<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Livilution Consult</title>
	<atom:link href="https://livilution.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://livilution.com/</link>
	<description>บริการรับจดทะเบียน อย. มอก. ขออนุญาตสถานที่ผลิต</description>
	<lastBuildDate>Fri, 14 Aug 2026 09:54:09 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/03/favic-icon2-150x150.png</url>
	<title>Livilution Consult</title>
	<link>https://livilution.com/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ขั้นตอนการขอ อย. น้ำพริก ใช้เอกสารอะไร ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/chili-paste/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/chili-paste/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2026 09:54:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ขั้นตอนการขอ อย.]]></category>
		<category><![CDATA[จดอย.]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำพริก]]></category>
		<category><![CDATA[สถานที่ผลิตอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.น้ำพริก]]></category>
		<category><![CDATA[อย.อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารแปรรูป]]></category>
		<category><![CDATA[เอกสารขออย.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1777</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอ อย. น้ำพริก ต้องเริ่มจากตรวจสอบประเภทอาหารและสูตรผลิตภัณฑ์ จากนั้นขออนุญาตสถานที่ผลิตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ GMP พร้อมเตรียมสูตร กรรมวิธีผลิต ฉลาก และเอกสาร เพื่อยื่นขอเลขสารบบอาหารผ่านระบบ e-Submission</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/chili-paste/">ขั้นตอนการขอ อย. น้ำพริก ใช้เอกสารอะไร ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>น้ำพริก</strong> เป็นอาหารแปรรูปที่มีหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกเผา น้ำพริกนรก น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกตาแดง หรือน้ำพริกประเภทอื่น ๆ หากผลิตเป็นสินค้าแบบบรรจุเพื่อจำหน่าย ต้องขอ <strong>เลขสารบบอาหาร (เลข อย.)</strong> และใช้สถานที่ผลิตที่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> จึงรวบรวมขั้นตอนการขอ อย. น้ำพริก ตั้งแต่การพิจารณาประเภทอาหาร การขออนุญาตสถานที่ผลิต เอกสารที่ใช้ การเตรียมสูตรและฉลาก ไปจนถึงค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนเริ่มดำเนินการ</p>
<hr />
<p><strong>สรุปแบบสั้นๆ</strong></p>
<ul>
<li>น้ำพริกบรรจุขายโดยทั่วไปต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายขอ เลขสารบบอาหาร (เลข อย.) หรือไม่ ตามสูตร กรรมวิธีผลิต ภาชนะ และการเก็บรักษา</li>
<li>ผู้ผลิตที่มีโรงงานหรือสถานที่ผลิตเอง ต้องขออนุญาตสถานที่ผลิตและให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ GMP</li>
<li>เอกสารสำคัญมีทั้งเอกสารผู้ประกอบการ เอกสารสถานที่ผลิต สูตรส่วนประกอบ กรรมวิธีผลิต ภาชนะบรรจุ และข้อมูลฉลาก</li>
<li>สูตรน้ำพริกต้องตรวจสอบวัตถุเจือปนอาหาร สารก่อภูมิแพ้ รวมถึงค่า pH / Aw ในบางกรณี</li>
<li>การยื่นขอ อย. ดำเนินการผ่านระบบ e-Submission หลังสถานที่ผลิตได้รับอนุญาตแล้ว</li>
<li>ค่าใช้จ่ายแตกต่างกันตามประเภทสถานที่ ประเภทอาหาร การตรวจวิเคราะห์ และการเตรียมเอกสาร</li>
<li>หากจ้างโรงงาน OEM ผลิต ควรตรวจสอบให้ชัดว่าใครเป็นผู้ยื่นและถือเลข อย. ของผลิตภัณฑ์</li>
<li>ขายน้ำพริกออนไลน์ก็ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายอาหาร หากผลิตภัณฑ์เข้าข่ายต้องขอ อย.</li>
</ul>
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">น้ำพริกต้องขอ อย. หรือไม่</a></li>
<li><a href="#section2">น้ำพริกจัดเป็นอาหารประเภทไหน</a></li>
<li><a href="#section3">ผลิตน้ำพริกขาย ต้องขออนุญาตอะไรบ้าง</a></li>
<li><a href="#section4">สถานที่ผลิตน้ำพริกต้องผ่าน GMP หรือไม่</a></li>
<li><a href="#section5">ขั้นตอนการขอ อย. น้ำพริก</a></li>
<li><a href="#section6">เอกสารที่ใช้ขอ อย. น้ำพริก</a></li>
<li><a href="#section7">ค่าใช้จ่ายในการขอ อย. น้ำพริก</a></li>
<li><a href="#section8">จ้างโรงงาน OEM ผลิตน้ำพริก ต้องขอ อย. เองไหม</a></li>
<li><a href="#section9">ขายน้ำพริกออนไลน์ ต้องขอ อย. หรือไม่</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>ขายน้ำพริกต้องขอ อย. หรือไม่</span></h2>
<p>การพิจารณาว่า <strong>น้ำพริกต้องขอ อย. หรือไม่</strong> ไม่สามารถดูจากคำว่า “น้ำพริก” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาทั้ง <strong>สูตร ส่วนประกอบ กรรมวิธีการผลิต ลักษณะผลิตภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ วิธีเก็บรักษา และรูปแบบการจำหน่าย</strong></p>
<p>สำหรับน้ำพริกที่ผลิตเป็น <strong>อาหารสำเร็จรูปพร้อมบริโภค บรรจุในภาชนะเพื่อจำหน่ายแก่ผู้บริโภค</strong> โดยทั่วไปจะเข้าข่ายผลิตภัณฑ์ที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายอาหารและขอเลขสารบบอาหารก่อนวางจำหน่าย อย่างไรก็ตาม น้ำพริกมีหลายรูปแบบ เช่น</p>
<ul>
<li>น้ำพริกแห้ง</li>
<li>น้ำพริกเผา</li>
<li>น้ำพริกปลาร้า</li>
<li>น้ำพริกกะปิ</li>
<li>น้ำพริกนรก</li>
<li>น้ำพริกปลาย่าง</li>
<li>น้ำพริกกุ้งเสียบ</li>
<li>น้ำพริกที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ</li>
<li>น้ำพริกที่มีความชื้นสูง</li>
<li>น้ำพริกบรรจุกระปุกหรือขวดและเก็บที่อุณหภูมิห้อง</li>
<li>น้ำพริกที่ต้องแช่เย็น</li>
</ul>
<p>รายละเอียดเหล่านี้อาจทำให้การจัดประเภทและข้อกำหนดทางกฎหมายแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบประเภทผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจนก่อนยื่นคำขอ</p>
<p>สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยายังจัดทำ <a href="https://food.fda.moph.go.th/public-information/guidelines-for-obtaining-food-serial-numbers-for-chili-paste-products" target="_blank" rel="noopener">คู่มือการขอรับเลขสารบบอาหารสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำพริก </a>เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการอีกด้วย</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>น้ำพริกจัดเป็นอาหารประเภทไหน</span></h2>
<p>การจัดประเภทน้ำพริกต้องพิจารณาจากลักษณะของผลิตภัณฑ์จริง โดยน้ำพริกพร้อมบริโภคอาจเข้าข่าย <strong><a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/" target="_blank" rel="noopener">อาหารแปรรูป</a>บางชนิดประเภทอาหารสำเร็จรูปที่พร้อมบริโภคทันที</strong> ตามลักษณะผลิตภัณฑ์</p>
<p>จุดที่ผู้ประกอบการน้ำพริกต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในปี 2569 คือ หากผลิตภัณฑ์มีลักษณะเป็นอาหารพร้อมบริโภคและมีกรรมวิธีหรือคุณสมบัติเข้าเงื่อนไข <strong>อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท</strong> ก็อาจต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 469) พ.ศ. 2569 เพิ่มเติมด้วย</p>
<p>หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณา ได้แก่</p>
<ol>
<li>บรรจุในภาชนะที่เข้าข่ายภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท หรือมีการให้ความร้อนหลังบรรจุ</li>
<li>สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้อง</li>
<li>มีค่า Water Activity หรือ Aw มากกว่า 0.85</li>
<li>เป็นอาหารกรดต่ำหรืออาหารปรับกรด</li>
</ol>
<p>หากเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 4 ข้อ ผลิตภัณฑ์จะเข้าข่ายอาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท</p>
<p>ดังนั้น น้ำพริก 2 สูตรที่ดูคล้ายกันอาจมีข้อกำหนดในการขออนุญาตแตกต่างกันได้ เช่น น้ำพริกแห้งที่มีค่า Aw ต่ำ กับน้ำพริกที่มีความชื้นสูง บรรจุขวดปิดสนิทและสามารถเก็บที่อุณหภูมิห้อง การจัดประเภทอาหารให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงเป็นขั้นตอนสำคัญมากในการขอ อย. น้ำพริก</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>ผลิตน้ำพริกขาย ต้องขออนุญาตอะไรบ้าง</span></h2>
<p>การขอ อย. น้ำพริกสำหรับผู้ที่มีสถานที่ผลิตของตนเอง สามารถแบ่งกระบวนการหลักออกเป็น <strong>2 ส่วน</strong> ได้แก่</p>
<h3>1. ขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร</h3>
