื่นขอหนังสือรับรองการจัดประเภทความเสี่ยงและการจัดกลุ่มเครื่องมือแพทย์จาก อย. ได้ การจัดประเภทนี้มีผลต่อรูปแบบเอกสาร ระยะเวลา และค่าธรรมเนียมในการขึ้นทะเบียน</p>
<h3>5. ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์</h3>
<p>หลังจากทราบประเภทความเสี่ยงแล้ว ผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ตามประเภทที่กฎหมายกำหนดโดยเอกสารที่ใช้มักประกอบด้วย</p>
<ul>
<li>รายละเอียดผลิตภัณฑ์</li>
<li>เอกสารด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ</li>
<li>เอกสารจากผู้ผลิตต่างประเทศ</li>
<li>ฉลากและเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์</li>
<li>หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมีตัวแทน)</li>
</ul>
<p>เมื่อได้รับอนุมัติแล้วจึงสามารถนำเข้าสินค้าและวางจำหน่ายในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย</p>
<h3>6. นำเข้าสินค้าและวางจำหน่าย</h3>
<p>เมื่อได้รับใบอนุญาตหรือใบขึ้นทะเบียนครบถ้วนแล้ว ผู้นำเข้าสามารถ นำเข้าเครื่องมือแพทย์ เก็บรักษาในสถานที่ที่ได้รับอนุญาต จำหน่ายในประเทศไทยส่งออกไปยังต่างประเทศ (หากต้องการ) ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>หน้าที่ของผู้นำเข้าหลังได้รับอนุญาต</span></h2>
<p>แม้จะได้รับอนุญาตแล้ว ผู้นำเข้ายังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ได้แก่</p>
<h3>แจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญ</h3>
<p>หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาต เช่น</p>
<ul>
<li>ชื่อบริษัท</li>
<li>สถานที่ประกอบการ</li>
<li>ผู้ดำเนินกิจการ</li>
</ul>
<p>ต้องแจ้งต่อ อย. ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด</p>
<h3>รายงานการผลิต นำเข้า และขายประจำปี</h3>
<p>ผู้ประกอบการต้องจัดทำรายงานประจำปีและส่งให้ อย. ภายในวันที่ 31 มีนาคม ของทุกปี</p>
<h3>เฝ้าระวังและรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์</h3>
<p>หากพบปัญหาคุณภาพสินค้า หรือเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้งานเครื่องมือแพทย์ ต้องดำเนินการรายงานต่อ อย. ทันที</p>
<h3>ต่ออายุใบอนุญาต</h3>
<p>ใบอนุญาตบางประเภทมีอายุการใช้งาน ผู้ประกอบการต้องติดตามและดำเนินการต่ออายุก่อนหมดอายุ</p>
<h3>แจ้งเลิกกิจการ</h3>
<p>กรณีเลิกนำเข้า เลิกจำหน่าย หรือเลิกประกอบกิจการ ต้องแจ้งต่อ อย. ตามขั้นตอนที่กำหนด</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>กรณีต้องการส่งออกเครื่องมือแพทย์ไปต่างประเทศ</span></h2>
<p>ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอหนังสือรับรองเพิ่มเติม เพื่อใช้ประกอบการส่งออกไปยังต่างประเทศตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง เช่น</p>
<ul>
<li>COE (Certificate of Export)</li>
<li>CFS (Certificate of Free Sale)</li>
</ul>
<p>การนำเข้าเครื่องมือแพทย์มีรายละเอียดและข้อกำหนดหลายขั้นตอน ตั้งแต่การพิจารณาว่าสินค้าเข้าข่ายเป็นเครื่องมือแพทย์หรือไม่ <strong>การตรวจสอบสิทธิยกเว้นตามมาตรา 27</strong> <strong>การจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้า</strong> <strong>การจัดประเภทความเสี่ยง ไปจนถึงการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับ อย.</strong> หากดำเนินการไม่ถูกต้องอาจทำให้การอนุมัติล่าช้า เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือไม่สามารถนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายได้</p>
<p><span style="color: #238f9c;">Livilution</span> พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลการขออนุญาตเครื่องมือแพทย์ ตั้งแต่ตรวจสอบประเภทผลิตภัณฑ์ เตรียมเอกสาร ยื่นคำขอ และติดตามผลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้การนำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อจำหน่ายเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และลดความยุ่งยากสำหรับผู้ประกอบการ เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรีได้เลย</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/">6 ขั้นตอนผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องทำ ตามหลักเกณฑ์ของ อย.</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขั้นตอนการจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต/นำเข้า เครื่องมือแพทย์</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%aa%e0%b8%991%e0%b8%aa%e0%b8%9c1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%aa%e0%b8%991%e0%b8%aa%e0%b8%9c1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 08:30:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[จดทะเบียนสถานประกอบ]]></category>
		<category><![CDATA[สถาน]]></category>
		<category><![CDATA[สน.1]]></category>
		<category><![CDATA[สผ.1]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องมือแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ใบจดทะเบียนสถานประกอบการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1403</guid>

					<description><![CDATA[<p>จดทะเบียนสถานประกอบการเครื่องมือแพทย์ เป็นขั้นตอนที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องดำเนินการกับ อย. ก่อนยื่นขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ โดยผู้ผลิตจะได้รับใบจดทะเบียน สผ.1 และผู้นำเข้าจะได้รับ สน.1</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%aa%e0%b8%991%e0%b8%aa%e0%b8%9c1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/">ขั้นตอนการจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต/นำเข้า เครื่องมือแพทย์</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ ชุดตรวจ เครื่องมือวินิจฉัย หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพประเภทต่าง ๆ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องจดทะเบียนสถานประกอบการกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนดำเนินการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ โดยใบจดทะเบียนสถานประกอบการจะแบ่งเป็น สผ.1 สำหรับผู้ผลิต และ สน.1 สำหรับผู้นำเข้า บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution </span>จึงรวบรวมเอกสารที่ต้องใช้ ขั้นตอนการยื่นคำขอ ค่าธรรมเนียม ระยะเวลาพิจารณา และข้อแตกต่างระหว่างการจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตและนำเข้าเครื่องมือแพทย์แบบครบถ้วนในที่เดียว</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">การผลิต/นำเข้าเครื่องมือแพทย์ใดบ้างต้องจดทะเบียนสถานประกอบการ</a></li>
<li><a href="#section2">สผ.1 และ สน.1 คืออะไร ต่างกันอย่างไร</a></li>
<li><a href="#section3">เอกสารที่ใช้ยื่นขอจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์</a></li>
<li><a href="#section4">เอกสารที่ใช้ยื่นขอจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์</a></li>
<li><a href="#section5">ขั้นตอนการจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต/นำเข้า เครื่องมือแพทย์</a></li>
<li><a href="#section6">ความแตกต่างระหว่างการจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต/นำเข้าเครื่องมือแพทย์</a></li>
<li><a href="#section7">หลังได้รับใบ สผ.1 / สน.1 แล้ว ต้องทำอะไรต่อ</a></li>
<li><a href="#section8">ใบ สผ.1 / สน.1 มีอายุกี่ปี ต่ออายุเมื่อใด</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>การผลิต/นำเข้าเครื่องมือแพทย์ใดบ้างต้องจดทะเบียนสถานประกอบการ</span></h2>
<p>เครื่องมือแพทย์ทุกประเภท (ผลิต นำเข้า หรือขาย) ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ต้องจดทะเบียนสถานประกอบการ โดยเครื่องมือแพทย์จะถูกแบ่งระดับความเสี่ยงเป็น 4 คลาส ซึ่งกำหนดรูปแบบการขออนุญาตและเอกสารที่ต้องใช้แตกต่างกันออกไป ดังนี้</p>
<ul>
<li>Class 1 (ความเสี่ยงต่ำ): เช่น ถุงมือตรวจโรค, เตียงผู้ป่วย, รถเข็น</li>
<li>Class 2 (ความเสี่ยงปานกลาง): เช่น หน้ากากอนามัย, ถุงยางอนามัย, เครื่องวัดความดัน</li>
<li>Class 3 (ความเสี่ยงปานกลางถึงสูง): เช่น คอนแทคเลนส์, เครื่องฟอกไต</li>
<li>Class 4 (ความเสี่ยงสูง): เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ, อวัยวะเทียมฝังในร่างกาย, ชุดตรวจ HIV</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>สผ.1 และ สน.1 คืออะไร ต่างกันอย่างไร</span></h2>
<p>สผ.1 และ สน.1 เป็นใบจดทะเบียนสถานประกอบการเครื่องมือแพทย์ที่ออกโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อรับรองว่าผู้ประกอบการมีสถานที่และคุณสมบัติเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ก่อนดำเนินการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์</p>
<table>
<thead>
<tr>
<th>รายการ</th>
<th>สผ.1</th>
<th>สน.1</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>ชื่อใบจดทะเบียน</td>
<td>สถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์</td>
<td>สถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์</td>
</tr>
<tr>
<td>ผู้ที่ต้องขอ</td>
<td>ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ในประเทศ</td>
<td>ผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ</td>
</tr>
<tr>
<td>วัตถุประสงค์</td>
<td>ใช้สำหรับการผลิตและเก็บรักษาเครื่องมือแพทย์</td>
<td>ใช้สำหรับการนำเข้าและเก็บรักษาเครื่องมือแพทย์</td>
</tr>
<tr>
<td>การตรวจสถานที่</td>
<td>ตรวจประเมินสถานที่ผลิตทุกกรณี</td>
<td>อาจมีการตรวจสถานที่เก็บรักษาตามที่ อย. กำหนด</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ดังนั้น หากคุณเป็นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทย จะต้องขอ <strong>สผ.1</strong> แต่หากเป็นผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องขอ <strong>สน.1</strong></p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>เอกสารที่ใช้ยื่นขอจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์</span></h2>
<ul>
<li>แบบคำขอจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์ (สผ.1)</li>
<li>สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล หรือใบทะเบียนพาณิชย์</li>
<li>หนังสือแต่งตั้งผู้ดำเนินกิจการ</li>
<li>ใบรับรองแพทย์ผู้ดำเนินกิจการ (อายุไม่เกิน 1 เดือน)</li>
<li>แผนที่ตั้งสถานประกอบการและสถานที่เก็บรักษา</li>
<li>แผนผังภายในสถานประกอบการ</li>
<li>หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ (ถ้ามี)</li>
<li>เอกสารแสดงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่ผลิต</li>
<li>เอกสารเกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบกำจัดของเสีย และระบบควบคุมอากาศ (ถ้ามี)</li>
</ul>
<p>หมายเหตุ: เจ้าหน้าที่อาจขอเอกสารเพิ่มเติมตามประเภทเครื่องมือแพทย์และลักษณะกระบวนการผลิตของแต่ละกิจการ</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section4"></a>เอกสารที่ใช้ยื่นขอจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์</span></h2>
<ul>
<li>สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล หรือใบทะเบียนพาณิชย์ (กรณีบุคคลธรรมดา)</li>
<li>เอกสารแสดงข้อมูลผู้ขอจดทะเบียนและผู้ดำเนินกิจการ</li>
<li>ใบรับรองแพทย์ผู้ดำเนินกิจการ (อายุไม่เกิน 1 เดือน)</li>
<li>แผนที่แสดงที่ตั้งสถานที่นำเข้าและสถานที่เก็บรักษาเครื่องมือแพทย์</li>
<li>แผนผังภายในสถานที่นำเข้าและสถานที่เก็บรักษา พร้อมระบุมาตราส่วน</li>
<li>ภาพถ่ายสถานที่นำเข้าและสถานที่เก็บรักษาเครื่องมือแพทย์</li>
<li>หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ (กรณีไม่ได้เป็นเจ้าของสถานที่)</li>
<li>แบบคำขอจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ (สน.1)</li>
</ul>
<p>หมายเหตุ: เอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นคำขออาจแตกต่างกันตามลักษณะกิจการและประเภทเครื่องมือแพทย์ที่นำเข้า โดยเจ้าหน้าที่อาจขอเอกสารเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาได้ในบางกรณี.</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section5"></a>ขั้นตอนการจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต/นำเข้า เครื่องมือแพทย์</span></h2>
<h3>1. เปิดสิทธิ์เข้าใช้งานระบบออนไลน์ของ อย.</h3>
<p>ผู้ประกอบการต้องสมัครบัญชีผู้ใช้งานผ่านระบบ Open ID เพื่อรับ Username และ Password สำหรับเข้าใช้งานระบบ <a href="https://privus.fda.moph.go.th/" target="_blank" rel="noopener">Skynet FDA</a> ซึ่งเป็นระบบสำหรับยื่นคำขอจดทะเบียนสถานประกอบการเครื่องมือแพทย์และดำเนินการด้านใบอนุญาตต่าง ๆ กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)</p>
<p>หากเคยใช้งานระบบ Skynet FDA มาก่อน สามารถใช้ Username และ Password เดิมได้โดยไม่ต้องสมัครใหม่</p>
<h4>เอกสารที่ใช้ในการเปิดสิทธิ์ใช้งานระบบ</h4>
<p>กรณีเปิดสิทธิ์เพื่อยื่นคำขอจดทะเบียนสถานประกอบการเครื่องมือแพทย์ ผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมเอกสาร ดังนี้</p>
<ul>
<li>แบบฟอร์มหนังสือมอบอำนาจเป็นผู้ยื่นคำขอ</li>
<li>หนังสือมอบอำนาจพร้อมติดอากรแสตมป์ 30 บาท (กรณีมอบอำนาจ)</li>
<li>สำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจ</li>
<li>สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ (กรณีมีการมอบอำนาจ)</li>
<li>หนังสือมอบอำนาจแต่งตั้งผู้ดำเนินกิจการ (กรณีจดทะเบียนรายใหม่)</li>
<li>สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล หรือใบทะเบียนพาณิชย์ (กรณีบุคคลธรรมดา)</li>
<li>กรณีผู้ดำเนินกิจการเป็นชาวต่างชาติ ให้แนบสำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) และใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)</li>
</ul>
<p><a href="https://medical.fda.moph.go.th/open-system-license/category/establishment-regis" target="_blank" rel="noopener">ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเปิดสิทธิ์</a></p>
<h3>2. ยื่นคำขอจดทะเบียนสถานประกอบการเครื่องมือแพทย์</h3>
<p>เมื่อเปิดสิทธิ์เข้าใช้งานระบบ Skynet FDA และเตรียมเอกสารครบถ้วนแล้ว ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนสถานประกอบการเครื่องมือแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ โดยขั้นตอนการพิจารณาสำหรับผู้ผลิตและผู้นำเข้ามีลักษณะใกล้เคียงกัน ดังนี้</p>
<ol>
<li>กรอกข้อมูลคำขอและแนบเอกสารประกอบผ่านระบบ Skynet FDA</li>
<li>ชำระค่าคำขอและส่งเรื่องรอพิจารณา</li>
<li>เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของเอกสาร</li>