<p>ก่อนที่จะขอเลข อย. ของน้ำพริกได้ ผู้ประกอบการต้องมีสถานที่ผลิตอาหารที่ถูกต้องก่อน ซึ่งสถานที่ผลิตจะต้องจัดพื้นที่ กระบวนการผลิต เครื่องมือ เครื่องจักร สุขลักษณะ และระบบควบคุมการผลิตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยจะพิจารณาตามลักษณะสถานที่ว่าเข้าข่าย</p>
<ul>
<li><strong>โรงงาน</strong> ยื่นขอใบอนุญาตผลิตอาหาร และเมื่อได้รับอนุญาตจะได้รับใบอนุญาต <strong>อ.2</strong></li>
<li><strong>ไม่เข้าข่ายโรงงาน</strong> ยื่นคำขอตามแบบ <strong>สบ.1</strong> และเมื่อผ่านการพิจารณาจะได้รับเลขสถานที่ผลิตตามแบบ <strong>สบ.1/1</strong></li>
</ul>
<p>หลังจากมีสถานที่ผลิตที่ได้รับอนุญาตแล้ว จึงดำเนินการขอเลขสารบบอาหารสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำพริกต่อไป</p>
<h3>2. ขอเลขสารบบอาหารสำหรับน้ำพริก</h3>
<p>เมื่อสถานที่ผลิตผ่านเกณฑ์แล้ว ผู้ประกอบการจึงนำข้อมูลสถานที่ดังกล่าวมาใช้ประกอบการยื่นรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ เช่น</p>
<ul>
<li>ชื่ออาหาร</li>
<li>สูตรส่วนประกอบ</li>
<li>กรรมวิธีการผลิต</li>
<li>ประเภทอาหาร</li>
<li>ภาชนะบรรจุ</li>
<li>วิธีเก็บรักษา</li>
<li>อายุการเก็บรักษา</li>
<li>ข้อมูลฉลาก</li>
<li>รายละเอียดอื่นตามประเภทอาหาร</li>
</ul>
<p>เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว จะได้รับ <strong>เลขสารบบอาหาร 13 หลัก</strong> สำหรับนำไปแสดงบนฉลากผลิตภัณฑ์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section4"></a>สถานที่ผลิตน้ำพริกต้องผ่าน GMP หรือไม่</span></h2>
<p>สถานที่ผลิตน้ำพริกต้องพิจารณาตามข้อกำหนดของกฎหมาย โดย<a href="https://food.fda.moph.go.th/gmp-head/420" target="_blank" rel="noopener">หลักเกณฑ์ GMP 420</a> ครอบคลุมสถานที่ผลิตอาหารเพื่อจำหน่าย และกำหนดข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับผู้ผลิตอาหาร ขณะที่อาหารบางประเภทหรือกรรมวิธีที่มีความเสี่ยงจะมีข้อกำหนดเฉพาะเพิ่มเติม ดังนั้น หากต้องการเปิดสถานที่ผลิตน้ำพริกเพื่อบรรจุเป็นสินค้าและจำหน่าย ผู้ประกอบการควรวางระบบสถานที่ผลิตให้สอดคล้องกับ GMP ตั้งแต่ก่อนยื่นขออนุญาต โดยสิ่งที่ต้องเตรียม เช่น</p>
<ul>
<li>สถานที่ตั้งและอาคารผลิตเหมาะสม</li>
<li>แบ่งพื้นที่ผลิตอย่างเป็นสัดส่วน</li>
<li>พื้น ผนัง และบริเวณผลิตสามารถทำความสะอาดได้</li>
<li>มีระบบป้องกันสัตว์และแมลง</li>
<li>เครื่องมือและอุปกรณ์สัมผัสอาหารเหมาะสม</li>
<li>มีจุดล้างมือและสุขลักษณะของผู้ปฏิบัติงาน</li>
<li>มีระบบจัดเก็บวัตถุดิบ</li>
<li>มีระบบจัดเก็บผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป</li>
<li>ควบคุมคุณภาพน้ำที่ใช้ในการผลิต</li>
<li>มีวิธีทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์</li>
<li>มีการควบคุมกระบวนการผลิต</li>
<li>มีระบบป้องกันการปนเปื้อน</li>
<li>มีเอกสารหรือบันทึกที่เกี่ยวข้องกับการผลิต</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section5"></a>ขั้นตอนการขอ อย. น้ำพริก ต้องทำอย่างไร</span></h2>
<p>เมื่อเข้าใจภาพรวมแล้ว ขั้นตอนการขอ อย. น้ำพริกสามารถแบ่งออกเป็นลำดับดังนี้</p>
<h3>ขั้นตอนที่ 1 เตรียมสถานที่ผลิตน้ำพริก</h3>
<p>เริ่มจากการกำหนดสถานที่ผลิตและจัดเตรียมพื้นที่ให้เหมาะสมกับกระบวนการผลิตจริง ตั้งแต่การรับวัตถุดิบ เตรียมวัตถุดิบ ล้าง หั่น บด คั่ว ทอด ผสม ให้ความร้อน บรรจุ ปิดผนึก ไปจนถึงการจัดเก็บสินค้าสำเร็จรูป</p>
<p>จุดสำคัญคือควรออกแบบ <strong>Flow การผลิต</strong> ให้ลดโอกาสเกิดการปนเปื้อนย้อนกลับ เช่น ไม่ให้วัตถุดิบสดหรือวัตถุดิบที่ยังไม่ได้ทำความสะอาดย้อนกลับมาปะปนกับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านความร้อนแล้ว</p>
<h3>ขั้นตอนที่ 2 สมัคร OPEN ID และเปิดสิทธิ์ระบบ e-Submission</h3>
<p>การยื่นคำขอเกี่ยวกับอาหารในปัจจุบันดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการจึงต้องเตรียมบัญชีสำหรับยืนยันตัวตนและดำเนินการเปิดสิทธิ์ใช้งานระบบที่เกี่ยวข้อง และหลังจากได้รับสิทธิ์แล้วจึงสามารถดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลสถานประกอบการและยื่นคำขอผ่านระบบ <strong>e-Submission</strong> ได้</p>
<p>ในกรณีดำเนินการในนามนิติบุคคล ควรตรวจสอบข้อมูลบริษัท ผู้มีอำนาจลงนาม และการมอบอำนาจให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพื่อลดปัญหาเอกสารไม่ตรงกันในภายหลัง</p>
<h3>ขั้นตอนที่ 3 ขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร</h3>
<p>ผู้ประกอบการต้องยื่นรายละเอียดของสถานที่ผลิต พร้อมเอกสารและแผนผังที่เกี่ยวข้อง จากนั้นเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารและประเมินสถานที่ตามหลักเกณฑ์ GMP ที่เกี่ยวข้อง หากสถานที่หรือเอกสารมีประเด็นที่ต้องแก้ไข ผู้ประกอบการต้องดำเนินการปรับปรุงให้เรียบร้อยตามข้อสังเกต และเมื่อผ่านการประเมินและได้รับอนุญาตสถานที่ผลิตแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการขอเลขสารบบอาหารของน้ำพริก</p>
<h3>ขั้นตอนที่ 4 จัดประเภทน้ำพริก</h3>
<p>ก่อนกรอกคำขอผลิตภัณฑ์ ต้องพิจารณาก่อนว่าน้ำพริกสูตรนั้นจัดอยู่ในอาหารประเภทใด โดยข้อมูลที่มีผลต่อการจัดประเภท เช่น</p>
<ul>
<li>ส่วนประกอบ</li>
<li>มีเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์หรือไม่</li>
<li>ปริมาณความชื้น</li>
<li>ค่า Aw</li>
<li>ค่า pH</li>
<li>กรรมวิธีการให้ความร้อน</li>
<li>ลักษณะภาชนะ</li>
<li>การปิดผนึก</li>
<li>วิธีการเก็บรักษา</li>
<li>พร้อมรับประทานหรือยังต้องนำไปปรุงต่อ</li>
</ul>
<p>การจัดประเภทผิดอาจทำให้เลือกคำขอผิด ใช้เอกสารไม่ครบ หรือกำหนดข้อมูลฉลากไม่ตรงกับกฎหมายที่ใช้บังคับ</p>
<h3>ขั้นตอนที่ 5 เตรียมสูตรและกรรมวิธีผลิต</h3>
<p>สูตรน้ำพริกต้องระบุส่วนประกอบให้ชัดเจน โดยควรแสดงวัตถุดิบและสัดส่วนให้สามารถตรวจสอบได้ ตัวอย่างข้อมูล เช่น</p>
<ul>
<li>พริก</li>
<li>กระเทียม</li>
<li>หอมแดง</li>
<li>น้ำตาล</li>
<li>เกลือ</li>
<li>น้ำมัน</li>
<li>กะปิ</li>
<li>ปลา</li>
<li>กุ้ง</li>
<li>เครื่องเทศ</li>
<li>วัตถุเจือปนอาหารที่ใช้</li>
</ul>
<p>รวมถึงต้องตรวจสอบว่า <a href="https://livilution.com/blog-fda/food-additive/" target="_blank" rel="noopener">วัตถุเจือปนอาหาร</a> ที่ใช้ได้รับอนุญาตให้ใช้ในอาหารประเภทนั้นหรือไม่ และปริมาณที่ใช้เป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่</p>
<p>ส่วนกรรมวิธีผลิตควรอธิบายตามกระบวนการจริง เช่น</p>
<p><strong>รับวัตถุดิบ → คัดเลือก → ล้าง → เตรียมวัตถุดิบ → บด/สับ → คั่วหรือทอด → ผสม → ให้ความร้อน → บรรจุ → ปิดฝา → ทำให้เย็น → ติดฉลาก → จัดเก็บ</strong></p>
<h3>ขั้นตอนที่ 6 เตรียมฉลากน้ำพริก</h3>
<p>ก่อนยื่นคำขอควรเตรียม<a href="https://livilution.com/blog-fda/%e0%b8%89%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3/" target="_blank" rel="noopener">ข้อมูลบนฉลาก</a>ให้สอดคล้องกับสูตรและรายละเอียดที่ยื่นต่อ อย. โดยข้อมูลบนฉลาก เช่น</p>
<ul>
<li>ชื่ออาหาร</li>
<li>เลขสารบบอาหาร</li>
<li>ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต</li>
<li>ปริมาณสุทธิ</li>
<li>ส่วนประกอบสำคัญ</li>
<li>ข้อมูลวัตถุเจือปนอาหารตามที่กฎหมายกำหนด</li>
<li>ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร หากมี</li>
<li>วันผลิต/วันหมดอายุ หรือควรบริโภคก่อน ตามหลักเกณฑ์</li>
<li>วิธีเก็บรักษา</li>
<li>คำเตือนหรือข้อความอื่นที่กฎหมายกำหนด หากมี</li>
</ul>
<p>ข้อมูลบนฉลากต้องตรงกับข้อมูลผลิตภัณฑ์จริง โดยเฉพาะ <strong>ชื่ออาหาร สูตรส่วนประกอบ และข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ </strong>ตัวอย่างเช่น น้ำพริกที่มี กุ้ง ปลา ถั่วเหลือง หรือส่วนประกอบอื่นที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ ต้องตรวจสอบข้อกำหนดการแสดงข้อมูลบนฉลากให้ครบถ้วน</p>
<h3>ขั้นตอนที่ 7 ยื่นขอเลขสารบบอาหารผ่าน e-Submission</h3>
<p>เมื่อข้อมูลพร้อมแล้ว จึงยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission โดยดำเนินการตามประเภทคำขอที่ผลิตภัณฑ์เข้าข่าย ได้แก่</p>
<ol>
<li>เข้าระบบด้วยบัญชีที่ได้รับสิทธิ์</li>
<li>เลือกสถานที่ผลิต</li>
<li>เลือกประเภทอาหาร</li>
<li>กรอกรายละเอียดผลิตภัณฑ์</li>
<li>ดาวน์โหลดแบบคำขอที่ระบบกำหนด หากมี</li>
<li>จัดเตรียมและลงนามเอกสาร</li>
<li>อัปโหลดเอกสารกลับเข้าสู่ระบบ</li>
<li>ส่งคำขอ</li>
<li>ตรวจสอบสถานะคำขอ</li>
<li>ชำระค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายตามที่ระบบออกคำสั่งชำระ</li>
<li>รอการตรวจสอบและพิจารณา</li>
<li>แก้ไขข้อมูลเพิ่มเติม หากเจ้าหน้าที่ร้องขอ</li>
<li>เมื่อได้รับอนุมัติ ดาวน์โหลดเอกสารหรือผลการอนุญาตจากระบบ</li>