<li>หากเอกสารไม่ครบถ้วน เจ้าหน้าที่จะแจ้งข้อบกพร่องเพื่อให้แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด</li>
<li>เมื่อเอกสารถูกต้องครบถ้วน เจ้าหน้าที่จะรับคำขอและแจ้งให้ชำระค่าตรวจประเมินเอกสารภานใน 5 วันทำการ</li>
<li>เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจประเมินสถานประกอบการ (กรณีที่ต้องตรวจสถานที่)</li>
<li>เมื่อผลการประเมินผ่านเกณฑ์ คำขอจะแสดงสถานะ อนุมัติ รอชำระเงิน</li>
<li>ผู้ประกอบการชำระค่าใบสำคัญ</li>
<li>ระบบออกใบจดทะเบียนสถานประกอบการเครื่องมือแพทย์ให้ดาวน์โหลดและพิมพ์ใช้งานได้</li>
</ol>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section6"></a>ความแตกต่างระหว่างการจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต/นำเข้าเครื่องมือแพทย์</span></h2>
<p>แม้ว่าขั้นตอนการยื่นคำขอจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต/นำเข้าเครื่องมือแพทย์ จะใกล้เคียงกัน แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันดังนี้</p>
<table>
<thead>
<tr>
<th>รายการ</th>
<th>สถานประกอบการผลิต (สผ.1)</th>
<th>สถานประกอบการนำเข้า (สน.1)</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td style="text-align: center;">การตรวจสถานที่</td>
<td style="text-align: center;">ตรวจประเมินสถานที่ผลิตทุกกรณี</td>
<td style="text-align: center;">บางกรณีอาจมีการตรวจสถานที่เก็บรักษา</td>
</tr>
<tr>
<td style="text-align: center;">ระยะเวลาพิจารณา</td>
<td>
<p style="text-align: center;">ประมาณ 30 วันทำการ นับจากวันที่ยื่นคำขอ</p>
</td>
<td>
<ul>
<li>กรณีตรวจสถานที่ 30 วันทำการ นับจากวันที่ยื่นคำขอ</li>
<li>กรณีไม่ตรวจสถานที่ 20 วันทำการ นับจากวันที่ยื่นคำขอ</li>
</ul>
</td>
</tr>
<tr>
<td style="text-align: center;">ค่าขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ</td>
<td style="text-align: center;">2,000 บาท/ฉบับ</td>
<td style="text-align: center;">4,000 บาท/ฉบับ</td>
</tr>
<tr>
<td style="text-align: center;">ค่าตรวจประเมิน</td>
<td style="text-align: center;">12,000 บาท/คำขอ</td>
<td style="text-align: center;">12,000 บาท/คำขอ</td>
</tr>
<tr>
<td style="text-align: center;">ค่าคำขอจดทะเบียน</td>
<td style="text-align: center;">100 บาท/คำขอ</td>
<td style="text-align: center;">100 บาท/คำขอ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>หมายเหตุ:</strong> สำหรับผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์สามารถขอรับคำปรึกษาแบบแปลนสถานที่ผลิตล่วงหน้าก่อนยื่นคำขอได้ โดยระบบจะเปิดจองล่วงหน้า 30 วัน</p>
<p>จากนั้นเมื่อได้รับ <strong>ใบจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต (สผ.1)</strong> หรือ <strong>ใบจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้า (สน.1)</strong> แล้ว ผู้ประกอบการจึงสามารถดำเนินการ <strong>ยื่นขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์</strong> กับ อย. ตามประเภทความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ได้ต่อไป</p>
<p><a href="https://medical.fda.moph.go.th/media.php?id=604219111635034112&amp;name=EST-G-M1-001.pdf" target="_blank" rel="noopener">คู่มือการจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์</a></p>
<p><a href="https://medical.fda.moph.go.th/media.php?id=604141973980454912&amp;name=EST-G-I1-001%20.pdf/03/h0im87gFwoPCT0gVzvwGqqh2.pdf" target="_blank" rel="noopener">คู่มือการจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์</a></p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section7"></a>หลังได้รับใบจดทะเบียนสถานประกอบการแล้ว ต้องทำอะไรต่อ</span></h2>
<p>การได้รับใบจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์ (สผ.1) หรือใบจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ (สน.1) ยังไม่ได้หมายความว่าสามารถจำหน่ายสินค้าได้ทันที เนื่องจากใบจดทะเบียนดังกล่าวเป็นเพียงการอนุญาตให้ประกอบกิจการผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์เท่านั้น</p>
<p>หลังได้รับ สผ.1 หรือ สน.1 แล้ว ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการ <strong>ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์กับ อย.</strong> ตามประเภทและระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ก่อน จึงจะสามารถผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย</p>
<p>โดยประเภทการอนุญาตอาจแตกต่างกัน เช่น</p>
<ul>
<li>ใบรับจดแจ้ง</li>
<li>ใบแจ้งรายการละเอียด</li>
<li>ใบอนุญาต</li>
</ul>
<p>ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทและระดับความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์แต่ละชนิด</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section8"></a>ใบจดทะเบียนสถานประกอบการเครื่องมือแพทย์ สผ.1 / สน.1 มีอายุกี่ปี ต่ออายุเมื่อใด</span></h2>
<p>ใบจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์ (สผ.1) และใบจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ (สน.1) มีอายุ <strong>5 ปี</strong> นับจากวันที่ได้รับอนุญาต และสามารถใช้ได้จนถึงวันที่ <strong>31 ธันวาคมของปีที่ครบกำหนดอายุ</strong></p>
<p>ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอต่ออายุใบจดทะเบียนได้ตั้งแต่ <strong>วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม</strong> ของปีที่ใบจดทะเบียนสิ้นอายุ</p>
<p>หากไม่ยื่นต่ออายุภายในกำหนด จะต้องยื่นคำขอต่ออายุล่าช้าพร้อมชี้แจงเหตุผล และอาจถูกปรับในอัตรา <strong>วันละ 500 บาท</strong> ตามที่กฎหมายกำหนด</p>
<p>การจดทะเบียนสถานประกอบการเครื่องมือแพทย์เป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการก่อนยื่นขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับ อย. ซึ่งในทางปฏิบัติมีรายละเอียดด้านเอกสาร การจัดเตรียมสถานที่ และข้อกำหนดที่ต้องตรวจสอบหลายส่วน หากเตรียมข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้การพิจารณาล่าช้าหรือถูกขอแก้ไขเอกสารเพิ่มเติมได้</p>
<p>หากคุณเป็นกังวลในการยื่นจดทะเบียน <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลการจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตและนำเข้าเครื่องมือแพทย์แบบครบวงจร ตั้งแต่ตรวจสอบคุณสมบัติสถานที่ จัดเตรียมเอกสาร ยื่นคำขอผ่านระบบ Skynet FDA ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ช่วยลดความยุ่งยาก ประหยัดเวลา และเพิ่มโอกาสให้การขออนุญาตเป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรีได้เลย</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%aa%e0%b8%991%e0%b8%aa%e0%b8%9c1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/">ขั้นตอนการจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต/นำเข้า เครื่องมือแพทย์</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%aa%e0%b8%991%e0%b8%aa%e0%b8%9c1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การจัดกลุ่มเครื่องมือแพทย์ตามความเสี่ยง (IVD และ Non-IVD) ต้องยื่นคำขอแบบใด</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Jun 2026 07:28:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[จดอย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.เครื่องมือแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องมือแพทย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1415</guid>

					<description><![CDATA[<p>การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ตามความเสี่ยงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนขึ้นทะเบียนกับ อย. โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ IVD และ Non-IVD และจำแนกความเสี่ยงออกเป็น 4 ระดับ</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/">การจัดกลุ่มเครื่องมือแพทย์ตามความเสี่ยง (IVD และ Non-IVD) ต้องยื่นคำขอแบบใด</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนนำเข้า ผลิต หรือขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์กับ อย. หนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องทราบคือการจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ตามระดับความเสี่ยง เนื่องจากผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีข้อกำหนดและรูปแบบการยื่นคำขอแตกต่างกัน ตั้งแต่การจดแจ้ง การแจ้งรายการละเอียด ไปจนถึงการขอใบอนุญาต บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> จะพาคุณทำความเข้าใจการจัดกลุ่มเครื่องมือแพทย์ทั้ง IVD และ Non-IVD รวมถึงหลักเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงที่ใช้ในการขึ้นทะเบียนกับ อย.</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">เครื่องมือแพทย์ประเภท 1 (Class 1) ความเสี่ยงต่ำ</a></li>
<li><a href="#section2">เครื่องมือแพทย์ประเภท 2 (Class 2) ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง</a></li>
<li><a href="#section3">เครื่องมือแพทย์ประเภท 3 (Class 3) ความเสี่ยงปานกลางถึงสูง</a></li>
<li><a href="#section4">เครื่องมือแพทย์ประเภท 4 (Class 4) ความเสี่ยงสูง</a></li>
<li><a href="#section5">การจัดกลุ่มเครื่องมือแพทย์</a></li>
<li><a href="#section6">IVD คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section7">Non-IVD คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section8">4 ประเภทเครื่องมือแพทย์แบบ Non-IVD</a></li>
<li><a href="#section9">หลักเกณฑ์การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์สำหรับ IVD ตามความเสี่ยง</a></li>
<li><a href="#section10">หลักเกณฑ์การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์สำหรับ Non-IVD ตามความเสี่ยง</a></li>
<li><a href="#section11">กรณีเครื่องมือแพทย์เข้าข่ายหลายประเภท</a></li>
<li><a href="#section12">วิธีตรวจสอบว่าเครื่องมือแพทย์ของคุณอยู่ในประเภทความเสี่ยงใด</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;">ระดับความเสี่ยงเครื่องมือแพทย์</span></h2>
<p>การจัดระดับความเสี่ยงเครื่องมือแพทย์ตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ตามระดับความรุนแรงต่อผู้ป่วยและสาธารณสุข ดังนี้</p>
<h3><a id="section1"></a>เครื่องมือแพทย์ประเภท 1 (Class 1) ความเสี่ยงต่ำ</h3>
<p>เครื่องมือแพทย์ประเภท 1 (Class 1) คือเครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงต่ำต่อผู้ใช้งานและผู้ป่วย อุปกรณ์ทั่วไปที่ไม่มีความซับซ้อน ไม่สัมผัสอวัยวะภายใน</p>
<p><strong>รูปแบบการขึ้นทะเบียน:</strong> ใบจดแจ้ง</p>
<p>ตัวอย่างเครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ประเภท 1 เช่น</p>
<ul>
<li>ผ้าพันแผลและก๊อซทำแผล</li>
<li>ถุงมือตรวจโรค</li>
<li>ไม้กดลิ้น</li>
<li>เตียงผู้ป่วย</li>
<li>รถเข็นผู้ป่วยแบบธรรมดา (ชนิดไม่ใช้ไฟฟ้า)</li>
<li>หูฟังทางการแพทย์ (สเตโทสโคป)</li>
<li>หน้ากากอนามัย</li>
<li>เทอร์โมวัดไข้แบบธรรมดา</li>
</ul>
<h3><a id="section2"></a>เครื่องมือแพทย์ประเภท 2 (Class 2) ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง</h3>
<p>เครื่องมือแพทย์ประเภท 2 (Class 2) คือเครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงปานกลาง ตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าจะต้องยื่นขอ &#8220;แจ้งรายการละเอียด&#8221; ก่อนนำมาจำหน่ายหรือใช้งาน</p>
<p><strong>รูปแบบการขึ้นทะเบียน:</strong> ใบรายการละเอียด</p>
<p>ตัวอย่างเครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง ประเภท 2 เช่น</p>
<ul>
<li>อุปกรณ์วินิจฉัยและตรวจวัด: เครื่องวัดความดันโลหิตแบบใช้ปลอกแขน, ชุดตรวจการตั้งครรภ์, และชุดทดสอบวันตกไข่</li>
<li>อุปกรณ์ให้สารละลายและยา: เข็มฉีดยา, อุปกรณ์ถ่ายเลือด, และสายให้สารน้ำ</li>
<li>อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และช่วยการเคลื่อนไหว: รถเข็นไฟฟ้า และเครื่องช่วยฟัง</li>
<li>อุปกรณ์สัมผัสร่างกายระยะสั้น: คอนแทคเลนส์ชนิดใช้งานรายวัน และสายสวนปัสสาวะชนิดชั่วคราว</li>
</ul>
<h3><a id="section3"></a>เครื่องมือแพทย์ประเภท 3 (Class 3) ความเสี่ยงปานกลางถึงสูง</h3>
<p>เครื่องมือแพทย์ประเภท 3 (Class 3) คือเครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง มีผลต่อการวินิจฉัยหรือการรักษา ต้องได้รับการประเมินข้อมูลทางเทคนิคอย่างละเอียด และต้องการควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มงวด</p>
<p><strong>รูปแบบการขึ้นทะเบียน:</strong> ใบรายการละเอียด</p>
<p>ตัวอย่างเครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงปานกลางถึงสูง ประเภท 3 เช่น</p>
<ul>
<li>เครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้า (Pacemakers)</li>
<li>ลิ้นหัวใจเทียม (Artificial heart valves)</li>
<li>ประสาทหูเทียม (Cochlear implants)</li>
<li>เครื่องกระตุกหัวใจ (Implantable defibrillators)</li>
<li>สายสวนหลอดเลือดหัวใจ (Renal/Coronary stents)</li>
<li>เต้านมเทียมซิลิโคน (Breast implants)</li>
</ul>
<h3><a id="section4"></a>เครื่องมือแพทย์ประเภท 4 (Class 4) ความเสี่ยงสูง</h3>
<p>เครื่องมือแพทย์ประเภท 4 (Class 4) คือเครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อบุคคลและการสาธารณสุข ซึ่งหากเกิดข้อผิดพลาดหรืออุปกรณ์ทำงานล้มเหลว อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตหรือเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ทันที</p>
<p><strong>รูปแบบการขึ้นทะเบียน:</strong> ใบอนุญาต</p>
<p>ตัวอย่างเครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูง ประเภท 4 เช่น</p>
<ul>
<li>สายสวนหลอดเลือดหัวใจชนิดบอลลูน (Angioplasty balloon catheters)</li>
<li>ลิ้นหัวใจเทียม (Heart valve prostheses)</li>
<li>เต้านมเทียม หรือข้อสะโพกเทียมที่ปลูกถ่ายในร่างกาย</li>
<li>เครื่องมือแพทย์ที่มียาแผนปัจจุบันผสมอยู่ (เช่น ขดลวดควัญหลอดเลือดหัวใจเคลือบยา)</li>
<li>ชุดตรวจวินิจฉัยโรคความเสี่ยงสูง (In-Vitro Diagnostics &#8211; IVD) เช่น ชุดตรวจคัดกรองเชื้อ HIV หรือไวรัสตับอักเสบในเลือดก่อนบริจาค</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section5"></a>การจัดกลุ่มเครื่องมือแพทย์</span></h2>
<p>การจัดกลุ่มและแบ่งประเภทเครื่องมือแพทย์ตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แบ่งออกเป็น 2 หมวดหมู่ตามวัตถุประสงค์การใช้งานและความเสี่ยง เพื่อประกอบการขออนุญาต ดังนี้</p>
<ol>