</ol>
<p>หลังจากได้รับเลขสารบบอาหารแล้วจึงนำเลขดังกล่าวไปจัดทำฉลากจริงให้ถูกต้องก่อนวางจำหน่าย</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section6"></a>เอกสารที่ใช้ขอ อย. น้ำพริก มีอะไรบ้าง</span></h2>
<p>เอกสารจะแตกต่างกันตามรูปแบบผู้ประกอบการ สถานที่ผลิต และประเภทผลิตภัณฑ์ แต่สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม</p>
<h3>1. เอกสารเกี่ยวกับผู้ประกอบการ</h3>
<ul>
<li>สำเนาบัตรประชาชน</li>
<li>เอกสารทะเบียนบ้าน ตามกรณี</li>
<li>หนังสือรับรองนิติบุคคล กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน</li>
<li>เอกสารของผู้มีอำนาจลงนาม</li>
<li>หนังสือมอบอำนาจ หากมอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการ</li>
<li>เอกสารประกอบการเปิดสิทธิ์ระบบ e-Submission</li>
</ul>
<p>ควรตรวจสอบชื่อ ที่อยู่ และข้อมูลนิติบุคคลในเอกสารแต่ละฉบับให้ตรงกัน</p>
<h3>2. เอกสารเกี่ยวกับสถานที่ผลิตน้ำพริก</h3>
<ul>
<li>เอกสารแสดงสิทธิ์การใช้สถานที่</li>
<li>แผนที่ตั้งสถานที่ผลิต</li>
<li>แผนผังบริเวณสถานที่</li>
<li>แปลนภายในอาคาร</li>
<li>การแบ่งพื้นที่ผลิต</li>
<li>ตำแหน่งเครื่องมือและเครื่องจักร</li>
<li>รายการเครื่องจักรและกำลังแรงม้า</li>
<li>จำนวนคนงาน</li>
<li>รายละเอียดกระบวนการผลิต</li>
<li>ระบบน้ำที่ใช้ในการผลิต</li>
<li>ระบบระบายน้ำและกำจัดของเสีย</li>
<li>ข้อมูลการจัดเก็บวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป</li>
<li>เอกสารอื่นตามที่เจ้าหน้าที่หรือประเภทสถานที่กำหนด</li>
</ul>
<p>สถานที่จริงควรตรงกับแปลนและข้อมูลที่ยื่น เพราะเป็นข้อมูลสำคัญในการตรวจประเมิน GMP</p>
<h3>3. เอกสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์น้ำพริก</h3>
<ul>
<li>ชื่อผลิตภัณฑ์</li>
<li>ประเภทอาหาร</li>
<li>สูตรส่วนประกอบ</li>
<li>ปริมาณหรือร้อยละของส่วนประกอบ</li>
<li>รายละเอียดวัตถุดิบ</li>
<li>วัตถุเจือปนอาหารที่ใช้</li>
<li>กรรมวิธีการผลิต</li>
<li>รายละเอียดภาชนะบรรจุ</li>
<li>ขนาดบรรจุ</li>
<li>วิธีเก็บรักษา</li>
<li>อายุผลิตภัณฑ์</li>
<li>ข้อมูลฉลาก</li>
<li>ผลวิเคราะห์หรือเอกสารทางวิชาการตามกรณี</li>
<li>ค่า pH หรือ Aw หากจำเป็นต่อการจัดประเภทหรือควบคุมกระบวนการ</li>
<li>เอกสารอื่นตามประเภทอาหารที่ผลิตภัณฑ์เข้าข่าย</li>
</ul>
<p><strong>ข้อควรระวัง:</strong> น้ำพริกแต่ละสูตรอาจใช้เอกสารไม่เท่ากัน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อสัตว์ มีกรรมวิธีฆ่าเชื้อ หรือเข้าข่ายอาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section7"></a>ค่าใช้จ่ายในการขอ อย. น้ำพริก เท่าไหร่</span></h2>
<p>ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขอ อย. น้ำพริกไม่ควรมองเฉพาะค่าธรรมเนียมของผลิตภัณฑ์ เพราะหากผู้ประกอบการ <strong>ตั้งโรงงานหรือสถานที่ผลิตใหม่เอง</strong> จะมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมสถานที่ไปจนถึงการยื่นผลิตภัณฑ์ โดยสามารถแบ่งได้เป็น</p>
<table>
<thead>
<tr>
<th>รายการ</th>
<th>ค่าใช้จ่าย</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>การขออนุญาตสถานที่ผลิต</td>
<td>ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของสถานที่</td>
</tr>
<tr>
<td>การตรวจประเมินสถานที่/GMP</td>
<td>ขึ้นอยู่กับกรณีและช่องทางการตรวจ</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับใบอนุญาต</td>
<td>เป็นไปตามอัตราที่กฎหมายกำหนด</td>
</tr>
<tr>
<td>การยื่นขอเลขสารบบอาหาร</td>
<td>ขึ้นอยู่กับประเภทคำขอและประเภทอาหาร</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์</td>
<td>ขึ้นอยู่กับรายการทดสอบและห้องปฏิบัติการ</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าจัดทำหรือแก้ไขสถานที่</td>
<td>ขึ้นอยู่กับสภาพสถานที่จริง</td>
</tr>
<tr>
<td>ค่าจัดทำฉลาก/เอกสาร</td>
<td>ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของผู้ประกอบการ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ดังนั้น <strong>ค่าใช้จ่ายรวมของการขอ อย. น้ำพริกแต่ละรายอาจไม่เท่ากัน</strong> โดยผู้ที่มีสถานที่ผลิตที่ได้รับอนุญาตอยู่แล้วจะมีขั้นตอนและต้นทุนแตกต่างจากผู้ที่ต้องเริ่มขออนุญาตสถานที่ผลิตใหม่ทั้งหมด</p>
<p>เช่นเดียวกับกรณีจ้างโรงงาน OEM ที่มีใบอนุญาตและมาตรฐานการผลิตเรียบร้อยแล้ว ผู้ประกอบการอาจไม่ต้องลงทุนจัดทำสถานที่ผลิตเอง แต่ยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการพัฒนาสูตร การผลิต การตรวจวิเคราะห์ ฉลาก และการยื่นผลิตภัณฑ์ตามเงื่อนไขของโรงงาน</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section8"></a>จ้างโรงงาน OEM ผลิตน้ำพริก ต้องขอ อย. เองไหม</span></h2>
<p>สำหรับเจ้าของแบรนด์ที่ไม่มีโรงงานผลิตน้ำพริกเอง อีกทางเลือกหนึ่งคือการ <strong>จ้างโรงงาน OEM ผลิตน้ำพริก </strong>กรณีนี้สถานที่ผลิตที่ใช้ยื่นจะเป็นโรงงานที่รับผลิต ซึ่งโรงงานควรมีใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารและผ่านมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับอาหารประเภทนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำเลข อย. ของสินค้ารายอื่นในโรงงานมาใช้กับแบรนด์ใหม่ได้ทันที ต้องตรวจสอบรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ เช่น</p>
<ul>
<li>สูตรเดียวกันหรือไม่</li>
<li>ชื่ออาหาร</li>
<li>ผู้รับอนุญาต</li>
<li>ผู้ผลิต</li>
<li>ลักษณะผลิตภัณฑ์</li>
<li>ประเภทอาหาร</li>
<li>รายละเอียดการยื่นเลขสารบบอาหาร</li>
</ul>
<p>ก่อนผลิตสินค้า เจ้าของแบรนด์จึงควรตกลงกับโรงงานให้ชัดเจนว่า <strong>ใครเป็นผู้ดำเนินการขอเลขสารบบอาหาร ใครเป็นผู้ถือเลข และชื่อใดจะแสดงบนฉลาก</strong></p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section9"></a>ทำน้ำพริกที่บ้านขายออนไลน์ ต้องขอ อย. ไหม</span></h2>
<p><strong>ทำน้ำพริกที่บ้านขายออนไลน์ หากเป็นน้ำพริกพร้อมบริโภคที่บรรจุใส่กระปุก ขวด หรือภาชนะเพื่อจำหน่ายแก่ผู้บริโภค โดยทั่วไปต้องขอเลขสารบบอาหาร หรือเลข อย.</strong> แม้จะผลิตในครัวที่บ้านและขายผ่าน Facebook, TikTok, LINE หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ก็ตาม เพราะช่องทางการขายไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ได้รับยกเว้นจากกฎหมายอาหาร โดย อย. ระบุว่าอาหารพร้อมบริโภคที่ผลิตและบรรจุในภาชนะเพื่อจำหน่ายแก่ผู้บริโภคต้องขอเลขสารบบอาหาร และสถานที่ผลิตต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ GMP 420 ที่เกี่ยวข้องด้วย</p>
<p>การขอ อย. น้ำพริกให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จึงต้องดูมากกว่าแค่การยื่นขอเลขสารบบอาหาร แต่ควรตรวจสอบให้ครบทั้งประเภทอาหาร สูตรส่วนประกอบ กรรมวิธีการผลิต สถานที่ผลิต และฉลาก เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ อย. และลดปัญหาการแก้ไขเอกสารภายหลัง หากผู้ประกอบการไม่แน่ใจว่าน้ำพริกของตนเองเข้าข่ายอาหารประเภทใด ต้องเตรียมเอกสารอะไร หรือควรเริ่มดำเนินการจากขั้นตอนไหน <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> บริการรับจด อย. อาหาร พร้อมช่วยตรวจสอบและให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมเอกสารจนถึงยื่นขอเลข อย. เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> ปรึกษาฟรี</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/chili-paste/">ขั้นตอนการขอ อย. น้ำพริก ใช้เอกสารอะไร ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/chili-paste/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อัปเดต! ผลิตน้ำมะพร้าวขาย ขอ อย. อย่างไร ต้องแจ้งข้อมูลอะไรบ้าง</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/coconut-water/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/coconut-water/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 09:26:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขั้นตอนการขอ อย.]]></category>
		<category><![CDATA[จดอย.]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมะพร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรฐานอย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1774</guid>

					<description><![CDATA[<p>น้ำมะพร้าว ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายต้องขอ อย. และหากรับซื้อถึงเกณฑ์ที่กำหนด ต้องแจ้งราคา ปริมาณ และสถานที่เก็บสินค้า ภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป ตามมาตรการสินค้าควบคุมที่มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/coconut-water/">อัปเดต! ผลิตน้ำมะพร้าวขาย ขอ อย. อย่างไร ต้องแจ้งข้อมูลอะไรบ้าง</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากต้องการ <strong>ผลิตน้ำมะพร้าวบรรจุขวดขาย</strong> ผู้ประกอบการไม่เพียงต้องดำเนินการขออนุญาตด้านอาหารกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ถูกต้อง แต่ตั้งแต่วันที่ <strong>1 กรกฎาคม 2569</strong> เป็นต้นมา “มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์” ยังถูกกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุม ทำให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มจากน้ำมะพร้าวที่มีปริมาณรับซื้อถึงเกณฑ์ ต้องจัดทำบัญชีและแจ้งข้อมูลด้านราคา ปริมาณ และสถานที่เก็บสินค้าเพิ่มเติมด้วย บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> จึงสรุปให้ครบว่า ผลิตน้ำมะพร้าวขายต้องขอ อย. อย่างไร ใครบ้างที่ต้องแจ้งข้อมูล ต้องแจ้งอะไร และมีเกณฑ์ปริมาณเท่าไหร่ที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนเริ่มผลิตและจำหน่าย</p>
<hr />
<p><strong>สรุปแบบสั้นๆ</strong></p>
<ul>
<li>น้ำมะพร้าวและมะพร้าวผลอ่อนถูกกำหนดให้เป็น <strong>สินค้าควบคุม</strong> ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569</li>
<li>ผู้ผลิตเครื่องดื่มจากน้ำมะพร้าวที่ได้รับอนุญาตจาก อย. หากมีปริมาณรับซื้อถึงเกณฑ์ที่กำหนด จะต้องแจ้งข้อมูลต่อกรมการค้าภายใน</li>
<li>หากรับซื้อ <strong>น้ำมะพร้าวตั้งแต่ 4 ตัน/วัน หรือ 120 ตัน/เดือน</strong> ต้องแจ้งข้อมูล</li>
<li>หากรับซื้อ <strong>มะพร้าวผลอ่อนตั้งแต่ 10,000 ลูก/วัน หรือ 300,000 ลูก/เดือน</strong> ต้องแจ้งข้อมูล</li>
<li>ข้อมูลที่ต้องแจ้ง ได้แก่ <strong>ราคารับซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณรับซื้อ ปริมาณจำหน่าย ปริมาณการใช้ ปริมาณคงเหลือ และสถานที่เก็บสินค้า</strong></li>
<li>ต้องจัดทำบัญชีสินค้าเป็นรายวัน และแจ้งข้อมูล <strong>ภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป</strong></li>
<li>หากเพิ่งมีปริมาณรับซื้อถึงเกณฑ์ ต้องแจ้งข้อมูล <strong>ภายใน 15 วันนับจากวันที่เข้าเกณฑ์</strong></li>
<li>หากเปลี่ยนสถานที่เก็บสินค้า ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลง <strong>ภายใน 7 วัน</strong></li>
</ul>
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li>ผลิตน้ำมะพร้าวขาย ทำไมต้องขอ อย.</li>
<li>ขั้นตอนขอ อย. น้ำมะพร้าว ต้องทำอย่างไร</li>
<li>มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ถูกกำหนดเป็นสินค้าควบคุม</li>
<li>ผู้ผลิตน้ำมะพร้าวแบบไหน ต้องแจ้งข้อมูล</li>
<li>ผลิตน้ำมะพร้าว ต้องแจ้งข้อมูลอะไรบ้าง</li>
<li>ต้องรายงานข้อมูลเมื่อไหร่</li>
<li>แจ้งข้อมูลน้ำมะพร้าวได้ที่ไหน</li>
<li>ผลิตน้ำมะพร้าวขาย ต้องเตรียมตัวอย่างไร</li>
<li>ถ้าไม่แจ้งข้อมูล มีโทษหรือไม่</li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;">ผลิตน้ำมะพร้าวขาย ทำไมต้องขอ อย. </span></h2>
<p>น้ำมะพร้าวที่ผ่านกระบวนการผลิตและบรรจุในภาชนะเพื่อจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ผู้ประกอบการจึงต้องดำเนินการด้านการอนุญาตอาหารกับ อย. ให้ถูกต้องก่อนวางจำหน่าย โดยต้องพิจารณาทั้ง <strong>สถานที่ผลิต กระบวนการผลิต สูตรผลิตภัณฑ์ คุณภาพมาตรฐาน ฉลาก และการขอเลขสารบบอาหาร</strong> ตามประเภทของผลิตภัณฑ์</p>
<p>สำหรับผู้ที่ผลิตเอง จะต้องมีสถานที่ผลิตอาหารที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ส่วนผู้ประกอบการที่จ้างโรงงาน OEM ผลิต ควรตรวจสอบว่าโรงงานมีใบอนุญาตและมาตรฐานการผลิตที่รองรับผลิตภัณฑ์นั้น ก่อนดำเนินการยื่นขอเลขสารบบอาหารในชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องตามรูปแบบธุรกิจ</p>
<p>ทั้งนี้ รายละเอียดและประเภทการยื่นกับ อย. อาจแตกต่างกันตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำมะพร้าว 100% น้ำมะพร้าวที่มีการเติมน้ำตาล หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำมะพร้าวเป็นส่วนประกอบ จึงควรตรวจสอบสูตรและประเภทอาหารก่อนยื่นคำขอ</p>
<h2><span style="color: #238f9c;">ขั้นตอนขอ อย. น้ำมะพร้าว ต้องทำอย่างไร</span></h2>
<p>การผลิตน้ำมะพร้าวบรรจุขวดหรือบรรจุภาชนะเพื่อจำหน่าย สามารถเตรียมดำเนินการโดยแบ่งเป็นขั้นตอนสำคัญ ได้แก่</p>
<ol>
<li><strong>ตรวจสอบประเภทของผลิตภัณฑ์</strong> ว่าน้ำมะพร้าวที่ต้องการจำหน่ายจัดอยู่ในอาหารประเภทใดตามหลักเกณฑ์ของ อย.</li>
<li><strong>ขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร</strong> หรือเลือกใช้โรงงาน OEM ที่มีใบอนุญาตและมาตรฐานการผลิตที่ถูกต้อง</li>
<li><strong>จัดเตรียมรายละเอียดผลิตภัณฑ์</strong> เช่น สูตร ส่วนประกอบ กรรมวิธีการผลิต ภาชนะบรรจุ และรายละเอียดฉลาก</li>
<li><strong>ยื่นขอเลขสารบบอาหาร (เลข อย.)</strong> ตามประเภทและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง</li>
<li><strong>จัดทำฉลากสินค้าให้ถูกต้อง</strong> ก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกวางจำหน่าย</li>
</ol>
<p>หากมีหลายสูตร เช่น น้ำมะพร้าว 100% น้ำมะพร้าวผสมเนื้อมะพร้าว หรือน้ำมะพร้าวปรุงแต่ง ควรตรวจสอบแต่ละสูตรแยกกัน เนื่องจากรายละเอียดส่วนประกอบอาจส่งผลต่อการจัดประเภทและข้อกำหนดในการยื่นขอ อย.</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><strong>มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ถูกกำหนดเป็นสินค้าควบคุม</strong></span></h2>
<p>นอกจากเรื่องการขอ อย. แล้ว ปัจจุบัน <strong>มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ถูกกำหนดเป็นสินค้าควบคุม</strong> ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2569 และมีประกาศกำหนดมาตรการให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มต้องแจ้งข้อมูลต่อกรมการค้าภายใน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ <strong>1 กรกฎาคม 2569</strong> เป็นต้นไป สำหรับ <strong>ผู้ผลิตเครื่องดื่มจากน้ำมะพร้าวที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา</strong> หากมีปริมาณการรับซื้อน้ำมะพร้าวถึงเกณฑ์ที่กำหนด จะต้องดำเนินการแจ้งข้อมูล แม้ว่าจะรับซื้อมาเพื่อผลิตเป็นเครื่องดื่มก็ตาม</p>
<h2><span style="color: #238f9c;">ผู้ผลิตน้ำมะพร้าวแบบไหน ต้องแจ้งข้อมูล</span></h2>
<p>ไม่ได้หมายความว่าผู้ผลิตน้ำมะพร้าวทุกรายจะต้องรายงาน แต่ประกาศกำหนดเกณฑ์ตามปริมาณการรับซื้อ ดังนี้</p>
<table>
<thead>
<tr>
<th>สินค้าที่รับซื้อ</th>
<th>เกณฑ์ที่ต้องแจ้งข้อมูล</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>มะพร้าวผลอ่อน</td>
<td>รับซื้อตั้งแต่ <strong>10,000 ลูก/วัน</strong> หรือ <strong>300,000 ลูก/เดือน</strong></td>
</tr>
<tr>
<td>น้ำมะพร้าว</td>
<td>รับซื้อตั้งแต่ <strong>4 ตัน/วัน</strong> หรือ <strong>120 ตัน/เดือน</strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ดังนั้น โรงงานหรือผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำมะพร้าวที่ได้รับอนุญาตจาก อย. และมีปริมาณการรับซื้อถึงเกณฑ์ดังกล่าว จะเข้าข่ายต้องดำเนินการตามมาตรการนี้</p>
<p>ตัวอย่างเช่น หากโรงงานรับซื้อน้ำมะพร้าวจากผู้จำหน่ายประมาณ <strong>5 ตันต่อวัน</strong> เพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำมะพร้าวบรรจุขวด โรงงานจะเข้าเกณฑ์ตั้งแต่ 4 ตันต่อวัน จึงต้องจัดทำบัญชีและแจ้งข้อมูลตามที่ประกาศกำหนด</p>
<h2><span style="color: #238f9c;">ผลิตน้ำมะพร้าว ต้องแจ้งข้อมูลอะไรบ้าง</span></h2>
<p>ผู้ประกอบการที่เข้าเกณฑ์ต้องจัดทำบัญชีสินค้าเป็น <strong>รายวัน</strong> โดยข้อมูลสำคัญที่ต้องจัดเก็บและแจ้ง ได้แก่</p>
<ul>
<li><strong>ราคารับซื้อ</strong></li>
<li><strong>ราคาจำหน่าย</strong></li>
<li><strong>ปริมาณรับซื้อ</strong></li>
<li><strong>ปริมาณจำหน่าย</strong></li>
<li><strong>ปริมาณการใช้</strong></li>
<li><strong>ปริมาณคงเหลือ</strong></li>
<li><strong>สถานที่เก็บสินค้า</strong></li>
</ul>
<p>บัญชีดังกล่าวต้องลงรายการตั้งแต่วันที่มีการซื้อหรือจำหน่ายในแต่ละครั้ง และต้องเก็บบัญชีพร้อมหลักฐานการได้มาและการจำหน่ายไว้ ณ สถานที่เก็บสินค้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้</p>
<p>หากมีการ <strong>เปลี่ยนแปลงสถานที่เก็บสินค้า</strong> ผู้ประกอบการต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้ทราบ <strong>ภายใน 7 วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง</strong></p>