<li>เครื่องมือแพทย์สำหรับการวินิจฉัยภายนอกร่างกาย (IVD)</li>
<li>เครื่องมือแพทย์ทั่วไป (Non-IVD)</li>
</ol>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section6"></a>IVD คืออะไร</span></h2>
<p>IVD (In Vitro Diagnostic Medical Device) คือ เครื่องมือแพทย์ที่ใช้ตรวจภายนอกร่างกาย เช่น เลือด ปัสสาวะ น้ำลาย หรือเนื้อเยื่อ เพื่อใช้ในการวินิจฉัย คัดกรอง ติดตามผล หรือประเมินภาวะสุขภาพ</p>
<p>ตัวอย่างเช่น</p>
<ul>
<li>ชุดตรวจน้ำตาลในเลือด</li>
<li>ชุดตรวจการตั้งครรภ์</li>
<li>ชุดตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19</li>
<li>น้ำยาตรวจทางห้องปฏิบัติการ</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section7"></a>Non-IVD คืออะไร</span></h2>
<p>Non-IVD (Non-In Vitro Diagnostic Medical Device) คือ เครื่องมือแพทย์ที่ใช้กับร่างกายมนุษย์โดยตรง หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์อื่นที่ไม่ใช่การตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างภายนอกร่างกาย</p>
<p>ตัวอย่างเช่น</p>
<ul>
<li>เครื่องมือผ่าตัด</li>
<li>ถุงมือแพทย์</li>
<li>เครื่องเอกซเรย์</li>
<li>เครื่องช่วยหายใจ</li>
<li>อุปกรณ์ปลูกฝังในร่างกาย</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section8"></a>4 ประเภทเครื่องมือแพทย์แบบ Non-IVD</span></h2>
<h3>1. เครื่องมือแพทย์ที่ไม่รุกล้ำเข้าสู่ร่างกาย (Non-Invasive Device)</h3>
<p>อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่ไม่เข้าสู่ร่างกายผ่านช่องเปิดหรือการผ่าตัด โดยใช้งานภายนอกร่างกายหรือสัมผัสเพียงผิวหนัง</p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong></p>
<ul>
<li>ผ้าพันแผล</li>
<li>ผ้าก๊อซ</li>
<li>หน้ากากออกซิเจน</li>
<li>ชุดให้น้ำเกลือ</li>
<li>ถุงบรรจุโลหิต</li>
</ul>
<h3>2. เครื่องมือแพทย์ที่รุกล้ำเข้าสู่ร่างกาย (Invasive Device)</h3>
<p>อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่เข้าสู่ร่างกายผ่านช่องเปิดตามธรรมชาติหรือผ่านการผ่าตัด เพื่อการวินิจฉัย รักษา หรือเฝ้าติดตามอาการ</p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong></p>
<ul>
<li>สายสวนปัสสาวะ</li>
<li>สายให้อาหารทางจมูก</li>
<li>เข็มฉีดยา</li>
<li>สายสวนหลอดเลือด</li>
<li>รากฟันเทียม</li>
<li>ข้อเข่าเทียม</li>
</ul>
<h3>3. เครื่องมือแพทย์ที่มีกำลัง (Active Device)</h3>
<p>อุปกรณ์เครื่องมืแพทย์ที่ต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้า แบตเตอรี่ หรือแหล่งพลังงานอื่นในการทำงาน</p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong></p>
<ul>
<li>เครื่องเอกซเรย์</li>
<li>เครื่องอัลตราซาวด์</li>
<li>เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)</li>
<li>เครื่องช่วยหายใจ</li>
<li>เครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติ</li>
<li>เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker)</li>
</ul>
<h4>4. เครื่องมือแพทย์ที่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เพิ่มเติม (Special Rule Device)</h4>
<p>เครื่องมือแพทย์ที่มีลักษณะเฉพาะหรือมีความเสี่ยงพิเศษ จึงต้องใช้หลักเกณฑ์เพิ่มเติมในการจัดประเภทความเสี่ยง</p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong></p>
<ul>
<li>ถุงยางอนามัย</li>
<li>ห่วงอนามัยคุมกำเนิด (IUD)</li>
<li>น้ำยาฆ่าเชื้อเครื่องมือแพทย์</li>
<li>เลนส์สัมผัสและน้ำยาดูแลเลนส์สัมผัส</li>
<li>เครื่องมือแพทย์ที่มีตัวยาเป็นส่วนประกอบ</li>
<li>เครื่องมือแพทย์ที่มีเนื้อเยื่อหรือสารจากสัตว์เป็นส่วนประกอบ</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section9"></a>หลักเกณฑ์การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์สำหรับ IVD ตามความเสี่ยง</span></h2>
<ul>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 1:</strong> ชุดตรวจโรคติดต่อร้ายแรงหรือใช้คัดกรองเลือดและอวัยวะสำหรับบริจาค จัดเป็น <strong>ประเภท 4</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 2:</strong> ชุดตรวจหมู่เลือดและความเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อสำหรับการให้เลือดหรือปลูกถ่าย จัดเป็น <strong>ประเภท 3–4</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 3:</strong> ชุดตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคร้ายแรง โรคทางพันธุกรรม และโรคมะเร็ง จัดเป็น <strong>ประเภท 3</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 4:</strong> ชุดตรวจที่ผู้ใช้สามารถทดสอบได้ด้วยตนเอง (Self-testing) จัดเป็น <strong>ประเภท 2–3</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 5:</strong> น้ำยา อุปกรณ์ และภาชนะเก็บสิ่งส่งตรวจที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ จัดเป็น <strong>ประเภท 1</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 6:</strong> เครื่องมือแพทย์ IVD ที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้างต้น จัดเป็น <strong>ประเภท 2</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 7:</strong> สารควบคุม (Control Material) สำหรับการทดสอบ จัดเป็น <strong>ประเภท 2</strong></li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section10"></a>หลักเกณฑ์การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์สำหรับ Non-IVD ตามความเสี่ยง</span></h2>
<h4>กลุ่มเครื่องมือแพทย์ที่ไม่รุกล้ำเข้าสู่ร่างกาย (Non-Invasive Device)</h4>
<ul>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 1:</strong> เครื่องมือแพทย์สำหรับปิดหรือรักษาบาดแผล จัดเป็น <strong>ประเภท 1–3</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 2:</strong> เครื่องมือแพทย์สำหรับเก็บ ลำเลียง หรือเป็นทางผ่านของของเหลว ก๊าซ เลือด หรือเนื้อเยื่อ จัดเป็น <strong>ประเภท 1–3</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 3:</strong> เครื่องมือแพทย์ที่ใช้ปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของเลือดหรือของเหลวในร่างกาย จัดเป็น <strong>ประเภท 2–3</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 4:</strong> เครื่องมือแพทย์ไม่รุกล้ำเข้าสู่ร่างกายอื่น ๆ จัดเป็น <strong>ประเภท 1</strong></li>
</ul>
<h4>กลุ่มเครื่องมือแพทย์ที่รุกล้ำเข้าสู่ร่างกาย (Invasive Device)</h4>
<ul>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 5:</strong> เครื่องมือแพทย์ที่เข้าสู่ร่างกายผ่านช่องเปิดตามธรรมชาติ จัดเป็น <strong>ประเภท 1–3</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 6:</strong> เครื่องมือแพทย์ที่รุกล้ำเข้าสู่ร่างกายด้วยการผ่าตัดและใช้งานชั่วคราว จัดเป็น <strong>ประเภท 1–4</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 7:</strong> เครื่องมือแพทย์ที่รุกล้ำเข้าสู่ร่างกายด้วยการผ่าตัดและใช้งานระยะสั้น จัดเป็น <strong>ประเภท 2–4</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 8:</strong> เครื่องมือแพทย์ฝังในร่างกายหรือใช้งานระยะยาว จัดเป็น <strong>ประเภท 2–4</strong></li>
</ul>
<h4>กลุ่มเครื่องมือแพทย์ที่ใช้พลังงาน (Active Device)</h4>
<ul>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 9(1):</strong> เครื่องมือแพทย์ที่ใช้พลังงานเพื่อการรักษา จัดเป็น <strong>ประเภท 2–3</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 9(2):</strong> เครื่องมือแพทย์ที่ควบคุมหรือติดตามการทำงานของเครื่องมือแพทย์เพื่อการรักษา จัดเป็น <strong>ประเภท 3</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 10(1):</strong> เครื่องมือแพทย์ที่ใช้พลังงานเพื่อการวินิจฉัย จัดเป็น <strong>ประเภท 2–3</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 10(2):</strong> เครื่องมือแพทย์ที่ใช้รังสีเพื่อการวินิจฉัยหรือรักษา จัดเป็น <strong>ประเภท 3</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 11:</strong> เครื่องมือแพทย์ที่ใช้พลังงานเพื่อให้หรือขจัดยาและสารต่าง ๆ เข้า-ออกจากร่างกาย จัดเป็น <strong>ประเภท 2–3</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 12:</strong> เครื่องมือแพทย์ที่ใช้พลังงานอื่น ๆ ที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้างต้น จัดเป็น <strong>ประเภท 1</strong></li>
</ul>
<h4>กลุ่มเครื่องมือแพทย์ที่อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เพิ่มเติม (Special Rule Device)</h4>
<ul>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 13:</strong> เครื่องมือแพทย์ที่มียาเป็นส่วนประกอบ จัดเป็น <strong>ประเภท 4</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 14:</strong> เครื่องมือแพทย์ที่มีเซลล์ เนื้อเยื่อ หรือสารจากสัตว์และจุลินทรีย์เป็นส่วนประกอบ จัดเป็น <strong>ประเภท 4</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 15:</strong> เครื่องมือแพทย์สำหรับการทำให้ปราศจากเชื้อหรือฆ่าเชื้อ จัดเป็น <strong>ประเภท 2–3</strong></li>
<li><strong>หลักเกณฑ์ที่ 16:</strong> เครื่องมือแพทย์สำหรับการคุมกำเนิดหรือป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จัดเป็น <strong>ประเภท 3–4</strong></li>
</ul>
<p><a href="https://medical.fda.moph.go.th/relevant-laws-and-standards/other-85/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การจัดเครื่องมือแพทย์ตามความเสี่ยง พ.ศ. 2562</a></p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section11"></a>กรณีเครื่องมือแพทย์เข้าข่ายหลายประเภท</span></h2>
<p>นอกจากการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ความเสี่ยงแล้ว ยังมีข้อกำหนดสำคัญที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้าควรทราบ ดังนี้</p>
<h3>1. เครื่องมือแพทย์ที่จัดได้มากกว่า 1 ประเภท</h3>
<p>หากเครื่องมือแพทย์เข้าหลักเกณฑ์หลายข้อและสามารถจัดอยู่ได้มากกว่า 1 ประเภท ให้จัดประเภทตาม <strong>ระดับความเสี่ยงที่สูงที่สุด</strong></p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong></p>
<p>เครื่องมือแพทย์ชนิดหนึ่งเข้าข่ายทั้งประเภท 2 และประเภท 3 จะต้องจัดเป็น <strong>ประเภท 3</strong></p>
<h3>2. เครื่องมือแพทย์ที่ออกแบบให้ใช้ร่วมกับเครื่องมือแพทย์อื่น</h3>
<p>กรณีเครื่องมือแพทย์ถูกออกแบบให้ใช้งานร่วมกับเครื่องมือแพทย์อื่น ให้พิจารณาจัดประเภทความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์ <strong>แต่ละรายการแยกจากกัน</strong></p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong></p>
<p>เครื่องอัลตราซาวด์และหัวตรวจ (Probe) อาจต้องพิจารณาการจัดประเภทตามลักษณะและวัตถุประสงค์การใช้งานของแต่ละส่วน</p>
<h3>3. เครื่องมือแพทย์ที่มีหลายวัตถุประสงค์การใช้งาน</h3>
<p>หากเครื่องมือแพทย์มีวัตถุประสงค์การใช้งานมากกว่าหนึ่งอย่าง ให้จัดประเภทตาม <strong>วัตถุประสงค์ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด</strong></p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong></p>
<p>ซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ที่ใช้ทั้งติดตามข้อมูลสุขภาพทั่วไปและช่วยวินิจฉัยโรคร้ายแรง จะต้องจัดประเภทตามวัตถุประสงค์ด้านการวินิจฉัยโรค ซึ่งมีระดับความเสี่ยงสูงกว่า</p>
<blockquote><p>หากเครื่องมือแพทย์สามารถเข้าข่ายได้หลายประเภท หรือมีหลายวัตถุประสงค์การใช้งาน อย. กำหนดให้ยึดหลัก &#8220;ความเสี่ยงสูงสุด&#8221; เป็นเกณฑ์ในการจัดประเภทและกำหนดรูปแบบการขึ้นทะเบียน เพื่อให้การควบคุมเป็นไปอย่างเหมาะสมและคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ใช้งานสูงสุด.</p></blockquote>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section12"></a>วิธีตรวจสอบว่าเครื่องมือแพทย์ของคุณอยู่ในประเภทความเสี่ยงใด</span></h2>
<p>ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบประเภทความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์เบื้องต้นได้จาก <strong>ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มเครื่องมือแพทย์</strong> ซึ่งกำหนดแนวทางการจัดประเภทผลิตภัณฑ์ตามวัตถุประสงค์การใช้งานและระดับความเสี่ยง</p>
<p>หากต้องการเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการ สามารถยื่นคำขอ <strong>หนังสือรับรองการจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ตามความเสี่ยงและการจัดกลุ่มเครื่องมือแพทย์</strong> ต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อใช้ประกอบการดำเนินการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้</p>
<p>นอกจากนี้ อย. ยังมี <a href="https://medeva.fda.moph.go.th/FDA_MDC_AGLJS/LISTING/QUESTION" target="_blank" rel="noopener"><strong>โปรแกรมจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ตามความเสี่ยง</strong></a> สำหรับให้ผู้ประกอบการตรวจสอบประเภทความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ด้วยตนเองเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบจากระบบดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลอ้างอิงเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้เป็นเอกสารยืนยันหรือใช้อ้างอิงในการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์กับ อย. ได้โดยตรง.</p>
<p><a href="https://medeva.fda.moph.go.th/FDA_MDC_AGLJS/LISTING/QUESTION" target="_blank" rel="noopener"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-1416 aligncenter" src="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/Screenshot-2569-06-21-at-17.07.17-300x163.png" alt="เครื่องมือแพทย์ของคุณอยู่ในประเภทความเสี่ยงใด" width="742" height="403" srcset="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/Screenshot-2569-06-21-at-17.07.17-300x163.png 300w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/Screenshot-2569-06-21-at-17.07.17-768x417.png 768w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/Screenshot-2569-06-21-at-17.07.17.png 914w" sizes="(max-width: 742px) 100vw, 742px" /></a></p>
<p>การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ตามระดับความเสี่ยงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และเจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องดำเนินการก่อนยื่นขึ้นทะเบียนกับ อย. เนื่องจากประเภทความเสี่ยงจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบคำขอ เอกสารที่ต้องใช้ และแนวทางการพิจารณาของหน่วยงาน หากจัดประเภทไม่ถูกต้องอาจทำให้การยื่นคำขอล่าช้าหรือจำเป็นต้องแก้ไขเอกสารเพิ่มเติม</p>