<h2><span style="color: #238f9c;">ต้องรายงานข้อมูลน้ำมะพร้าวเมื่อไหร่</span></h2>
<p>ประกาศแบ่งการแจ้งข้อมูลออกเป็น 2 กรณี</p>
<h3>รายงานข้อมูลประจำเดือน</h3>
<p>ผู้ประกอบการที่เข้าเกณฑ์ต้องแจ้งข้อมูล <strong>ภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป</strong> เพื่อรายงานข้อมูลของเดือนที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น ข้อมูลการรับซื้อ การจำหน่าย การใช้ และสินค้าคงเหลือของเดือนกรกฎาคม จะต้องดำเนินการแจ้งภายในวันที่ 5 สิงหาคม</p>
<h3>รายงานข้อมูลกรณีเริ่มเข้าเกณฑ์ภายหลัง</h3>
<p>หากเดิมผู้ประกอบการมีปริมาณการรับซื้อไม่ถึงเกณฑ์ แต่ภายหลังปริมาณเพิ่มขึ้นจนเข้าเกณฑ์ จะต้องดำเนินการแจ้ง <strong>ภายใน 15 วันหลังจากวันที่เริ่มเข้าเกณฑ์</strong></p>
<h2><span style="color: #238f9c;">แจ้งข้อมูลน้ำมะพร้าวได้ที่ไหน</span></h2>
<p>การแจ้งข้อมูลสามารถดำเนินการได้หลายช่องทาง ได้แก่ <strong>ยื่นด้วยตนเอง ส่งทางไปรษณีย์ โทรสาร หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email)</strong> รวมถึงช่องทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งสำหรับสถานที่แจ้ง แบ่งตามภูมิลำเนาของผู้ประกอบการ ได้แก่</p>
<ul>
<li><strong>กรุงเทพมหานครและนนทบุรี </strong>แจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์</li>
<li><strong>จังหวัดอื่นๆ </strong>แจ้งต่อสำนักงานพาณิชย์จังหวัดแห่งท้องที่นั้น</li>
</ul>
<p>หลักเกณฑ์การแจ้งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อ้างอิงตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2551</p>
<h2><span style="color: #238f9c;">ผลิตน้ำมะพร้าวขาย ต้องเตรียมตัวอย่างไร</span></h2>
<p>สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มธุรกิจน้ำมะพร้าวบรรจุขวดหรือเครื่องดื่มจากน้ำมะพร้าว ควรแยกการเตรียมความพร้อมออกเป็น 2 ส่วน คือ <strong>เรื่อง อย.</strong> และ <strong>เรื่องการแจ้งข้อมูลสินค้าควบคุม</strong></p>
<p>ในด้าน อย. ควรตรวจสอบประเภทอาหาร สูตรผลิตภัณฑ์ สถานที่ผลิต กระบวนการผลิต ฉลาก และการขอเลขสารบบอาหารให้ครบถ้วนก่อนจำหน่าย ขณะเดียวกัน หากธุรกิจมีการรับซื้อมะพร้าวผลอ่อนหรือน้ำมะพร้าวในปริมาณสูง ควรตรวจสอบว่าเข้าเกณฑ์ <strong>10,000 ลูก/วัน หรือ 300,000 ลูก/เดือน สำหรับมะพร้าวผลอ่อน และ 4 ตัน/วัน หรือ 120 ตัน/เดือน สำหรับน้ำมะพร้าว</strong> หรือไม่ เพราะหากถึงเกณฑ์จะมีหน้าที่จัดทำบัญชีและรายงานข้อมูลเพิ่มเติมตามประกาศ</p>
<p>การเตรียมระบบเก็บข้อมูลการซื้อ การขาย การใช้ สินค้าคงเหลือ และสถานที่จัดเก็บตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรายงานข้อมูลได้ครบถ้วนตามกำหนด และลดความเสี่ยงจากการดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมาย</p>
<h2><span style="color: #238f9c;">ไม่แจ้งข้อมูลน้ำมะพร้าว มีโทษหรือไม่</span></h2>
<p>ผู้ประกอบการที่อยู่ในเกณฑ์แต่ไม่ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ <strong>มีโทษตามกฎหมาย</strong> ดังนั้น นอกจากการขอ อย. ให้ผลิตภัณฑ์พร้อมจำหน่ายแล้ว ผู้ผลิตน้ำมะพร้าวควรตรวจสอบหน้าที่ด้านการรายงานข้อมูลควบคู่กัน โดยเฉพาะโรงงานที่มีปริมาณการรับซื้อวัตถุดิบสูง</p>
<p>หากกำลังวางแผนผลิตน้ำมะพร้าวเพื่อจำหน่าย การเตรียมเรื่องสถานที่ผลิต ผลิตภัณฑ์ ฉลาก และเอกสารสำหรับยื่นขอ อย. ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ขั้นตอนดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมลดปัญหาจากเอกสารหรือรายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่ไม่ครบถ้วน Livilution บริการรับจด อย. พร้อมให้คำปรึกษา ตั้งแต่ตรวจสอบประเภทผลิตภัณฑ์ เตรียมเอกสาร ไปจนถึงดำเนินการยื่นขออนุญาต สนใจสามารถ กรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR" target="_blank" rel="noopener">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรี</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/coconut-water/">อัปเดต! ผลิตน้ำมะพร้าวขาย ขอ อย. อย่างไร ต้องแจ้งข้อมูลอะไรบ้าง</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/coconut-water/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มาตรฐานการผลิตนมแพะและนมแพะปรุงแต่ง ให้ผ่าน อย. ตามประกาศฯ ฉบับที่ 470 พ.ศ. 2569</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/goat-milk/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/goat-milk/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 08:04:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[นมแพะ]]></category>
		<category><![CDATA[ประกาศกระทรวงสาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรฐานอย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.นม]]></category>
		<category><![CDATA[อย.อาหาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1746</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอ อย. นมแพะ ต้องเป็นไปตามประกาศฯ ฉบับที่ 470 พ.ศ. 2569 ที่กำหนดมาตรฐานสำหรับนมแพะและนมแพะปรุงแต่ง ตั้งแต่ประเภทผลิตภัณฑ์ กรรมวิธีฆ่าเชื้อ คุณภาพและส่วนประกอบ จุลินทรีย์และสารปนเปื้อน ไปจนถึงภาชนะบรรจุและการแสดงฉลาก</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/goat-milk/">มาตรฐานการผลิตนมแพะและนมแพะปรุงแต่ง ให้ผ่าน อย. ตามประกาศฯ ฉบับที่ 470 พ.ศ. 2569</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>นมแพะและนมแพะปรุงแต่ง มีมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องรู้</strong> หลังประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 470) พ.ศ. 2569 กำหนดให้นมแพะและนมแพะปรุงแต่งเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน พร้อมกำหนดรายละเอียดตั้งแต่กรรมวิธีฆ่าเชื้อ คุณภาพผลิตภัณฑ์ จุลินทรีย์ สารปนเปื้อน ไปจนถึงการแสดงฉลาก ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ผลิตและผู้นำเข้า ในบทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> สรุปข้อกำหนดสำคัญจากประกาศฉบับใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจและเตรียมผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และดำเนินการ <a href="https://livilution.com/fda-registration/" target="_blank" rel="noopener">ขอ อย.</a> ผลิตภัณฑ์นมแพะได้อย่างราบรื่น</p>
<hr />
<p><strong>สรุปแบบสั้นๆ</strong></p>
<ul>
<li>ประกาศฯ ฉบับที่ 470 พ.ศ. 2569 กำหนดคุณภาพและมาตรฐานสำหรับนมแพะ นมแพะคืนรูป นมแพะปรุงแต่ง และนมแพะคืนรูปปรุงแต่ง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 5 สิงหาคม 2569</li>
<li>นมแพะชนิดเหลวต้องผ่านการฆ่าเชื้อ เช่น พาสเจอร์ไรส์ สเตอริไลส์ หรือ UHT และต้องผ่านเกณฑ์ด้านส่วนประกอบและจุลินทรีย์ตามที่กำหนด</li>
<li>นมแพะต้องมีเนื้อนมไม่รวมมันเนย ≥ 7.5% และโปรตีนนม ≥ 2.8% ส่วนนมแพะปรุงแต่งต้องมี ≥ 7% และ ≥ 2.6% ตามลำดับ</li>
<li>นมแพะจะต้องมีการควบคุมความปลอดภัย ตั้งแต่ E. coli และจำนวนแบคทีเรีย รวมถึงสารปนเปื้อน จุลินทรีย์ก่อโรค ยาสัตว์ตกค้าง สารพิษตกค้าง และวัตถุเจือปนอาหาร</li>
<li>ภาชนะบรรจุนมแพะต้องมีคุณภาพและมาตรฐานตามกฎหมาย และมีกรรมวิธีผลิตที่เหมาะกับอุณหภูมิหรือกระบวนการฆ่าเชื้อ</li>
<li>ฉลากต้องระบุประเภทผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน เช่น “นมแพะ” หรือ “นมแพะปรุงแต่ง” และผลิตภัณฑ์ชนิดเหลวต้องระบุกรรมวิธีฆ่าเชื้อ เช่น “พาสเจอร์ไรส์” “สเตอริไลส์” หรือ “ยู เอช ที”</li>
<li>ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารายเดิมมีเวลาปรับตัว 2 ปี นับจากวันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ ส่วนผู้ประกอบการที่ต้องการขอ อย. นมแพะ ควรตรวจสอบสูตร กระบวนการผลิต มาตรฐาน ภาชนะบรรจุ และฉลากให้ครบก่อนยื่นคำขอ</li>
</ul>
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">ประกาศฯ ฉบับที่ 470 พ.ศ. 2569 คืออะไร?</a></li>
<li><a href="#section2">นิยามของนมแพะและนมแพะปรุงแต่งตามประกาศ</a></li>
<li><a href="#section3">นมแพะต้องผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อแบบใด</a></li>
<li><a href="#section4">คุณภาพหรือมาตรฐานของนมแพะ</a></li>
<li><a href="#section5">คุณภาพหรือมาตรฐานของนมแพะชนิดผง</a></li>
<li><a href="#section6">คุณภาพหรือมาตรฐานของนมแพะปรุงแต่ง</a></li>
<li><a href="#section7">คุณภาพหรือมาตรฐานของนมแพะปรุงแต่งชนิดแห้ง</a></li>
<li><a href="#section8">สารปนเปื้อนและจุลินทรีย์ในนมแพะต้องควบคุมอย่างไร</a></li>
<li><a href="#section9">ภาชนะบรรจุนมแพะต้องเป็นแบบไหน</a></li>
<li><a href="#section10">ฉลากนมแพะต้องแสดงข้อความอะไรบ้าง</a></li>
<li><a href="#section11">ผู้ประกอบการนมแพะรายเก่าต้องทำอย่างไร</a></li>
<li><a href="#section12">ต้องการขอ อย. นมแพะ ควรเตรียมตัวอย่างไร</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>ประกาศฯ ฉบับที่ 470 พ.ศ. 2569 คืออะไร</span></h2>
<p><a href="https://food.fda.moph.go.th/media.php?id=925633163072512000&amp;name=P470.pdf" target="_blank" rel="noopener">ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 470) พ.ศ. 2569</a> คือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เรื่อง นมแพะและนมแพะปรุงแต่ง เพื่อกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมแพงและนมแพะปรุงแต่งสำหรับการบริโภค รวมถึงการแสดงฉลากให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งนี้เป็นกฎหมายด้านอาหารที่ประกาศและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป และควบคุมดูแลโดย ⁠กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>นิยามของนมแพะและนมแพะปรุงแต่งตามประกาศ</span></h2>
<p>ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 470) พ.ศ. 2569 กำหนดนิยามของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับนมแพะไว้หลายประเภท ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>นมแพะ </strong>คือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำนมแพะที่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อ และอาจมีการแยกหรือเติมมันเนย หรือปรับปริมาณเนื้อนมด้วยนมแพะผง</li>
<li><strong>นมแพะคืนรูป </strong>คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำนมแพะผงมาคืนรูป เพื่อให้มีคุณภาพหรือมาตรฐานเทียบเท่านมแพะ</li>
<li><strong>นมแพะปรุงแต่ง </strong>คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำนมแพะ ผ่านกรรมวิธีการผลิตและปรุงแต่ง โดยสามารถเติมกลิ่น รส หรือวัตถุอื่นที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้</li>
<li><strong>นมแพะคืนรูปปรุงแต่ง </strong>คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำนมแพะผงมาคืนรูปและปรุงแต่ง เพื่อให้มีคุณภาพหรือมาตรฐานเทียบเท่านมแพะปรุงแต่ง</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>นมแพะต้องผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อแบบใด</span></h2>
<p>นมแพะและนมแพะปรุงแต่งชนิดเหลวต้องผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้ออย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อควบคุมความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ โดยประกาศกำหนดกรรมวิธี ได้แก่</p>
<h3>1. พาสเจอร์ไรส์ (Pasteurization)</h3>
<p>สินค้านมแพะที่ผ่านการพาสเจอร์ไรศ์จะต้องฆ่าเชื้อด้วยความร้อนเพื่อลดปริมาณจุลินทรีย์ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยเข้าข่ายการกำหนดอุณหภูมิข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>อุณหภูมิไม่น้อยกว่า 63 องศาเซลเซียส เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาที แล้วทำให้เย็นลงทันที ที่ 5 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่า</li>
<li>อุณหภูมิไม่น้อยกว่า 72 องศาเซลเซียส เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วินาที แล้วทำให้เย็นลงทันที ที่ 5 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่า</li>
</ul>
<h3>2. สเตอริไลส์ (Sterilization)</h3>
<p>สินค้านมแพะที่ผ่านการสเตอริไลส์เป็นกรรมวิธีฆ่าเชื้อในนมแพะหลังจากบรรจุในภาชนะที่ปิดสนิทด้วยความร้อน โดยต้องให้ผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับ Commercial Sterilization และผ่านกรรมวิธีที่ทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน</p>
<h3>3. ยูเอชที (UHT)</h3>
<p>สินค้านมแพะที่ผ่านการฆ่าเชื้อแบบ UHT คือใช้ระบบการผลิตและการบรรจุแบบปลอดเชื้อ หรือ Aseptic Processing and Aseptic Packaging Systems และผ่านกรรมวิธีที่ทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน</p>
<p>นอกจากนี้ ยังสามารถใช้กรรมวิธีฆ่าเชื้ออื่นที่มีมาตรฐานเทียบเท่ากับกรรมวิธีข้างต้นได้ตามที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section4"></a>คุณภาพหรือมาตรฐานของนมแพะ</span></h2>
<p>นมแพะที่ถูกจำหน่ายต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่ประกาศกำหนด ดังนี้</p>
<ul>
<li>มีกลิ่นรสตามลักษณะเฉพาะของน้ำนมแพะ</li>
<li>ปราศจากสิ่งแปลกปลอมและการปลอมปน</li>
<li>ไม่มีน้ำนมเหลืองเจือปน</li>
<li>มีลักษณะเหลวเป็นเนื้อเดียวกัน</li>
<li>มีเนื้อนมไม่รวมมันเนย ไม่น้อยกว่า 7.5% ของน้ำหนัก</li>
<li>มีโปรตีนในนมไม่น้อยกว่า 2.8% ของน้ำหนัก</li>
<li>ตรวจไม่พบแบคทีเรีย E. coli (Escherichia coli) ใน 0.1 มิลลิลิตร</li>
<li>นมแพะพาสเจอร์ไรส์ ตรวจพบแบคทีเรียได้ไม่เกิน 50,000 ใน 1 มิลลิลิตร</li>
<li>นมแพะสเตอริไลส์และนมแพะยูเอชที ต้องตรวจไม่พบแบคทีเรียใน 0.1 มิลลิลิตร</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section5"></a>คุณภาพหรือมาตรฐานของนมแพะชนิดผง</span></h2>
<p>สำหรับ <strong>นมแพะผง</strong> ประกาศกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานไว้ ดังนี้</p>
<ul>
<li>มีกลิ่นรสตามลักษณะเฉพาะของนมแพะ</li>
<li>ปราศจากสิ่งแปลกปลอมและการปลอมปน</li>
<li>มีลักษณะเป็นผงและไม่เกาะเป็นก้อน</li>
<li>มีความชื้นไม่เกิน 5% ของน้ำหนัก</li>
<li>มีโปรตีนนมในเนื้อนมไม่รวมมันเนยไม่น้อยกว่า 34% ของน้ำหนัก</li>
<li>ตรวจไม่พบแบคทีเรีย E. coli (Escherichia coli) ใน 0.1 กรัม</li>
<li>ตรวจพบแบคทีเรียได้ไม่เกิน 50,000 ใน 1 กรัม</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section6"></a>คุณภาพหรือมาตรฐานของนมแพะปรุงแต่ง</span></h2>
<p>นมแพะปรุงแต่งต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานที่เป็นไปตามเกณฑ์ดังนี้</p>
<ul>
<li>มีกลิ่นรสตามลักษณะเฉพาะของนมแพะปรุงแต่งชนิดนั้น</li>
<li>ปราศจากสิ่งแปลกปลอมและการปลอมปน</li>
<li>ไม่มีน้ำนมเหลืองเจือปน</li>
<li>มีเนื้อนมไม่น้อยกว่า 7% ของน้ำหนัก</li>
<li>มีโปรตีนนมไม่น้อยกว่า 2.6% ของน้ำหนัก</li>
<li>ตรวจไม่พบแบคทีเรีย E. coli (Escherichia coli) ใน 0.1 มิลลิลิตร</li>
<li>นมแพะปรุงแต่งพาสเจอร์ไรส์ ตรวจพบแบคทีเรียได้ไม่เกิน 50,000 ใน 1 มิลลิลิตร</li>
<li>นมแพะปรุงแต่งสเตอริไลส์และยูเอชที ต้องตรวจไม่พบแบคทีเรียใน 0.1 มิลลิลิตร</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section7"></a>คุณภาพหรือมาตรฐานของนมแพะปรุงแต่งชนิดแห้ง</span></h2>
<p>สำหรับ <strong>นมแพะปรุงแต่งชนิดแห้ง</strong> ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังนี้</p>
<ul>
<li>มีกลิ่นรสตามลักษณะเฉพาะของนมแพะปรุงแต่งชนิดนั้น</li>
<li>ปราศจากสิ่งแปลกปลอมและการปลอมปน</li>
<li>มีลักษณะเป็นผง ไม่เกาะเป็นก้อน</li>
<li>มีความชื้นไม่เกิน <strong>5% ของน้ำหนัก</strong></li>
<li>เมื่ออยู่ในสภาพพร้อมบริโภคตามวิธีละลายที่ระบุบนฉลาก ต้องมีเนื้อนมไม่รวมมันเนยไม่น้อยกว่า <strong>7% ของน้ำหนัก</strong></li>
<li>เมื่ออยู่ในสภาพพร้อมบริโภคตามวิธีละลายที่ระบุบนฉลาก ต้องมีโปรตีนนมไม่น้อยกว่า <strong>2.6% ของน้ำหนัก</strong></li>
<li>ตรวจไม่พบแบคทีเรีย <strong>E. coli (Escherichia coli)</strong> ใน 0.1 กรัม</li>
<li>ตรวจพบแบคทีเรียได้ไม่เกิน <strong>100,000 ใน 1 กรัม</strong></li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section8"></a>สารปนเปื้อนและจุลินทรีย์ในนมแพะต้องควบคุมอย่างไร</span></h2>
<p>นอกจากคุณภาพและองค์ประกอบของนมแล้ว <strong>นมแพะและนมแพะปรุงแต่ง</strong> ยังต้องควบคุมสารปนเปื้อน จุลินทรีย์ ยาสัตว์ตกค้าง สารพิษตกค้าง และวัตถุเจือปนอาหาร โดยต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>สารปนเปื้อน</strong> ต้องไม่เกินค่าปริมาณสูงสุด (Maximum Level: ML) ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยมาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน โดยสารที่เกี่ยวข้องกับน้ำนมโดยตรง เช่น <strong>อะฟลาทอกซิน M1 (Aflatoxin M1)</strong> กำหนดใน “น้ำนม” ไม่เกิน <strong>0.5 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม</strong> ส่วนสารปนเปื้อนอื่นต้องพิจารณาตามประเภทอาหารและวัตถุดิบเป็นรายกรณี หากไม่มีค่าเฉพาะ กฎหมายมีหลักเกณฑ์สำหรับการพิจารณาค่า ML ของอาหารอื่น เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู และดีบุกด้วย</li>