<p>หากคุณไม่แน่ใจว่าเครื่องมือแพทย์ของคุณจัดอยู่ในประเภทใด ต้องยื่นแบบจดแจ้ง แจ้งรายการละเอียด หรือขอใบอนุญาต <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์แบบครบวงจร ตั้งแต่ตรวจสอบประเภทความเสี่ยง จัดเตรียมเอกสาร ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงได้รับอนุมัติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/">การจัดกลุ่มเครื่องมือแพทย์ตามความเสี่ยง (IVD และ Non-IVD) ต้องยื่นคำขอแบบใด</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขั้นตอนการขึ้นทะเบียน อย. ทุกประเภท ต้องทำอย่างไร?</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a2/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Jun 2026 04:26:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ขั้นตอนการขอ อย.]]></category>
		<category><![CDATA[จดอย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<category><![CDATA[เลข อย.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1381</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขั้นตอนขอ อย. สำหรับอาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ สมุนไพร และวัตถุอันตราย อธิบายครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่เตรียมเอกสาร ยื่นคำขอ จนได้รับเลข อย. อย่างถูกต้องตามกฎหมาย</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a2/">ขั้นตอนการขึ้นทะเบียน อย. ทุกประเภท ต้องทำอย่างไร?</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การขึ้นทะเบียน อย. เป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายสินค้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือวัตถุอันตราย โดยหลายคนมักเข้าใจว่าการขอ อย. คือการยื่นขอเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการต้องเตรียมทั้งสถานที่ผลิต เอกสาร ข้อมูลสินค้า และดำเนินการตามขั้นตอนที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> จะพาคุณทำความเข้าใจขั้นตอนการขึ้นทะเบียน อย. ตั้งแต่เริ่มต้นจนได้รับเลข อย. แบบครบถ้วนในบทความเดียว</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">การขึ้นทะเบียน อย. มีกี่ประเภท?</a></li>
<li><a href="#section2">ขั้นตอนการขอ อย. ทุกประเภท ต้องทำอย่างไร</a></li>
<li><a href="#section3">การขอ อย. ใช้เวลานานแค่ไหน?</a></li>
<li><a href="#section4">ค่าใช้จ่ายในการขอ อย.</a></li>
<li><a href="#section5">ใบอนุญาต อย. แต่ละประเภท มีอายุกี่ปี?</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>การขึ้นทะเบียน อย. มีกี่ประเภท?</span></h2>
<p><a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/">การขึ้นทะเบียน อย.</a> (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) แบ่งออกเป็น 9 ประเภท ตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งแต่ละประเภทจะมีเอกสารและกระบวนการที่แตกต่างกัน</p>
<ul>
<li>อาหาร (เช่น อาหารควบคุมเฉพาะ, อาหารกำหนดคุณภาพ, อาหารทั่วไป)</li>
<li>ยา (แผนปัจจุบัน, แผนโบราณ, ยาสัตว์)</li>
<li>เครื่องสำอาง</li>
<li>เครื่องมือแพทย์</li>
<li>วัตถุอันตราย (ที่ใช้ในบ้านเรือนหรือสาธารณสุข)</li>
<li>วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท</li>
<li>ยาเสพติดให้โทษ</li>
<li>สมุนไพร</li>
<li>สารระเหย</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>ขั้นตอนการขอ อย. ทุกประเภท ต้องทำอย่างไร</span></h2>
<p>การขึ้นทะเบียน อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ <strong>การขออนุญาตสถานที่ประกอบการ</strong> และ <strong>การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์</strong> โดยผู้ประกอบการต้องดำเนินการให้สถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้าได้รับอนุญาตก่อน จึงจะสามารถยื่นขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้ หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและอนุมัติเลข อย. ตามประเภทของสินค้า ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการยื่นคำขอ ตรวจสอบสถานะ และติดตามผลได้ผ่านระบบออนไลน์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) หรือยื่นขอรับบริการผ่านศูนย์ OSSC (One Stop Service Center) ตามช่องทางที่หน่วยงานกำหนด</p>
<h3>1. ตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ของคุณอยู่ในประเภทใด</h3>
<p>ก่อนเริ่มขอ อย. สิ่งแรกที่ควรทำคือการตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ของคุณว่าอยู่ในกลุ่มใด เช่น อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร วัตถุอันตราย หรือยา เนื่องจากแต่ละประเภทมีหลักเกณฑ์และเอกสารที่ต้องใช้แตกต่างกัน หากทราบประเภทผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยให้เตรียมเอกสารได้ครบถ้วน เลือกขั้นตอนการยื่นคำขอได้ถูกต้อง และลดปัญหาการแก้ไขเอกสารหรือความล่าช้าในการขออนุญาตในภายหลัง</p>
<h3>2. เตรียมสถานที่ผลิตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ GMP</h3>
<p>ผู้ประกอบการต้องเตรียมสถานที่ผลิตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการผลิตที่ดี หรือ GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญที่ใช้ควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ โดยสถานที่ผลิตควรมีการจัดแบ่งพื้นที่ใช้งานอย่างเหมาะสม ตั้งแต่พื้นที่รับและเก็บวัตถุดิบ พื้นที่ผลิต พื้นที่บรรจุ ไปจนถึงพื้นที่จัดเก็บสินค้าสำเร็จรูป เพื่อลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนระหว่างกระบวนการผลิต</p>
<p>นอกจากนี้ยังต้องมีระบบด้านสุขลักษณะที่เหมาะสม เช่น ระบบระบายอากาศ การจัดการขยะและของเสีย การควบคุมแมลงและสัตว์พาหะ รวมถึงการดูแลความสะอาดภายในสถานที่อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ อย. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอาจเข้าตรวจประเมินสถานที่จริงก่อนอนุญาต</p>
<p>หาก<a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/">ใช้บ้านเป็นสถานที่ผลิต</a> จะต้องมีการแยกพื้นที่ผลิตออกจากพื้นที่พักอาศัยอย่างชัดเจน และมีพื้นที่เพียงพอต่อการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด</p>
<h3>3. สมัครและเปิดใช้งานระบบ e-Submission</h3>
<p>ปัจจุบัน การยื่นคำขอ อย. ส่วนใหญ่สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่เรียกว่า e-Submission ไม่ว่าจะเป็นการขออนุญาตสถานที่ผลิต การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ หรือการขออนุญาตโฆษณาอาหาร ผู้ประกอบการจึงต้องสมัครบัญชีผู้ใช้งานและยืนยันตัวตนผ่านระบบ Open ID ก่อน จากนั้นจึงดำเนินการเปิดสิทธิ์เข้าใช้งานระบบ e-Submission เพื่อใช้ยื่นคำขอ อัปโหลดเอกสาร และติดตามสถานะการพิจารณาได้ผ่านช่องทางออนไลน์</p>
<h3>4. ยื่นขออนุญาตสถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้า</h3>
<p>หลังจากเตรียมสถานที่และเปิดใช้งานระบบ e-Submission เรียบร้อยแล้ว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขออนุญาตสถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้าตามประเภทของธุรกิจที่ดำเนินการได้ โดยเอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นคำขอมักประกอบด้วย เอกสารยืนยันตัวตนของผู้ประกอบการหรือบริษัท หนังสือรับรองนิติบุคคล (กรณีเป็นบริษัท) เอกสารแสดงสิทธิการใช้สถานที่ แผนผังสถานที่ แผนผังกระบวนการผลิต รายการเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต รวมถึงเอกสารอื่น ๆ ตามที่ อย. กำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท</p>
<p>เมื่อยื่นคำขอแล้ว เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของเอกสารที่ส่งเข้ามา และในบางกรณีอาจมีการนัดหมายเข้าตรวจประเมินสถานที่จริง เพื่อพิจารณาความพร้อมของสถานที่ก่อนออกใบอนุญาต</p>
<p>เอกสารที่ใช้ในการขออนุญาตสถานที่ผลิต/นำเข้า (อาจแตกต่างกันตามประเภทผลิตภัณฑ์)</p>
<ul>
<li>สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ประกอบการ</li>
<li>หนังสือรับรองนิติบุคคล (กรณีบริษัท)</li>
<li>หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)</li>
<li>เอกสารสิทธิการใช้สถานที่ หรือสัญญาเช่า</li>
<li>แผนที่และแผนผังสถานที่</li>
<li>แผนผังกระบวนการผลิต</li>
<li>รายการเครื่องจักรและอุปกรณ์</li>
<li>รูปถ่ายสถานที่ผลิต</li>
<li>เอกสารระบบคุณภาพหรือ GMP (ถ้ามี)</li>
</ul>
<h3>5. จัดเตรียมข้อมูลและเอกสารผลิตภัณฑ์</h3>
<p>หลังจากสถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้าได้รับอนุญาตแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมข้อมูลและเอกสารของผลิตภัณฑ์ที่จะนำมายื่นขอ อย. โดยผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าให้ครบถ้วน เช่น สูตรหรือส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ รายละเอียดวัตถุดิบ แหล่งที่มาของวัตถุดิบ วิธีการผลิต ฉลากสินค้า เอกสารรับรองมาตรฐาน และเอกสารทางเทคนิคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นั้น ๆ</p>
<p>ในบางประเภทผลิตภัณฑ์ อาจต้องมีเอกสารเพิ่มเติม เช่น ผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการ เอกสารรับรองความปลอดภัย เอกสารแสดงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ หรือเอกสารรับรองจากผู้ผลิตในต่างประเทศ (กรณีนำเข้า) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาของ อย. ทั้งนี้ รายละเอียดเอกสารที่ต้องใช้จะแตกต่างกันไปตามประเภทของผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร วัตถุอันตราย หรือยา ดังนั้นควรตรวจสอบข้อกำหนดเฉพาะของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทก่อนยื่นคำขอ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็วยิ่งขึ้น</p>
<h3>6. ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์</h3>
<p>เมื่อเตรียมข้อมูลและเอกสารของผลิตภัณฑ์ครบถ้วนแล้ว ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ผ่านระบบ e-Submission ได้ โดยต้องกรอกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์และแนบเอกสารประกอบตามที่ อย. กำหนด เช่น ข้อมูลผลิตภัณฑ์ สูตรหรือส่วนประกอบ ฉลากสินค้า เอกสารรับรองต่าง ๆ และผลการทดสอบที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เอกสารที่ใช้และขั้นตอนการยื่นคำขออาจแตกต่างกันไปตามประเภทของผลิตภัณฑ์</p>
<h3>7. รอการตรวจสอบและพิจารณาจาก อย.</h3>
<p>หลังจากยื่นคำขอเรียบร้อยแล้ว อย. จะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารทั้งหมดที่ส่งเข้ามา เพื่อพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ ความปลอดภัย และเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าเอกสารไม่ครบถ้วนหรือมีข้อมูลที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ผู้ประกอบการดำเนินการแก้ไขก่อนเข้าสู่การอนุมัติขั้นสุดท้าย โดยระยะเวลาในการพิจารณาจะแตกต่างกันตามประเภทของผลิตภัณฑ์และความซับซ้อนของคำขอ</p>
<h3>8. รับเลข อย. และเริ่มจำหน่ายสินค้าได้</h3>
<p>เมื่อผลิตภัณฑ์ผ่านการพิจารณาและได้รับอนุมัติแล้ว ผู้ประกอบการจะได้รับเลขอนุญาตหรือเลขทะเบียนตามประเภทของผลิตภัณฑ์ เช่น เลขสารบบอาหาร เลขรับจดแจ้งเครื่องสำอาง เลขใบอนุญาตเครื่องมือแพทย์ เลขทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือเลขทะเบียนวัตถุอันตราย จากนั้นจึงสามารถผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายสินค้าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยต้องแสดงเลขอนุญาตบนฉลากหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายกำหนด</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>การขอ อย. ใช้เวลานานแค่ไหน?</span></h2>
<p>ระยะเวลาในการขอ อย. จะแตกต่างกันไปตามประเภทของผลิตภัณฑ์ ความซับซ้อนของเอกสาร และความพร้อมของผู้ประกอบการ โดยทั่วไปตั้งแต่เริ่มเตรียมสถานที่ ยื่นคำขอ และเข้าสู่กระบวนการพิจารณา อาจใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน หรือมากกว่านั้นในบางกรณีที่ต้องมีการตรวจประเมินสถานที่ ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์เพื่อทดสอบ หรือแก้ไขเอกสารเพิ่มเติมตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอ</p>
<p>การเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ผลิต เอกสารประกอบ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ ฉลากสินค้า และผลการทดสอบที่เกี่ยวข้อง จะช่วยลดปัญหาการแก้ไขเอกสารหลายรอบ และทำให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section4"></a>ใบอนุญาต อย. แต่ละประเภท มีอายุกี่ปี?</span></h2>
<p><a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b5/">อายุของใบอนุญาต อย.</a> จะแตกต่างกันไปตามประเภทของผลิตภัณฑ์และลักษณะการประกอบกิจการ ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>ใบอนุญาตผลิตอาหาร</strong> : อายุ 3 ปี</li>
<li><strong>ใบอนุญาตนำเข้าอาหาร (อ.7)</strong> : อายุ 3 ปี</li>
<li><strong>เลขสารบบอาหาร (เลข อย.)</strong> : ไม่มีวันหมดอายุ*</li>
<li><strong>เลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง</strong> : อายุ 3 ปี</li>
<li><strong>ใบจดทะเบียนสถานประกอบการเครื่องมือแพทย์</strong> : อายุ 5 ปี</li>
<li><strong>ใบอนุญาตขายเครื่องมือแพทย์</strong> : อายุ 1 ปี</li>
<li><strong>ใบอนุญาตผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์</strong> : อายุ 5 ปี</li>
<li><strong>ใบอนุญาตวัตถุอันตราย</strong> : อายุ 3 ปี</li>
<li><strong>ใบอนุญาตผลิต นำเข้า หรือขายผลิตภัณฑ์สมุนไพร</strong> : อายุ 5 ปี</li>
</ul>
<p>* กรณีไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญของผลิตภัณฑ์ เช่น สูตรสินค้า ชื่อสินค้า ฉลาก สถานที่ผลิต หรือผู้ผลิต</p>
<p>ดังนั้น ผู้ประกอบการควรตรวจสอบวันหมดอายุของใบอนุญาตอย่างสม่ำเสมอ และดำเนินการต่ออายุก่อนครบกำหนด เพื่อให้สามารถผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่องและถูกต้องตามกฎหมาย</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section5"></a>ค่าใช้จ่ายในการขอ อย.</span></h2>
<p><a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a2/">ค่าใช้จ่ายในการขอ อย.</a> จะแตกต่างกันไปตามประเภทของสินค้าและรูปแบบการขออนุญาต โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ <strong>ค่าธรรมเนียมที่ชำระให้กับภาครัฐ</strong> และ <strong>ค่าใช้จ่ายในการเตรียมความพร้อมของสินค้า</strong> เช่น ค่าตรวจวิเคราะห์สินค้า ค่าออกแบบฉลาก ค่าปรับสูตร หรือค่าปรับปรุงสถานที่ผลิต</p>