<li><strong>จุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค</strong> นอกจากเกณฑ์ E. coli และจำนวนแบคทีเรียที่กำหนดไว้โดยตรงในประกาศฯ ฉบับที่ 470 แล้ว ยังต้องเป็นไปตามประกาศฯ ฉบับที่ 416 พ.ศ. 2563 โดยผลิตภัณฑ์นมอาจต้องพิจารณาเชื้อสำคัญ เช่น <strong>Salmonella spp., Staphylococcus aureus, Bacillus cereus และ Listeria monocytogenes</strong> ตามชนิดผลิตภัณฑ์และกรรมวิธีผลิต เช่น ผลิตภัณฑ์พาสเจอร์ไรส์มีรายการเชื้อที่ต้องควบคุมแตกต่างจาก UHT/Sterilized และผลิตภัณฑ์ชนิดแห้ง</li>
<li><strong>ยาสัตว์ตกค้าง</strong> เนื่องจากน้ำนมแพะเป็นผลิตผลจากสัตว์ จึงต้องควบคุมยาสัตว์ที่อาจตกค้างในน้ำนมให้ไม่เกิน <strong>ค่า Maximum Residue Limit (MRL)</strong> ของยาแต่ละชนิดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยอาหารที่มียาสัตว์ตกค้าง โดยไม่สามารถกำหนดเป็นตัวเลขเดียวสำหรับ “ยาสัตว์ตกค้างทั้งหมด” ได้ เพราะยาแต่ละชนิดมีค่า MRL แตกต่างกัน</li>
<li><strong>สารพิษตกค้าง</strong> เช่น สารกำจัดศัตรูพืชที่อาจตกค้างจากวัตถุดิบหรือเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ต้องไม่เกิน <strong>ค่า Maximum Residue Limit (MRL)</strong> ที่กำหนดสำหรับสารแต่ละชนิดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยอาหารที่มีสารพิษตกค้าง จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ครอบคลุมสารพิษตกค้างทุกชนิด</li>
<li><strong>วัตถุเจือปนอาหาร</strong> โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ <strong>นมแพะปรุงแต่ง</strong> ที่อาจมีการใช้วัตถุเจือปนอาหารเพื่อประโยชน์ในการผลิต ต้องตรวจสอบว่าสารชนิดนั้นได้รับอนุญาตให้ใช้กับอาหารประเภทดังกล่าวหรือไม่ และใช้ได้ในปริมาณสูงสุดเท่าใด ปัจจุบันต้องพิจารณาตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยวัตถุเจือปนอาหารและ <strong>ประกาศฯ ฉบับที่ 468 พ.ศ. 2568</strong> รวมถึงฐานข้อมูลวัตถุเจือปนอาหารของ อย. เนื่องจากวัตถุเจือปนแต่ละชนิดมีเงื่อนไขและปริมาณสูงสุดแตกต่างกัน บางชนิดกำหนดเป็นตัวเลข ขณะที่บางชนิดใช้ตามหลัก GMP</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section9"></a>ภาชนะบรรจุนมแพะต้องเป็นแบบไหน</span></h2>
<p>ภาชนะบรรจุ <strong>นมแพะและนมแพะปรุงแต่ง</strong> ต้องเป็นภาชนะสำหรับบรรจุอาหารที่มีคุณภาพและมาตรฐานตามกฎหมาย โดยต้องเหมาะสมกับลักษณะของผลิตภัณฑ์และกรรมวิธีการผลิต เพื่อป้องกันการปนเปื้อนหรือสารจากภาชนะที่อาจถ่ายเทลงสู่อาหาร ทั้งนี้ ประกาศฯ ฉบับที่ 470 ไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้ขวด กล่อง หรือวัสดุชนิดใดเป็นการเฉพาะ แต่ให้อ้างอิงข้อกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยภาชนะบรรจุอาหาร</p>
<p>แต่หากกรณีใช้ <strong>ภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติก</strong> ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 435) พ.ศ. 2565 ได้แก่</p>
<ul>
<li><strong>เป็นวัสดุที่เหมาะสำหรับสัมผัสอาหาร</strong> พลาสติกที่ใช้ต้องมีคุณภาพและมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด และต้องผ่านข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของวัสดุสัมผัสอาหาร ไม่ใช่พลาสติกทั่วไปที่ไม่ได้ออกแบบสำหรับบรรจุอาหาร</li>
<li><strong>เหมาะกับอุณหภูมิและกรรมวิธีฆ่าเชื้อ</strong> เช่น หากบรรจุผลิตภัณฑ์ก่อนนำไปผ่านความร้อน ภาชนะต้องทนอุณหภูมิของกระบวนการฆ่าเชื้อนั้นได้โดยไม่เสียสภาพ อย. ระบุในแนวทางเกี่ยวกับการฆ่าเชื้ออาหารในขวดพลาสติกว่า ภาชนะต้องได้รับการออกแบบให้เหมาะสม อยู่ในสภาพปิดสนิท และพลาสติกต้องทนอุณหภูมิที่ใช้ในการฆ่าเชื้อ</li>
<li><strong>ต้องไม่ทำให้อาหารเกิดการปนเปื้อนจากวัสดุภาชนะ</strong> ภาชนะพลาสติกต้องผ่านข้อกำหนดด้านคุณภาพและมาตรฐานตามประกาศฯ ฉบับที่ 435 ซึ่งครอบคลุมการควบคุมสารที่อาจแพร่จากวัสดุสัมผัสอาหารเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบที่กำหนดสำหรับวัสดุแต่ละประเภท</li>
<li><strong>ภาชนะต้องเหมาะกับประเภทของนมแพะ</strong> เช่น นมแพะพาสเจอร์ไรส์ นมแพะ UHT นมแพะสเตอริไลส์ หรือนมแพะผง มีกรรมวิธีผลิตและสภาวะการเก็บรักษาต่างกัน จึงต้องเลือกบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับกระบวนการผลิตและการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์นั้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ต้องผ่านความร้อนหรือบรรจุแบบปลอดเชื้อ</li>
</ul>
<p>ดังนั้น <strong>ไม่ได้หมายความว่านมแพะต้องบรรจุในขวดพลาสติกเท่านั้น</strong> ผู้ประกอบการสามารถเลือกบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์ได้ แต่ภาชนะและวัสดุสัมผัสอาหารนั้นต้องผ่านข้อกำหนดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเหมาะสมกับกรรมวิธีผลิตของนมแพะแต่ละประเภท</p>
<p>สำหรับผู้ประกอบการที่ใช้ <strong>ขวดหรือภาชนะพลาสติก</strong> สามารถตรวจสอบรายละเอียดของประกาศฯ ฉบับที่ 435 และคำชี้แจงของ อย. ได้ที่ <a href="https://food.fda.moph.go.th/food-law/plastic-containers" target="_blank" rel="noopener">กองอาหาร อย. – ภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติก</a></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="wp-image-1766 aligncenter" src="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/08/ChatGPT-Image-Aug-11-2026-03_41_03-PM-300x169.jpg" alt="ฉลากนมแพะต้องแสดงข้อความอะไรบ้าง" width="937" height="528" srcset="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/08/ChatGPT-Image-Aug-11-2026-03_41_03-PM-300x169.jpg 300w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/08/ChatGPT-Image-Aug-11-2026-03_41_03-PM-768x432.jpg 768w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/08/ChatGPT-Image-Aug-11-2026-03_41_03-PM.jpg 1000w" sizes="(max-width: 937px) 100vw, 937px" /></p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section10"></a>ฉลากนมแพะต้องแสดงข้อความอะไรบ้าง</span></h2>
<p>การแสดงฉลากของ <strong>นมแพะและนมแพะปรุงแต่ง</strong> ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>ต้องระบุประเภทของผลิตภัณฑ์</strong> โดยใช้ข้อความ <strong>“นมแพะ” “นมแพะผง” “นมแพะคืนรูป” “นมแพะปรุงแต่ง” หรือ “นมแพะคืนรูปปรุงแต่ง”</strong> เป็นส่วนหนึ่งของชื่ออาหารหรือกำกับชื่ออาหาร</li>
<li><strong>ผลิตภัณฑ์ชนิดเหลวต้องระบุกรรมวิธีฆ่าเชื้อ</strong> บนฉลาก ได้แก่ นมแพะชนิดเหลว นมแพะคืนรูปชนิดเหลว นมแพะปรุงแต่งชนิดเหลว และนมแพะคืนรูปปรุงแต่งชนิดเหลว ต้องแสดงข้อความ <strong>“พาสเจอร์ไรส์” “สเตอริไลส์” “ยู เอช ที”</strong> หรือชื่อกรรมวิธีฆ่าเชื้ออื่นที่ได้รับอนุญาต เป็นส่วนหนึ่งของชื่ออาหารหรือกำกับชื่ออาหาร</li>
<li><strong>การกล่าวอ้างทางโภชนาการ</strong> เช่น การกล่าวอ้างเกี่ยวกับปริมาณหรือคุณค่าของสารอาหาร ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย ฉลากโภชนาการ ไม่สามารถกล่าวอ้างได้โดยอิสระแม้ผลิตภัณฑ์จะมีสารอาหารนั้นเป็นส่วนประกอบ</li>
<li><strong>การกล่าวอ้างทางสุขภาพ</strong> หากต้องการแสดงข้อความที่กล่าวถึงส่วนประกอบของอาหารกับสุขภาพ ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย การกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section11"></a>ผู้ประกอบการนมแพะรายเก่าต้องทำอย่างไร</span></h2>
<p>สำหรับผู้ผลิตหรือผู้นำเข้านมแพะและนมแพะปรุงแต่งที่ได้รับอนุญาตตามข้อกำหนดเดิมอยู่ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ประกาศกำหนดช่วงเวลาให้ปรับตัว โดยสามารถดำเนินการตามข้อกำหนดเดิมต่อไปได้ <strong>เป็นระยะเวลา 2 ปีนับจากวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ</strong></p>
<p>ผู้ประกอบการเดิมจึงควรใช้ช่วงเวลาดังกล่าวตรวจสอบสูตรผลิตภัณฑ์ คุณภาพมาตรฐาน กระบวนการฆ่าเชื้อ ฉลาก และข้อกำหนดอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมให้สอดคล้องกับประกาศฉบับใหม่</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section12"></a>ต้องการขอ อย. นมแพะ ควรเตรียมตัวอย่างไร</span></h2>
<p>ผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตหรือนำเข้า <strong>นมแพะ นมแพะผง นมแพะคืนรูป หรือนมแพะปรุงแต่ง</strong> ควรตรวจสอบประเภทผลิตภัณฑ์ สูตรและส่วนประกอบ กรรมวิธีฆ่าเชื้อ คุณภาพและมาตรฐานด้านจุลินทรีย์ วัตถุเจือปนอาหาร ภาชนะบรรจุ สถานที่ผลิต รวมถึงรายละเอียดบนฉลาก ให้เป็นไปตามประกาศฯ ฉบับที่ 470 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการขอ อย.</p>