<p>โดยทั่วไป ค่าธรรมเนียมภาครัฐจะอยู่ในระดับหลักร้อยถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า เช่น เครื่องสำอางเริ่มต้นประมาณ 900 บาทต่อรายการ อาหารมีค่าธรรมเนียมตั้งแต่หลักพันบาทขึ้นไป ส่วนเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์สมุนไพรอาจมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าเนื่องจากมีขั้นตอนและเอกสารประกอบมากกว่า</p>
<p>แม้ว่าการขอ อย. จะมีขั้นตอนและรายละเอียดแตกต่างกันไปตามประเภทของสินค้า แต่หากเตรียมความพร้อมตั้งแต่ต้น ทั้งในส่วนของสถานที่ผลิต เอกสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ฉลาก และการยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission ก็จะช่วยให้กระบวนการดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงในการถูกขอแก้ไขเอกสารได้ หากคุณกำลังวางแผนขอ อย. สำหรับอาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือวัตถุอันตราย <span style="color: #238f9c;">Livilution Consult</span> พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลตั้งแต่ตรวจสอบความพร้อมของธุรกิจ จัดเตรียมเอกสาร ยื่นคำขอ และติดตามผลจนได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรี</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a2/">ขั้นตอนการขึ้นทะเบียน อย. ทุกประเภท ต้องทำอย่างไร?</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขั้นตอนการขอจดแจ้งเครื่องสำอาง กับ อย. ฉบับเข้าใจง่าย</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 16 Jun 2026 08:00:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ขั้นตอนการขอ อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าคำขอ อย.]]></category>
		<category><![CDATA[จดอย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย. เครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[เอกสารขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[ใบอนุญาต อย.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1383</guid>

					<description><![CDATA[<p>จดแจ้งเครื่องสำอาง เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนวางจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย โดยต้องตรวจสอบชื่อผลิตภัณฑ์ สูตรส่วนผสม และจัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนก่อนยื่นคำขอต่อ อย.</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/">ขั้นตอนการขอจดแจ้งเครื่องสำอาง กับ อย. ฉบับเข้าใจง่าย</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากคุณกำลังเตรียมสร้างแบรนด์เครื่องสำอาง หรือมีแผนนำเข้าเครื่องสำอางมาจำหน่ายในประเทศไทย การจดแจ้งเครื่องสำอางกับ อย. เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ต้องดำเนินการก่อนนำสินค้าออกสู่ตลาด โดยจะต้องเตรียมรายละเอียดผลิตภัณฑ์และเอกสารต่าง ๆ ให้ครบถ้วนก่อนยื่นคำขอ บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> จะพาไปดูว่าการจดแจ้งเครื่องสำอางมีขั้นตอนอย่างไร ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง มีค่าใช้จ่ายเท่าไร และใช้เวลาดำเนินการกี่วัน เพื่อช่วยให้คุณเตรียมตัวได้ง่ายขึ้นและลดความผิดพลาดในการยื่นคำขอ</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">ช่องทางการให้บริการของหน่วยงาน</a></li>
<li><a href="#section2">ช่องทางการให้บริการออนไลน์</a></li>
<li><a href="#section3">เอกสารหลักฐานที่ใช้ในการจดแจ้งเครื่องสำอาง</a></li>
<li><a href="#section4">ค่าธรรมเนียมการจดแจ้งเครื่องสำอาง</a></li>
<li><a href="#section5">ขั้นตอนและระยะเวลาการจดแจ้งเครื่องสำอาง</a></li>
<li><a href="#section6">ระยะเวลาดำเนินการจดแจ้งเครื่องสำอาง</a></li>
<li><a href="#section7">หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจดแจ้งเครื่องสำอาง</a></li>
<li><a href="#section8">ใครบ้างที่สามารถยื่นจดแจ้งเครื่องสำอางได้</a></li>
<li><a href="#section9">ใบรับจดแจ้งเครื่องสำอางมีอายุกี่ปี</a></li>
<li><a href="#section10">ข้อควรรู้เพิ่มเติมก่อนยื่นคำขอ</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;">ช่องทางการให้บริการ</span></h2>
<p>ผู้ประกอบการที่ต้องการจดแจ้งเครื่องสำอางกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สามารถเลือกยื่นคำขอได้ทั้งแบบติดต่อด้วยตนเองที่หน่วยงาน หรือยื่นผ่านระบบออนไลน์ ผู้ประกอบการจึงสามารถเลือกวิธีที่สะดวกและเหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจได้</p>
<h3><a id="section1"></a>ช่องทางการให้บริการของหน่วยงาน</h3>
<h4>ยื่นคำขอที่ศูนย์ผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (OSSC)</h4>
<p>ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอจดแจ้งเครื่องสำอางด้วยตนเองได้ที่ ศูนย์ผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (One Stop Service Center: OSSC) ชั้น 4 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการรับคำขอและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจดแจ้งเครื่องสำอาง</p>
<p><strong>วันและเวลาทำการ</strong></p>
<ul>
<li>วันจันทร์ – วันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ)</li>
<li>เวลา 08.30 – 16.30 น.</li>
<li>ปิดรับบัตรคิวเวลา 15.30 น.</li>
</ul>
<h4>ยื่นคำขอผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด</h4>
<p>กรณีสถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้าเครื่องสำอางตั้งอยู่ต่างจังหวัด ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ได้ โดยรายละเอียดการดำเนินงานหรือเอกสารเพิ่มเติมอาจแตกต่างกันไปตามข้อกำหนดของแต่ละจังหวัด</p>
<p><strong>วันและเวลาทำการ</strong></p>
<ul>
<li>วันจันทร์ – วันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ)</li>
<li>เวลา 08.30 – 16.30 น.</li>
<li>เวลาทำการอาจแตกต่างกันตามข้อกำหนดของแต่ละจังหวัด</li>
</ul>
<h3><a id="section2"></a>ช่องทางการให้บริการออนไลน์</h3>
<p>ปัจจุบัน อย. เปิดให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการจดแจ้งเครื่องสำอางผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ช่วยลดขั้นตอนการเดินทางและสามารถติดตามสถานะคำขอได้สะดวกมากยิ่งขึ้น</p>
<h4>ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Service (E-Submission)</h4>
<p>ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอจดแจ้งเครื่องสำอางผ่านระบบออนไลน์ของ อย. ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยกรอกข้อมูลผลิตภัณฑ์ อัปโหลดเอกสารประกอบ และติดตามผลการพิจารณาผ่านระบบเดียวกัน</p>
<p><strong>วันและเวลาทำการ</strong></p>
<ul>
<li>ระบบเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง</li>
<li>หากยื่นคำขอหลังเวลา 16.30 น. ระบบจะถือว่าเป็นการยื่นคำขอในวันทำการถัดไป</li>
</ul>
<p><img decoding="async" class="wp-image-1400 aligncenter" src="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/2151503308-300x226.jpg" alt="จดแจ้งเครื่องสำอาง" width="1057" height="796" srcset="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/2151503308-300x226.jpg 300w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/2151503308-768x578.jpg 768w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/2151503308.jpg 1000w" sizes="(max-width: 1057px) 100vw, 1057px" /></p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>เอกสารหลักฐานที่ใช้ในการจดแจ้งเครื่องสำอาง</span></h2>
<p>การจดแจ้งเครื่องสำอางจำเป็นต้องใช้เอกสารหลายประเภท โดยเอกสารที่ต้องจัดเตรียมจะแตกต่างกันตามลักษณะการดำเนินธุรกิจ เช่น การผลิตเพื่อขาย การนำเข้าเพื่อขาย หรือการรับจ้างผลิตเครื่องสำอาง อย่างไรก็ตาม เอกสารสำคัญที่ผู้ประกอบการควรเตรียมมีดังนี้</p>
<h3>เอกสารคำขอจดแจ้ง</h3>
<p>เอกสารหลักที่ใช้ในการยื่นคำขอคือ <strong>คำขอจดแจ้งเครื่องสำอาง (แบบ จ.ค.1)</strong> ซึ่งผู้ประกอบการต้องกรอกรายละเอียดผลิตภัณฑ์ให้ครบถ้วนและถูกต้องตามข้อเท็จจริง</p>
<p>กรณียื่นคำขอด้วยตนเองที่ศูนย์ผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (OSSC) จะต้องมีเอกสารเพิ่มเติม ได้แก่</p>
<ul>
<li>ใบควบคุมกระบวนการ</li>
<li>ใบตรวจรับเอกสารการขอจดแจ้งเครื่องสำอาง</li>
</ul>
<p>เอกสารทั้งสองรายการใช้สำหรับควบคุมและตรวจสอบความครบถ้วนของคำขอก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณา</p>
<h3>เอกสารเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม</h3>
<p>หลังจากชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แล้ว ผู้ประกอบการควรเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้ประกอบคำขอ ได้แก่</p>
<ul>
<li>ใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมคำขอจดแจ้งเครื่องสำอาง</li>
<li>ใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมใบรับจดแจ้งเครื่องสำอาง</li>
<li>ใบเสร็จรับเงินค่าบันทึกข้อมูลคำขอในระบบ E-Submission</li>
<li>ใบเสร็จรับเงินค่าบันทึกเอกสารแนบ (กรณีมีเอกสารแนบเพิ่มเติม)</li>
</ul>
<p>เอกสารเหล่านี้มักใช้ในกรณียื่นคำขอด้วยตนเองที่ OSSC หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด</p>
<h3>เอกสารสูตรเครื่องสำอาง</h3>
<p>หนึ่งในเอกสารสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ <strong>เอกสารสูตรเครื่องสำอางที่ออกโดยผู้ผลิต</strong> ซึ่งแสดงรายละเอียดส่วนประกอบทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าสูตรดังกล่าวเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายเครื่องสำอางและไม่มีสารต้องห้าม ผู้ประกอบการควรตรวจสอบความถูกต้องของสูตรก่อนยื่นคำขอทุกครั้ง เนื่องจากเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการพิจารณา</p>
<h3>เอกสารมอบอำนาจ</h3>
<p>กรณีที่เจ้าของกิจการไม่ได้ดำเนินการยื่นคำขอด้วยตนเอง สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ โดยต้องจัดเตรียม <strong>หนังสือมอบอำนาจ</strong> พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้องในกรณีที่ใช้เอกสารสำเนา</p>
<h3>เอกสารสำหรับผู้นำเข้าเครื่องสำอาง</h3>
<p>สำหรับผู้ประกอบการที่นำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องมี <strong>Letter of Authorization (LOA)</strong> หรือหนังสือแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายจากเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือผู้ผลิตในต่างประเทศ เพื่อยืนยันสิทธิในการนำเข้าสินค้าดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย</p>
<p>เอกสารนี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของแบรนด์และผู้นำเข้า</p>
<h3>เอกสารสำหรับผู้รับจ้างผลิต แบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุ</h3>
<p>กรณีผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจในรูปแบบรับจ้างผลิต อาจต้องจัดเตรียมเอกสารเพิ่มเติมตามลักษณะการดำเนินงาน เช่น</p>
<ul>
<li>หนังสือยินยอมให้แบ่งบรรจุ</li>
<li>หนังสือยินยอมให้รวมบรรจุ</li>
</ul>
<p>โดยเอกสารดังกล่าวต้องออกโดยผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องสำอางที่เกี่ยวข้อง</p>
<h3>เอกสารแนบประกอบคำขอ (ถ้ามี)</h3>
<p>ในบางกรณี เจ้าหน้าที่อาจขอเอกสารเพิ่มเติมเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา เช่น</p>
<ul>
<li>เอกสารชี้แจงจากผู้ผลิต</li>
<li>ผลการทดสอบผลิตภัณฑ์</li>
<li>เอกสารทางวิชาการ</li>
<li>เอกสารสนับสนุนด้านความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์</li>
</ul>
<p>หากใช้เอกสารสำเนา ผู้ยื่นคำขอจะต้องลงนามรับรองสำเนาถูกต้องทุกฉบับก่อนยื่นต่อหน่วยงาน</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section4"></a>ค่าธรรมเนียมการจดแจ้งเครื่องสำอาง</span></h2>
<p>ก่อนยื่นจดแจ้งเครื่องสำอาง ผู้ประกอบการควรเตรียมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยค่าใช้จ่ายหลักจะประกอบด้วยค่าธรรมเนียมคำขอ ค่าธรรมเนียมใบรับจดแจ้ง และค่าใช้จ่ายในการบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ E-Submission</p>
<p>ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องมี ดังนี้</p>
<ul>
<li>ค่าธรรมเนียมคำขอจดแจ้งเครื่องสำอาง 100 บาทต่อคำขอ</li>
<li>ค่าธรรมเนียมใบรับจดแจ้งเครื่องสำอาง 900 บาทต่อฉบับ</li>
<li>วิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ชำระค่าธรรมเนียมใบรับจดแจ้ง 500 บาทต่อฉบับ</li>
</ul>
<p>นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการบันทึกข้อมูลคำขอเข้าสู่ระบบ E-Submission ซึ่งจะคิดตามจำนวนสูตรที่ยื่นในแต่ละคำขอ โดยเริ่มต้นที่ 500 บาทสำหรับคำขอที่มี 1-5 สูตร และเพิ่มขึ้นตามจำนวนสูตรของผลิตภัณฑ์ ส่วนวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนตามกฎหมายจะได้รับการยกเว้นค่าใช้จ่ายในส่วนนี้</p>
<p>กรณีมีเอกสารเพิ่มเติมประกอบการพิจารณา เช่น ผลการทดสอบผลิตภัณฑ์ เอกสารรับรองจากผู้ผลิต หรือเอกสารทางวิชาการ อาจมีค่าใช้จ่ายในการบันทึกเอกสารแนบเพิ่มเติมในอัตรา 50 บาทต่อหน้า โดยรวมแล้วไม่เกิน 4,000 บาทต่อคำขอ</p>
<p>สำหรับการชำระค่าธรรมเนียม ผู้ประกอบการสามารถชำระผ่าน Internet Banking, Mobile Banking, ATM หรือเคาน์เตอร์ธนาคารที่ร่วมรายการตามที่ระบุในใบแจ้งชำระเงิน รวมถึงสามารถชำระด้วยตนเองที่ศูนย์ผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (OSSC) ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้เช่นกัน</p>
<p><img decoding="async" class="wp-image-1401 aligncenter" src="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/2148166750-300x200.jpg" alt="การจดแจ้งเครื่องสำอาง" width="1082" height="721" srcset="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/2148166750-300x200.jpg 300w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/2148166750-768x512.jpg 768w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/2148166750.jpg 1000w" sizes="(max-width: 1082px) 100vw, 1082px" /></p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section5"></a>ขั้นตอนและระยะเวลาการจดแจ้งเครื่องสำอาง</span></h2>
<p>หลังจากเตรียมเอกสารและยื่นคำขอจดแจ้งเครื่องสำอางเรียบร้อยแล้ว คำขอจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่รับผิดชอบ ซึ่งโดยปกติจะใช้ระยะเวลาดำเนินการรวมประมาณ 3 วันทำการ นับจากวันที่ได้รับเอกสารครบถ้วนและถูกต้อง</p>
<h3>ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสาร (1 วัน)</h3>
<p>ในขั้นตอนแรก เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบรายละเอียดในคำขอจดแจ้งเครื่องสำอาง รวมถึงเอกสารประกอบต่าง ๆ ว่าครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ หากพบว่ามีข้อมูลไม่ครบหรือเอกสารไม่สมบูรณ์ อาจมีการแจ้งให้ผู้ประกอบการแก้ไขหรือจัดส่งเอกสารเพิ่มเติมก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณา</p>
<p>กรณียื่นคำขอด้วยตนเองที่ศูนย์ผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (OSSC) เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารและบันทึกข้อมูลคำขอเข้าสู่ระบบ E-Submission จากนั้นผู้ประกอบการจึงชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนที่กำหนด</p>
<p>สำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นคำขอผ่านระบบ E-Submission สามารถกรอกข้อมูลและอัปโหลดเอกสารผ่านระบบได้โดยตรง ก่อนพิมพ์ใบแจ้งชำระเงินเพื่อนำไปชำระผ่านช่องทางที่ อย. กำหนด</p>
<h3>ขั้นตอนที่ 2 การพิจารณาคำขอ (2 วัน)</h3>
<p>เมื่อเอกสารผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว เจ้าหน้าที่จะพิจารณาความถูกต้องและความสอดคล้องของข้อมูลที่ระบุในคำขอจดแจ้งเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็นชื่อผลิตภัณฑ์ สูตรส่วนผสม รายละเอียดผลิตภัณฑ์ และเอกสารประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>
<p>หากข้อมูลเป็นไปตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดของกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะบันทึกผลการพิจารณาและแจ้งผลให้ผู้ประกอบการทราบผ่านระบบที่ใช้ยื่นคำขอ หรือช่องทางที่หน่วยงานกำหนด</p>
<p>ทั้งนี้ หากสถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้าเครื่องสำอางตั้งอยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร การพิจารณาคำขอจะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section6"></a>ระยะเวลาดำเนินการจดแจ้งเครื่องสำอาง</span></h2>
<p>การจดแจ้งเครื่องสำอางจะใช้ระยะเวลาพิจารณาประมาณ <strong>3 วันทำการ</strong> โดยระยะเวลาดังกล่าวเริ่มนับตั้งแต่วันที่หน่วยงานได้รับเอกสารครบถ้วนและสามารถดำเนินการพิจารณาได้ ทั้งนี้ หากเอกสารไม่ครบถ้วน มีข้อมูลไม่ถูกต้อง หรือเจ้าหน้าที่ต้องการเอกสารเพิ่มเติม ระยะเวลาพิจารณาอาจยาวนานกว่าที่กำหนดได้</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section7"></a>หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจดแจ้งเครื่องสำอาง</span></h2>
<p>แม้ว่าการจดแจ้งเครื่องสำอางจะเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาไม่นาน แต่ผู้ประกอบการควรศึกษาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจก่อนยื่นคำขอ เนื่องจากรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ ชื่อสินค้า สูตรส่วนผสม รวมถึงคุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอ ล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)</p>
<p>โดยหลักการสำคัญ ผู้ที่ประสงค์จะผลิตเครื่องสำอางเพื่อขาย นำเข้าเครื่องสำอางเพื่อขาย หรือรับจ้างผลิตเครื่องสำอาง จะต้องดำเนินการจดแจ้งผลิตภัณฑ์ก่อนเริ่มผลิตหรือก่อนนำเข้าสินค้าเข้ามาในประเทศไทย และจะสามารถดำเนินธุรกิจได้ก็ต่อเมื่อได้รับใบรับจดแจ้งจาก อย. เรียบร้อยแล้วเท่านั้น</p>
<p>อีกประเด็นที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้ามคือเรื่องชื่อผลิตภัณฑ์และลักษณะของเครื่องสำอาง ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยต้องไม่เป็นชื่อที่กฎหมายห้ามใช้ ไม่สื่อความหมายในลักษณะโอ้อวดเกินจริง หรืออาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับสรรพคุณของสินค้า นอกจากนี้ยังต้องไม่เป็นชื่อที่ขัดต่อศีลธรรม วัฒนธรรมอันดีงาม หรือสร้างความเสียหายต่อการใช้ภาษาไทย</p>
<p>ในส่วนของสูตรผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าส่วนผสมทุกชนิดเป็นไปตามข้อกำหนดด้านเครื่องสำอางของ อย. และไม่มีสารต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากสูตรเครื่องสำอางเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการพิจารณาคำขอจดแจ้ง</p>
<p>สำหรับผู้ประกอบการที่ผลิตหรือ นำเข้าเครื่องสำอางเพื่อการส่งออกเท่านั้น สามารถดำเนินการจดแจ้งได้เช่นกัน แต่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เฉพาะที่กำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อส่งออก โดยคุณภาพ มาตรฐาน ฉลาก หรือรายละเอียดต่าง ๆ สามารถเป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศปลายทางหรือผู้สั่งซื้อได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ อย. กำหนด</p>
<h3><a id="section8"></a>ใครบ้างที่สามารถยื่นจดแจ้งเครื่องสำอางได้</h3>
<p>ผู้ที่มีสิทธิยื่นคำขอจดแจ้งเครื่องสำอางจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด โดยกรณีบุคคลธรรมดาจะต้องมีสัญชาติไทยและมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ส่วนกรณีนิติบุคคลจะต้องเป็นบริษัทหรือองค์กรที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย</p>
<p>นอกจากนี้ ผู้จดแจ้งยังมีหน้าที่ต้องผลิตหรือนำเข้าเครื่องสำอางให้ตรงตามรายละเอียดที่ได้แจ้งไว้กับ อย. หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญของผลิตภัณฑ์ อาจต้องดำเนินการแก้ไขรายการจดแจ้งเพิ่มเติมตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด</p>
<h3><a id="section9"></a>ใบรับจดแจ้งเครื่องสำอางมีอายุกี่ปี</h3>
<p>เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว ใบรับจดแจ้งเครื่องสำอางจะมีอายุ 3 ปีนับจากวันที่ออกใบรับจดแจ้ง หลังจากครบกำหนด ผู้ประกอบการที่ต้องการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจะต้องดำเนินการต่ออายุใบรับจดแจ้งภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด</p>
<h3><a id="section10"></a>ข้อควรรู้เพิ่มเติมก่อนยื่นคำขอ</h3>
<p>ผู้ประกอบการสามารถติดตามสถานะการพิจารณาคำขอจดแจ้งเครื่องสำอางผ่านระบบ E-Submission ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ตลอดกระบวนการ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่โดยตรงหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลการพิจารณา</p>
<p>ทั้งนี้ ระยะเวลาพิจารณาที่หน่วยงานแจ้งไว้จะเริ่มนับเมื่อผู้ประกอบการยื่นเอกสารครบถ้วนและถูกต้องแล้วเท่านั้น หากมีการแก้ไขหรือส่งเอกสารเพิ่มเติม ระยะเวลาการพิจารณาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม</p>
<p>ในกรณีที่ผู้ประกอบการได้รับคำสั่งไม่ออกใบรับจดแจ้งหรือไม่ได้รับการต่ออายุใบรับจดแจ้ง ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผล โดยการพิจารณาจะเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด</p>
<p>แม้ว่าการจดแจ้งเครื่องสำอางกับ อย. จะใช้ระยะเวลาพิจารณาเพียงไม่กี่วัน แต่การเตรียมข้อมูล รายละเอียดผลิตภัณฑ์ และเอกสารประกอบให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาการแก้ไขคำขอและทำให้กระบวนการดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น หากคุณกำลังวางแผนผลิต นำเข้า หรือสร้างแบรนด์เครื่องสำอาง แต่ไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มจากตรงไหน <span style="color: #238f9c;">Livilution Consult</span> พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลกระบวนการจดแจ้งเครื่องสำอางแบบครบวงจร ตั้งแต่ตรวจสอบความพร้อมของผลิตภัณฑ์ เตรียมเอกสาร ยื่นคำขอ และติดตามผลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรี</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/">ขั้นตอนการขอจดแจ้งเครื่องสำอาง กับ อย. ฉบับเข้าใจง่าย</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เครื่องมือแพทย์ใด ที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 27 ยื่นขออย่างไร</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b227/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b227/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 14 Jun 2026 11:28:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรา 27]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.เครื่องมือแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องมือแพทย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1371</guid>

					<description><![CDATA[<p>มาตรา 27 เป็นช่องทางที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น การขึ้นทะเบียน การทดสอบ การวิจัย การศึกษา หรือการจัดนิทรรศการ โดยต้องยื่นคำขอและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ อย. กำหนด</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b227/">เครื่องมือแพทย์ใด ที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 27 ยื่นขออย่างไร</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การผลิต นำเข้า ขายเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยโดยทั่วไปต้องได้รับอนุญาตจาก อย. ก่อนดำเนินการ แต่ในบางกรณี กฎหมายเปิดช่องให้สามารถยื่นคำขอตาม &#8220;มาตรา 27&#8221; เพื่อผลิต นำเข้า ขายเครื่องมือแพทย์สำหรับการวิจัย การทดสอบ การศึกษา การจัดนิทรรศการ บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution </span>จะพาคุณทำความเข้าใจว่ามาตรา 27 คืออะไร มีกรณีใดบ้างที่ได้รับการยกเว้น และขั้นตอนการยื่นคำขอต้องดำเนินการอย่างไร ไปดูกัน</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ ผลิต นำเข้า และขายในประเทศไทย</a></li>
<li><a href="#section2">มาตรา 27 เครื่องมือแพทย์ คืออะไร?</a></li>
<li><a href="#section3">เครื่องมือแพทย์ที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 27</a></li>
<li><a href="#section4">วิธีการยื่นคำขอผลิต นำเข้า ขาย เครื่องมือแพทย์ตามมาตรา 27</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>การขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ ผลิต นำเข้า และขายในประเทศไทย</span></h2>
<p>การดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือแพทย์ที่จำหน่ายในประเทศมีคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน</p>
<p>ก่อนดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องได้รับใบจดทะเบียนสถานประกอบการเครื่องมือแพทย์ตามประเภทกิจการที่ดำเนินการ เมื่อมีสถานประกอบการถูกต้องแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ก่อนวางจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันเครื่องมือแพทย์แบ่งการกำกับดูแลออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่</p>
<ul>
<li><strong>เครื่องมือแพทย์ที่ต้องขอใบอนุญาต</strong> เป็นเครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อผู้ใช้งาน เช่น เครื่องมือแพทย์ฝังในร่างกาย เครื่องช่วยชีวิต หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อน ผู้ประกอบการต้องยื่นขออนุญาตและได้รับใบอนุญาตจาก อย. ก่อนผลิตหรือนำเข้า</li>
<li><strong>เครื่องมือแพทย์ที่ต้องแจ้งรายการละเอียด</strong> เป็นเครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงปานกลางระดับต่ำ และปานกลางระดับสูง โดยต้องยื่นข้อมูลรายละเอียดผลิตภัณฑ์ เอกสารทางเทคนิค และข้อมูลความปลอดภัยต่อ อย. ก่อนนำเข้าสู่ตลาด</li>
<li><strong>เครื่องมือแพทย์ที่ต้องจดแจ้ง</strong> เป็นเครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถยื่นจดแจ้งข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดก่อนจำหน่ายได้</li>
</ul>
<p>อย่างไรก็ตาม มีการผลิต นำเข้า และขายเครื่องมือแพทย์บางประเภทได้รับการยกเว้นตามมาตรา 27 โดยไม่ต้องขออนุญาตผลิต นำเข้า และขายในรูปแบบการขึ้นทะเบียนข้างต้น</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>มาตรา 27 เครื่องมือแพทย์ คืออะไร?</span></h2>
<p>มาตรา 27 ตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 คือ <strong>ช่องทางการเข้าถึงเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ในการวินิจฉัย บำบัด รักษาโรค หรือสภาวะความผิดปกติของร่างกาย หรือเพื่อการศึกษาวิจัย วิเคราะห์ คุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของเครื่องมือแพทย์</strong> โดยผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิต/นำเข้าเครื่องมือแพทย์จะต้องได้รับใบอนุญาต (ย.พ.1) ก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถดำเนินการขอยื่นผ่านช่องทางมาตรา 27</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>เครื่องมือแพทย์ที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 27</span></h2>
<h3>กรณีการผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่สามารถยื่นคำขอผ่านมาตรา 27 (5) (6) และ (7)</h3>
<ol>
<li>ผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์ในปริมาณที่จำเป็นเพื่อใช้เป็นตัวอย่างประกอบการขออนุญาต หรือการขอแจ้งรายการละเอียดเครื่องมือแพทย์</li>
<li>นำเข้าเครื่องมือแพทย์ในปริมาณที่จำเป็นเพื่อใช้เป็นตัวอย่างสินค้า</li>
<li>ผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์ในปริมาณที่จำเป็นเพื่อส่งทดสอบ หรือตรวจวิเคราะห์ประกอบการขออนุญาต การแจ้งรายการละเอียด การจดแจ้ง การประเมินเทคโนโลยี หรือการขอหนังสือรับรองต่าง ๆ</li>
<li>ผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์ในปริมาณที่จำเป็นเพื่อจัดแสดงในงานนิทรรศการ</li>
<li>นำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อจัดนิทรรศการแสดงนวัตกรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของการออกแบบ หรือเพื่อการศึกษาเทคโนโลยีทางการแพทย์</li>
<li>ผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้ในการศึกษา การเรียนการสอน หรือการฝึกอบรมของสถาบันการศึกษา</li>
<li>ผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้ในการวิจัยทางคลินิก</li>
<li>นำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือแพทย์ภายในประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่การวิจัยทางคลินิก</li>
<li>นำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ทดสอบ หรือประเมินคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์</li>
<li>นำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้เฉพาะบุคคล</li>
<li>นำเข้าเครื่องมือแพทย์สำหรับผู้ป่วยหรือสัตว์เฉพาะราย ตามความจำเป็นทางการแพทย์</li>
<li>ผลิตเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้เป็นตัวอย่างสำหรับการส่งออกไปต่างประเทศ</li>
</ol>
<h4><strong>ข้อควรทราบเกี่ยวกับการยื่นคำขอตามมาตรา 27</strong></h4>
<p>เอกสารประกอบการยื่นคำขอผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 27 (5) (6) และ (7) ใช้ประกอบการผ่อนผันนำเข้าหรือผลิตเท่านั้น ซึ่งไม่ได้รับรองว่าเอกสารประกอบการยื่นนี้ จะเป็นไปตามกฎกระทรวงการขออนุญาตและการออกใบอนุญาตผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2563 กฎกระทรวงการแจ้งรายการละเอียดและการออกใบรับแจ้งรายการละเอียดผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2563 กฎกระทรวงการจดแจ้งและการออกใบรับจดแจ้งผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2563 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เครื่องมือแพทย์ที่ต้องมีการประเมินเทคโนโลยี พ.ศ. 2563 และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-1377 aligncenter" src="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/ดีไซน์ที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ-8-300x200.jpg" alt="เครื่องมือแพทย์ที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 27" width="1091" height="727" srcset="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/ดีไซน์ที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ-8-300x200.jpg 300w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/ดีไซน์ที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ-8-768x512.jpg 768w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/ดีไซน์ที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ-8.jpg 1000w" sizes="(max-width: 1091px) 100vw, 1091px" /></p>
<h3>กรณีการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 27 (8)</h3>
<p>นอกจากกรณีการนำเข้าเพื่อการศึกษา วิจัย หรือขออนุญาตแล้ว กฎหมายยังเปิดช่องให้สามารถนำเข้าเครื่องมือแพทย์บางประเภทได้ภายใต้การยกเว้นตามมาตรา 27 (8) ในกรณีดังต่อไปนี้</p>
<ol>
<li>นำเข้าอุปกรณ์เสริมหรือชิ้นส่วนที่ไม่สามารถใช้งานแยกจากเครื่องมือแพทย์หลักได้ เพื่อใช้ร่วมกับหรือซ่อมแซมเครื่องมือแพทย์ที่มีการผลิตหรือนำเข้าอยู่ก่อนแล้ว</li>
<li>นำเข้าเครื่องมือแพทย์โดยหน่วยงานของรัฐ เพื่อใช้ในการทดสอบหรือสอบเทียบเครื่องมือแพทย์</li>
<li>นำเข้าเครื่องมือแพทย์โดยหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ เพื่อใช้ในการทดสอบหรือสอบเทียบเครื่องมือแพทย์</li>
<li>นำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อซ่อมแซม ทดสอบ หรือสอบเทียบ ก่อนส่งออกกลับไปยังต่างประเทศ</li>
<li>นำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่เคยส่งออกไปซ่อมแซม ทดสอบ หรือสอบเทียบในต่างประเทศ และนำกลับเข้ามาในประเทศไทย</li>
<li>นำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อบริจาคให้แก่หน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจด้านการป้องกัน วินิจฉัย ชันสูตร บำบัดรักษาโรค ฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือเพื่อบริจาคให้แก่สภากาชาดไทย</li>
<li>นำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อบริจาคให้แก่องค์กรสาธารณกุศลที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)</li>
<li>นำเข้าเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้ในกรณีเกิดภาวะฉุกเฉิน ภัยพิบัติ หรือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณสุขภายในประเทศ</li>
<li>นำเข้าอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตเครื่องมือแพทย์เพื่อการส่งออกไปต่างประเทศ</li>
<li>นำเข้าเครื่องมือแพทย์โดยสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานพยาบาลเอกชน โดยใช้หนังสือรับรองการนำเข้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาออกให้แก่บุคคลอื่นตามเงื่อนไขที่กำหนด</li>
<li>นำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่เคยส่งออกไปจัดแสดงในงานนิทรรศการต่างประเทศ และนำกลับเข้ามาในประเทศไทยภายหลังสิ้นสุดการจัดแสดง</li>
</ol>
<p>มาตรา 27 (8) เป็นช่องทางที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ในกรณีพิเศษ เช่น การซ่อมแซม การสอบเทียบ การบริจาค การรับมือภัยพิบัติ หรือการสนับสนุนการผลิตเพื่อการส่งออก โดยผู้ยื่นคำขอต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดในแต่ละกรณี</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section4"></a>วิธีการยื่นคำขอผลิต นำเข้า ขาย เครื่องมือแพทย์ตามมาตรา 27</span></h2>
<p>ผู้ประกอบการที่ต้องการผลิต นำเข้า ขาย เครื่องมือแพทย์ภายใต้การยกเว้นตามมาตรา 27 จะต้องดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมีขั้นตอนดังนี้</p>
<h3>1. ขอเปิดสิทธิ์เข้าใช้งานระบบมาตรา 27</h3>
<p>ก่อนยื่นคำขอ ผู้ประกอบการต้องขอเปิดสิทธิ์การใช้งานระบบมาตรา 27 กับกองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยจัดเตรียมเอกสารดังนี้</p>
<ul>
<li>หนังสือมอบอำนาจ</li>
<li>สำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจ</li>
<li>สำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบอำนาจ</li>
<li>หนังสือรับรองบริษัทอายุไม่เกิน 6 เดือน</li>
</ul>
<p>จากนั้นนำเอกสารไปยื่นที่กลุ่มงานเปิดสิทธิ์ อาคาร 6 ชั้น 3 กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา</p>
<p><strong>ระยะเวลาเปิดสิทธิ์เข้าใช้งานระบบประมาณ 1 วันทำการ</strong></p>
<h3>2. เข้าสู่ระบบ e-submission ตามมาตรา 27</h3>
<p>เมื่อได้รับสิทธิ์แล้ว ให้เข้า <a href="http://privus.fda.moph.go.th" target="_blank" rel="noopener">http://privus.fda.moph.go.th</a> และเลือกผู้ประกอบการ แล้วเข้าสู่ระบบด้วย Username และ Password ของ OpenID  (รหัส OpenID เป็นรหัสเดียวกันกับที่ใช้ตอนยื่น LPI ) จากนั้นเลือกบริษัทและเมนู &#8220;มาตรา 27&#8221; และเลือกสถานที่ประกอบการที่ต้องการยื่นคำขอ</p>
<p><a href="https://medical.fda.moph.go.th/media.php?id=491983490431197184&amp;name=%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%20e-submission%20%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%2027.pdf">คู่มือการยื่นขอตามาตรา 27</a></p>
<h3>3. กรอกข้อมูลคำขอ</h3>
<p>ผู้ยื่นคำขอต้องเลือกประเภทการดำเนินการว่าเป็น การผลิตเครื่องมือแพทย์ หรือ การนำเข้าเครื่องมือแพทย์ จากนั้นกรอกรายละเอียดคำขอ เช่น</p>
<ul>
<li>เลขบัตรประชาชนผู้ดำเนินกิจการ</li>
<li>วัตถุประสงค์การยื่นคำขอ</li>
<li>รายละเอียดผลิตภัณฑ์</li>
<li>ข้อมูลผู้ผลิต</li>
<li>ประเทศผู้ผลิต</li>
<li>จำนวนและหน่วยของผลิตภัณฑ์</li>
</ul>
<p>กรณีมีหลายรายการ สามารถเพิ่มข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมในระบบได้</p>
<h3>4. อัปโหลดเอกสารประกอบ</h3>
<p>อัปโหลดเอกสารตามประเภทคำขอที่ยื่น เมื่ออัปโหลดเรียบร้อย ระบบจะออกเลขอ้างอิงสำหรับติดตามสถานะคำขอ</p>
<p><a href="https://medical.fda.moph.go.th/product/category/download-form" target="_blank" rel="noopener">ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเอกสารได้ที่นี่</a></p>
<h3>5. ตรวจสอบและส่งคำขอ</h3>
<p>หลังบันทึกข้อมูลแล้ว ควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง โดยกดที่ ดูรายละเอียด ในหน้าหลัก</p>
<ul>
<li>หากข้อมูลไม่ถูกต้อง สามารถแก้ไขและบันทึกใหม่ได้</li>
<li>หากข้อมูลถูกต้อง ให้กด &#8220;ส่งคำขอ&#8221; เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณา</li>
</ul>
<h3>6. รอผลการพิจารณาจาก อย.</h3>
<p>เมื่อส่งคำขอเรียบร้อยแล้ว สถานะจะเปลี่ยนเป็น &#8220;ส่งคำขอเรียบร้อยแล้ว&#8221; และเจ้าหน้าที่จะดำเนินการพิจารณา โดยปกติใช้เวลาประมาณ 7 วันทำการ</p>
<h4>กรณีขอผลิต นำเข้า ขายเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้ในการวิจัยทางคลินิก</h4>
<p>สำหรับคำขอผลิต นำเข้า ขายเครื่องมือแพทย์เพื่อใช้ในการวิจัยทางคลินิก และต้องการใช้ผลการวิจัยไปใช้ประกอบการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ ระยะเวลาพิจารณาจะขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์ ดังนี้</p>
<ul>
<li>กรณี Non-Significant Risk (NSR) เครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและไม่ต้องส่งผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ระยะเวลาพิจารณาประมาณ 10 วันทำการ</li>
<li>กรณี Significant Risk (SR) เครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูงและต้องส่งผู้เชี่ยวชาญประเมินเพิ่มเติม ระยะเวลาพิจารณาประมาณ 2–3 เดือน</li>
</ul>
<h3>7. รับใบอนุญาต ย.พ. 1</h3>
<p>เมื่อคำขอได้รับอนุมัติ สถานะจะเปลี่ยนเป็น &#8220;อนุมัติคำขอ&#8221; ผู้ประกอบการสามารถดาวน์โหลดและพิมพ์ใบอนุญาต ย.พ. ผ่านระบบได้ทันที โดยเลือกเมนู OUTPUT ในหน้าระบบ หลังได้รับใบ ย.พ. แล้ว จึงสามารถนำเอกสารไปใช้ดำเนินการในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เช่น การยื่น LPI หรือการนำเข้าสินค้าตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาตต่อไป</p>
<p style="text-align: center;">ตัวอย่างหน้าใบ ย.พ.๑</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-1372 aligncenter" src="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/Screenshot-2569-06-13-at-21.37.27-288x300.png" alt="ตัวอย่างหน้าใบ ย.พ.๑" width="750" height="782" srcset="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/Screenshot-2569-06-13-at-21.37.27-288x300.png 288w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/06/Screenshot-2569-06-13-at-21.37.27.png 1420w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></p>
<p>หมายเหตุ: ข้อกำหนดเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์อาจมีการปรับปรุงเพิ่มเติมตามประกาศหรือกฎหมายใหม่ ผู้ประกอบการจึงควรติดตามข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถศึกษาพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ กฎกระทรวง และประกาศที่เกี่ยวข้องได้ที่ <a href="https://medical.fda.moph.go.th/product/category/related-laws" target="_blank" rel="noopener">หมวดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง</a> เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงด้านกฎหมายในอนาคต</p>
<p>ทั้งนี้ หากคุณไม่แน่ใจว่าเครื่องมือแพทย์ของคุณเข้าข่ายต้องขออนุญาต ขึ้นทะเบียน จดแจ้ง หรือสามารถยื่นคำขอผ่านมาตรา 27 ได้หรือไม่ <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลกระบวนการด้าน อย. เครื่องมือแพทย์ ช่วยลดความยุ่งยาก ประหยัดเวลา และเพิ่มโอกาสให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สนใจปรึกษาเบื้องต้น สามารถกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาฟรีได้เลย</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b227/">เครื่องมือแพทย์ใด ที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 27 ยื่นขออย่างไร</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b227/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใช้บ้านเป็นที่ผลิตอาหารได้ไหม ขออย. สถานที่ผลิตอาหารอย่างไร</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 29 May 2026 18:02:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[ป้ายสถานที่ผลิตอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[สถานที่ผลิตอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย. สถานที่ผลิตอาหาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1252</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตอาหารจากบ้านพักอาศัย ควรศึกษาหลักเกณฑ์ของ อย. ให้ครบถ้วน เนื่องจากสถานที่ผลิตเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญก่อนขอเลข อย. ของสินค้า</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/">ใช้บ้านเป็นที่ผลิตอาหารได้ไหม ขออย. สถานที่ผลิตอาหารอย่างไร</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นธุรกิจอาหารจากที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นอาหารแปรรูป เบเกอรี่ เครื่องดื่ม หรือสินค้าโฮมเมดต่าง ๆ แต่ก่อนเริ่มผลิตเพื่อจำหน่ายอย่างจริงจัง มีเรื่องสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหารจาก อย. เพราะสถานที่ผลิตถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญก่อนยื่นขอเลขสารบบอาหาร บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution </span>จะสรุปทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการใช้บ้านเป็นสถานที่ผลิตอาหาร และขั้นตอนการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหารอย่างถูกต้อง</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">ใช้บ้านเป็นสถานที่ผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายได้ไหม</a></li>
<li><a href="#section2">บ้านพักอาศัย ขอ อย.สถานที่ผลิตอาหาร ได้ไหม</a></li>
<li><a href="#section3">เกณฑ์ อย. สำหรับบ้านที่ใช้เป็นสถานที่ผลิตอาหาร</a></li>
<li><a href="#section4">อาหารที่ต้องขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร</a></li>
<li><a href="#section5">สถานที่ผลิตอาหารที่ต้องขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร</a></li>
<li><a href="#section6">ผลิตอาหารในบ้าน ขออย. สถานที่ผลิตอาหารอย่างไร</a></li>
<li><a href="#section7">ภายในบ้าน ต้องติดป้ายสถานที่ผลิตอาหารไหม</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>ใช้บ้าน เป็นสถานที่ผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายได้ไหม</span></h2>
<p>ผู้ประกอบการสามารถใช้บ้านพักอาศัยเป็นสถานที่ผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายได้ แต่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสุขอนามัยของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยส่วนใหญ่บ้านที่ใช้ผลิตอาหารจะถูกจัดอยู่ในประเภท “สถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน” สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีการแปรรูปอาหารเพื่อจำหน่าย เช่น อาหารบรรจุภาชนะปิดสนิท เบเกอรี่ อาหารแปรรูป หรืออาหารถนอมต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องขอใบรับแจ้งสถานที่ผลิตอาหารแบบ สบ.1  รวมถึงบางกรณีอาจเข้าข่ายกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในรูปแบบโฮมคุก ทั้งนี้สถานที่ผลิตต้องผ่านเกณฑ์ด้านความสะอาด การจัดแบ่งพื้นที่ และมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและสามารถจำหน่ายสินค้าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>บ้านพักอาศัย ขอ อย.สถานที่ผลิตอาหาร ได้ไหม</span></h2>
<p>บ้านพักอาศัยสามารถใช้ยื่นขอใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร” ได้ หากลักษณะการผลิตเข้าข่ายธุรกิจขนาดเล็กหรือ SME ที่ไม่ได้ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ และไม่ได้มีจำนวนคนงานเข้าข่ายโรงงานอุตสาหกรรมตามกฎหมายโรงงาน โดยส่วนใหญ่บ้านที่ใช้ผลิตอาหารเพื่อขายออนไลน์ ขายตามร้านค้า หรือฝากขายตามร้านสะดวกซื้อ มักจะเข้าข่าย “สถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน” ซึ่งสามารถยื่นขออนุญาตกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-1256 aligncenter" src="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/05/2151733046-300x200.jpg" alt="บ้านพักอาศัย ขอ อย.สถานที่ผลิตอาหาร" width="971" height="647" srcset="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/05/2151733046-300x200.jpg 300w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/05/2151733046-768x512.jpg 768w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/05/2151733046.jpg 1000w" sizes="(max-width: 971px) 100vw, 971px" /></p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>เกณฑ์ อย. สำหรับบ้านที่ใช้เป็นสถานที่ผลิตอาหาร</span></h2>
<p>แม้จะเป็น “บ้านพักอาศัย” ก็สามารถใช้ยื่นขอ อย.สถานที่ผลิตอาหารได้ แต่สถานที่ต้องถูกปรับให้เหมาะสมตามหลักสุขลักษณะและมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยเจ้าหน้าที่จะพิจารณาทั้งสภาพแวดล้อม โครงสร้างอาคาร ระบบการผลิต และการจัดการภายใน เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนอาหาร</p>
<h3>สภาพแวดล้อมรอบสถานที่ผลิตต้องเหมาะสม</h3>
<p>บริเวณรอบบ้านที่ใช้ผลิตอาหารต้องสะอาดและไม่เป็นแหล่งก่อให้เกิดการปนเปื้อน เพราะ อย. จะประเมินตั้งแต่สภาพพื้นที่ภายนอกก่อนเข้าสู่ตัวอาคาร หากพื้นที่รอบบ้านมีฝุ่น ควัน หรือสิ่งสกปรกจำนวนมาก อาจทำให้ไม่ผ่านการตรวจสถานที่ได้</p>
<ul>
<li>เลี่ยงพื้นที่ใกล้โรงงานที่มีฝุ่นหรือควันจำนวนมาก</li>
<li>เลี่ยงบริเวณที่มีน้ำขังเฉอะแฉะ</li>
<li>เลี่ยงพื้นที่ใกล้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์</li>
<li>เลี่ยงบริเวณที่มีกลิ่นเหม็นหรือมีแมลงจำนวนมาก</li>
<li>เลี่ยงจุดสะสมขยะหรือแหล่งเพาะเชื้อโรค</li>
</ul>
<p>ฉะนั้น บ้านที่จะใช้เป็นสถานที่ผลิตอาการ ควรปรับพื้นที่โดยรอบบ้านให้สะอาด มีการจัดการสุขาภิบาลที่ดี และควบคุมสัตว์พาหะได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสผ่านเกณฑ์ อย. ได้ง่ายขึ้น</p>
<h3>โครงสร้างอาคารต้องแข็งแรงและทำความสะอาดง่าย</h3>
<p>ตัวอาคารหรือตัวบ้านที่ใช้ผลิตอาหารต้องเป็นโครงสร้างถาวร มีความมั่นคง แข็งแรง และเหมาะกับการใช้งานด้านอาหารโดยเฉพาะ ส่วนของพื้น ผนัง และเพดานควรเป็นวัสดุที่ทำความสะอาดง่าย ไม่สะสมฝุ่น ไม่เกิดเชื้อรา และไม่มีรอยแตกร้าวที่อาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค โดยทั่วไป อย. มักพิจารณาเรื่องต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>อาคารต้องไม่ทรุดโทรมหรือชำรุด</li>
<li>พื้นต้องเรียบ ไม่ดูดซับน้ำ</li>
<li>ผนังควรเช็ดล้างได้ง่าย</li>
<li>เพดานต้องไม่มีฝุ่นหรือหยากไย่สะสม</li>
<li>มีระบบระบายอากาศที่เหมาะสม</li>
<li>หากเป็นพื้นที่เปียก ควรมีระบบระบายน้ำที่ดี เพื่อป้องกันน้ำขังและลดความเสี่ยงเรื่องเชื้อจุลินทรีย์</li>
</ul>
<h3>ทางเข้า-ออก ต้องแยกจากพื้นที่พักอาศัยอย่างชัดเจน</h3>
<p>หนึ่งในจุดสำคัญที่หลายบ้านมักตกมาตรฐาน คือ “ใช้ทางเข้าเดียวกับพื้นที่อยู่อาศัย” ซึ่งตามหลักเกณฑ์ อย. สถานที่ผลิตอาหารควรมีทางเข้า-ออกแยกจากพื้นที่พักอาศัยอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันบุคคลภายนอก สัตว์เลี้ยง หรือกิจกรรมภายในบ้านเข้าไปปะปนกับกระบวนการผลิตอาหาร แต่หากบ้านมีพื้นที่จำกัด อย่างน้อยควรแบ่งโซนให้ชัดเจน และจัดเส้นทางเข้าออกสำหรับพื้นที่ผลิตโดยเฉพาะ</p>
<h3>การจัดการภายในต้องแบ่งเป็นสัดส่วน</h3>
<p>ภายในบ้านที่ใช้เป็นสถานที่ผลิตอาหารต้องมีการจัดแบ่งพื้นที่ตามลำดับกระบวนการผลิต เพื่อให้การทำงานเป็นระบบและลดความเสี่ยงการปนเปื้อนข้าม โดยตัวอย่างพื้นที่ในบ้านที่ควรมี ได้แก่</p>
<ul>
<li>ห้องเตรียมวัตถุดิบ</li>
<li>ห้องผลิตอาหาร</li>
<li>ห้องบรรจุสินค้า</li>
<li>ห้องเก็บวัตถุดิบ</li>
<li>ห้องเก็บสินค้าสำเร็จรูป</li>
<li>ห้องล้างทำความสะอาดอุปกรณ์</li>
<li>ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าพนักงาน</li>
</ul>
<p>การแบ่งห้องหรือแบ่งโซนอย่างชัดเจน จะช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นว่ามีการควบคุมสุขลักษณะในการผลิตอาหารอย่างเหมาะสม และยังช่วยให้การทำงานภายในสถานที่มีมาตรฐานมากขึ้นด้วย</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section4"></a>อาหารแบบไหน ที่ต้องขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร</span></h2>
<p>อาหารที่ต้องขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร เช่น เลขสถานที่ผลิตอาหาร หรือ ใบอนุญาตผลิตอาหาร ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข คือ อาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปหรือปรุงแต่ง อาหารที่กฎหมายจัดเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ อาหารกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน โดยสามารถแบ่งกลุ่มได้ดังนี้</p>
<ul>
<li>อาหารควบคุมเฉพาะ เป็นอาหารที่มีความเสี่ยงสูง ต้องควบคุมคุณภาพและมาตรฐานอย่างเข้มงวด เช่น เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท, นมโค, นมเปรี้ยว, อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (เช่น อาหารกระป๋อง), ไอศกรีม, อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก, และวัตถุเจือปนอาหาร</li>
<li>อาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน เช่น อาหารกึ่งสำเร็จรูป, ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์, น้ำมันและไขมัน, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, เครื่องดื่มเกลือแร่, และเครื่องปรุงรสบางชนิด</li>
</ul>
<p>ส่วนอาหารที่ไม่ต้องขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร คือ อาหารสดที่ไม่ผ่านกรรมวิธีใดๆ หรืออาหารสดที่ผ่านการตัดแต่งเพื่อลดขนาดและบรรจุในภาชนะที่มองเห็นสภาพชัดเจน เช่น ผัก/ผลไม้สด, เนื้อสัตว์สดตัดแต่ง) ไม่ต้องขออนุญาตสถานที่ผลิต แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยและสุขลักษณะทั่วไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-1255 aligncenter" src="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/05/9980-300x200.jpg" alt="สถานที่ผลิตอาหารที่ต้องขออนุญาต" width="960" height="640" srcset="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/05/9980-300x200.jpg 300w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/05/9980-768x512.jpg 768w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/05/9980.jpg 1000w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section5"></a>สถานที่ผลิตอาหารที่ต้องขออนุญาต</span></h2>
<p>สถานที่ผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายที่ต้องขออนุญาต คือสถานที่แปรรูปหรือบรรจุอาหาร รวมถึงการเก็บรักษาและบรรจุภัณฑ์ โดยแบ่งตาม พ.ร.บ. อาหาร ออกเป็น 2 ประเภทได้แก่</p>
<h3>สถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงาน</h3>
<p>สถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงาน คือ สถานที่ผลิตอาหารที่มีการใช้เครื่องจักรตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป (หรือกำลังเทียบเท่า) หรือมีการใช้คนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ไม่ว่าจะใช้เครื่องจักรหรือไม่ก็ตาม ผู้ประกอบการต้องขอรับ <strong>ใบอนุญาตผลิตอาหาร (แบบ อ.2)</strong> และต้องควบคุมการผลิตให้ได้มาตรฐานระดับสากล</p>
<h3>สถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน</h3>
<p>สถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน คือ สถานที่ผลิตอาหารที่มีการใช้เครื่องจักรหรือเครื่องมือรวมกันต่ำกว่า 50 แรงม้า และใช้คนงานรวมกันน้อยกว่า 50 คน เช่น บ้าน ที่อยู่อาศัย ครัวขนาดย่อม ร้านเบเกอรี่ / โฮมเมด ผู้ประกอบการต้องยื่นขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน&#8221; (แบบ สบ.1) และจะได้รับ<strong>ใบสำคัญ สบ.1/1</strong> เพื่อใช้ในการผลิตและจัดจำหน่าย</p>
<p>แม้จะไม่ได้เป็นโรงงานขนาดใหญ่ แต่ตามกฎหมาย ผู้ผลิตจะต้องขออนุญาตจัดตั้งสถานที่ผลิตและขอรับเลขสถานที่ผลิตอาหารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ก่อนเริ่มดำเนินการเสมอ</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section6"></a>ผลิตอาหารในบ้าน ขออย. สถานที่ผลิตอาหารอย่างไร</span></h2>
<p>การขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหารกับ อย. สามารถแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนได้แก่ <strong>การขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร</strong> และ <strong>การขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร</strong> โดยผู้ประกอบการต้องดำเนินการผ่านระบบ e-Submission ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)</p>
<h3>ขั้นตอน 1 การขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร</h3>
<ol>
<li><strong>สมัครและยืนยันตัวตนในระบบ OPEN ID</strong><br />
ผู้ประกอบการต้องสร้างบัญชีผู้ใช้งานและยืนยันตัวตนผ่านระบบ OPEN ID ของ<a href="https://connect.egov.go.th/Home/Index">สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล</a> (DGA) เพื่อใช้เข้าสู่ระบบ e-Submission ของ อย.</li>
<li><strong>เปิดสิทธิ์ใช้งานระบบ e-Submission และจัดทำ Master Data<br />
</strong>หลังจากยืนยันตัวตนแล้ว ต้องยื่นขอเปิดสิทธิ์การใช้งานระบบ e-Submission พร้อมจัดทำฐานข้อมูลผู้ประกอบการ (Master Data) โดยเตรียมเอกสารตามแบบตรวจสอบคำขอและบันทึกข้อบกพร่องที่ อย. กำหนด</li>
<li><strong>ยื่นคำขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร<br />
</strong>เมื่อข้อมูลผู้ประกอบการได้รับการอนุมัติแล้ว สามารถยื่นคำขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหารผ่านระบบ e-Submission และชำระค่าคำขอตรวจประเมินเบื้องต้นจำนวน 3,000 บาท ผ่านระบบออนไลน์</li>
<li><strong>รับการตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร<br />
</strong>เจ้าหน้าที่จะติดต่อเพื่อนัดหมายวันเข้าตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหารตามหลักเกณฑ์ GMP โดยจะตรวจสอบความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์ กระบวนการผลิต และระบบควบคุมคุณภาพต่าง ๆ</li>
</ol>
<p>หากสถานที่ผ่านการตรวจประเมิน ผู้ประกอบการจะได้รับรายงานผลการตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร (Audit Report) ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และหากมีค่าตรวจประเมินส่วนต่างเพิ่มเติม จะต้องชำระผ่านระบบออนไลน์ก่อนรับรายงานผลอย่างสมบูรณ์</p>
<p><strong>สถานที่ยื่นคำขอ</strong></p>
<ul>
<li>กรุงเทพมหานคร : ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (One Stop Service Center) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จังหวัดนนทบุรี</li>
<li>ต่างจังหวัด : สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่</li>
</ul>
<p><strong>ระยะเวลาดำเนินการ</strong></p>
<ul>
<li>ประมาณ 70 วันทำการ กรณีเอกสารและสถานที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์</li>
<li>ประมาณ 100 วันทำการ กรณีต้องแก้ไขเอกสารหรือสถานที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์</li>
</ul>
<p><a href="https://food.fda.moph.go.th/media.php?id=513129183245901824&amp;name=PRODUCE_RCV.pdf">คู่มือการยื่นคำขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร</a></p>
<h3>ขั้นตอน 2 การขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร</h3>
<p>หลังจากสถานที่ผ่านการตรวจประเมินและได้รับ Audit Report แล้ว ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอรับเลขสถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน (แบบ สบ.1) ผ่านระบบ e-Submission พร้อมแนบเอกสารตามที่ อย. กำหนด และชำระค่าคำขอรวมถึงค่าธรรมเนียมใบอนุญาตผลิตอาหาร (กรณีที่ต้องขอใบอนุญาตผลิตอาหาร)</p>
<p>เมื่อคำขอได้รับการอนุมัติ ผู้ประกอบการจะได้รับเลขสถานที่ผลิตอาหารหรือใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง สามารถนำไปใช้ประกอบการยื่นขอเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จะวางจำหน่ายต่อไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย</p>
<p><strong>ระยะเวลาดำเนินการ</strong></p>
<ul>
<li>ประมาณ 16 วันทำการ กรณีเอกสารครบถ้วนและสถานที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด</li>
<li>ประมาณ 46 วันทำการ กรณีพบข้อบกพร่อง ต้องแก้ไขเอกสาร หรือสถานที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของ อย.</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section7"></a>ภายในบ้าน ต้องติดป้ายสถานที่ผลิตอาหารไหม</span></h2>
<p>หากมีการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหารอย่างถูกต้อง จำเป็นต้องติด<a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/">ป้ายแสดงสถานที่ผลิตอาหาร</a>ไว้ภายนอกสถานที่อย่างชัดเจน โดยข้อกำหนดจาก กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยเจ้าหน้าที่มักแนะนำให้มีป้ายแสดงชื่อสถานที่ผลิตอาหารบริเวณหน้าบ้าน หรือหน้าพื้นที่ผลิต เพื่อระบุว่าเป็นสถานที่ประกอบกิจการผลิตอาหารอย่างชัดเจน</p>
<p>บ้านพักอาศัยสามารถใช้ขอ อย.สถานที่ผลิตอาหารได้จริง หากมีการจัดพื้นที่ให้เหมาะสม และผ่านเกณฑ์ GMP ขั้นพื้นฐานของ อย. หัวใจสำคัญคือ การแยกพื้นที่ผลิตออกจากพื้นที่พักอาศัย ควบคุมความสะอาด ป้องกันการปนเปื้อน และจัดการระบบต่าง ๆ ให้ได้มาตรฐาน หากวางแผนจะผลิตอาหารเพื่อขายอย่างจริงจัง การเตรียมสถานที่ให้ถูกต้องตั้งแต่แรก จะช่วยให้การขออนุญาตง่ายขึ้น ลดปัญหาในอนาคต และช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์อาหารของคุณได้มากขึ้น</p>
<p>หากต้องการขอ อย. อาหาร ขอใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร หรือปรึกษาเรื่องเอกสาร ทีม <span style="color: #238f9c;">Livilution Consult</span> พร้อมช่วยดูแลตั้งแต่ตรวจความพร้อมสถานที่ จัดเตรียมเอกสาร ไปจนถึงยื่นขออนุญาตอย่างถูกต้อง สามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาฟรีได้ที่ LINE : <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> หรือเพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/">ใช้บ้านเป็นที่ผลิตอาหารได้ไหม ขออย. สถานที่ผลิตอาหารอย่างไร</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