<p>ด้วยข้อกำหนดที่ต้องตรวจสอบหลายส่วน การเตรียมข้อมูลและเอกสารให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนยื่นคำขอ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการให้มีผู้ดูแลการดำเนินงาน <strong>Livilution บริการรับจด อย. พร้อมให้คำปรึกษา</strong> ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมจนถึงการดำเนินการยื่นขอ อย. เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรี</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/goat-milk/">มาตรฐานการผลิตนมแพะและนมแพะปรุงแต่ง ให้ผ่าน อย. ตามประกาศฯ ฉบับที่ 470 พ.ศ. 2569</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/goat-milk/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เกลือผสมไนไทรต์ คืออะไร? ทำไม อย. กำหนดให้เป็นสีชมพู ติดคำเตือนบนฉลาก</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/salt-with-sodium-nitrite/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/salt-with-sodium-nitrite/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 08:41:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรฐานอย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.วัตถุเจือปนอาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เกลือผสมไนไทรต์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1756</guid>

					<description><![CDATA[<p>เกลือผสมไนไทรต์ เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป โดย อย. ออกมาตรการให้เติมสีชมพูและแสดงคำเตือนบนฉลาก เพื่อแยกจากเกลือทั่วไป ลดความเสี่ยงจากการหยิบใช้ผิดหรือใช้เกินปริมาณที่แนะนำ</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/salt-with-sodium-nitrite/">เกลือผสมไนไทรต์ คืออะไร? ทำไม อย. กำหนดให้เป็นสีชมพู ติดคำเตือนบนฉลาก</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ติดตามพบปัญหาการใช้วัตถุเจือปนอาหารที่มีไนไทรต์ไม่ถูกต้องในร้านค้าและสถานที่ปรุงอาหารบางแห่ง จึงออกมาตรการขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้า <strong>เกลือผสมไนไทรต์</strong> เติมสีชมพูและแสดงคำเตือนบนฉลาก เพื่อช่วยแยกจากเกลือบริโภคทั่วไปและลดความเสี่ยงจากการหยิบใช้ผิดประเภท โดยมาตรการนี้มีรายละเอียดอย่างไร เริ่มบังคับใช้เมื่อไหร่ และผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวอย่างไร <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> สรุปไว้ให้แล้วในบทความนี้</p>
<hr />
<p><strong>สรุปแบบสั้นๆ</strong></p>
<ul>
<li>เกลือผสมไนไทรต์ คือวัตถุเจือปนอาหารที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม และเบคอน</li>
<li>อย. ขอความร่วมมือให้เกลือผสมไนไทรต์เป็นสีชมพู เพื่อให้แยกจากเกลือบริโภคทั่วไปได้ง่าย และลดความเสี่ยงจากการหยิบใช้ผิด</li>
<li>อย. กำหนดให้เติม สีผสมอาหารคาร์มีน (Carmine; INS 120) ปริมาณ 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือร้อยละ 0.0025 เพื่อทำให้เกลือผสมไนไทรต์มี สีชมพู</li>
<li>ฉลากต้องมีข้อความว่า &#8220;ระวัง ให้ใช้ตามปริมาณที่แนะนำที่ฉลาก หากใช้เกินปริมาณที่แนะนำอาจเกิดอันตรายได้&#8221; และเป็นตัวอักษรเส้นทึบสีแดง สูงไม่น้อยกว่า 2 มม.</li>
<li>ปัจจุบันยังเป็นมาตรการขอความร่วมมือโดยสมัครใจ ขณะที่ อย. อยู่ระหว่างจัดทำกฎหมายเพื่อกำหนดเป็นมาตรฐานบังคับในวันข้างหน้า</li>
<li>ผู้ผลิตและผู้นำเข้าควรเริ่ม ตรวจสอบสูตร ปรับสีและฉลาก พร้อมติดตามประกาศใหม่จาก อย. เพื่อเตรียมพร้อมก่อนข้อกำหนดมีผลบังคับใช้</li>
</ul>
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">เกลือผสมไนไทรต์ คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section2">เกลือผสมไนไทรต์ ใช้กับอาหารอะไร</a></li>
<li><a href="#section3">ทำไมเกลือผสมไนไทรต์จึงต้องเป็นสีชมพู</a></li>
<li><a href="#section4">ฉลากเกลือผสมไนไทรต์ต้องแสดงคำเตือนอะไร</a></li>
<li><a href="#section5">เกลือผสมไนไทรต์สีชมพู บังคับใช้เมื่อไหร่</a></li>
<li><a href="#section6">ผู้ผลิตและผู้นำเข้าเกลือผสมไนไทรต์ต้องเตรียมตัวอย่างไร</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>เกลือผสมไนไทรต์ คืออะไร</span></h2>
<p><strong>เกลือผสมไนไทรต์</strong> เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่มีไนไทรต์เป็นส่วนประกอบ ใช้ในกระบวนการผลิตอาหาร โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป</p>
<p><strong>ไนไตรต์ (Nitrite)</strong> คือสารประกอบทางเคมีที่มีสูตรไอออนเป็น NO₂⁻ เกิดขึ้นได้ทั้งในธรรมชาติจากวัฏจักรไนโตรเจน และจากการสังเคราะห์ ไนไทรต์มีหน้าที่สำคัญทั้งช่วยยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ที่อาจเป็นอันตรายในอาหาร และช่วยตรึงสีของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ให้มีลักษณะสีแดงอมชมพูตามลักษณะของผลิตภัณฑ์</p>
<p><img decoding="async" class="wp-image-1758 aligncenter" src="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/08/1677-300x200.jpg" alt="เกลือผสมไนไทรต์ คืออะไร" width="1056" height="704" srcset="https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/08/1677-300x200.jpg 300w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/08/1677-768x512.jpg 768w, https://livilution.com/wp-content/uploads/2026/08/1677.jpg 1000w" sizes="(max-width: 1056px) 100vw, 1056px" /></p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>เกลือผสมไนไทรต์ ใช้กับอาหารอะไร</span></h2>
<p><strong>เกลือผสมไนไทรต์</strong> นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป โดยเฉพาะอาหารที่ผ่านกระบวนการหมัก บ่ม หรือทำให้สุก ซึ่งไนไทรต์มีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ที่อาจเป็นอันตราย และช่วยตรึงสีของเนื้อสัตว์ให้มีลักษณะสีแดงอมชมพู</p>
<p>ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่อาจมีการใช้ไนไทรต์ ได้แก่</p>
<ul>
<li><strong>ไส้กรอก</strong> ช่วยในการควบคุมจุลินทรีย์และรักษาลักษณะสีของผลิตภัณฑ์</li>
<li><strong>แฮม</strong> ช่วยให้เนื้อมีสีแดงอมชมพูตามลักษณะของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่ผ่านการบ่ม</li>
<li><strong>เบคอน</strong> ใช้ในกระบวนการบ่มเนื้อและช่วยรักษาลักษณะสีของผลิตภัณฑ์</li>
<li><strong>เนื้อสัตว์หมักหรือเนื้อสัตว์บ่ม</strong> เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว หรือเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการบ่มบางประเภท</li>
<li><strong>ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปอื่น ๆ</strong> ที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ไนไทรต์เป็นวัตถุเจือปนอาหาร</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>ทำไมเกลือผสมไนไทรต์จึงต้องเป็นสีชมพู</span></h2>
<p>เดิมเกลือผสมไนไทรต์มีลักษณะเป็น <strong>ผงหรือผลึกสีขาวคล้ายกับเกลือบริโภคทั่วไป</strong> ทำให้มีความเสี่ยงต่อการหยิบใช้ผิด โดยเฉพาะในร้านอาหารหรือสถานที่ปรุงอาหารที่มีการจัดเก็บวัตถุดิบและเครื่องปรุงหลายประเภท</p>
<p>หลังจาก อย. ติดตามปัญหาการใช้วัตถุเจือปนอาหารที่มีไนไทรต์ไม่ถูกต้อง และหารือร่วมกับสมาคมร้านอาหาร-ภัตตาคาร รวมถึงผู้ผลิตและผู้นำเข้าวัตถุเจือปนอาหาร จึงมีแนวทางให้ทำเกลือผสมไนไทรต์มีสีที่แตกต่างจากเกลือทั่วไปอย่างชัดเจน</p>
<p>วันที่ 8 สิงหาคม 2569 อย. จึงออกประกาศขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้นำเข้าให้เติม <strong>สีผสมอาหารคาร์มีน (Carmine; INS 120) ปริมาณ 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือร้อยละ 0.0025</strong> เพื่อทำให้เกลือผสมไนไทรต์มี <strong>สีชมพู</strong> และสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างจากเกลือบริโภคทั่วไปได้ง่ายขึ้น</p>
<p><strong>เหตุผลที่เลือกใช้สีชมพู</strong> เพราะเกลือผสมไนไทรต์มักใช้ในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม และเบคอน โดยไนไทรต์มีส่วนช่วยให้เนื้อสัตว์คงสีแดงอมชมพู การทำตัวเกลือให้เป็นสีชมพูจึงเหมาะสมและไม่ทำให้สีของอาหารเปลี่ยนไปมากเหมือนการใช้สีอื่น</p>
<p>อีกเหตุผลสำคัญคือ <strong>ช่วยให้แยกเกลือผสมไนไทรต์ออกจากเกลือทั่วไปได้ทันที</strong> เพราะเดิมทั้งสองชนิดมีลักษณะเป็นผงหรือผลึกสีขาวคล้ายกัน จนอาจหยิบใช้ผิดได้ การเติมสีชมพูจึงทำหน้าที่เป็นสีสัญลักษณ์เพื่อเตือนผู้ใช้งานว่าเป็นเกลือที่มีไนไทรต์และต้องใช้ตามปริมาณที่กำหนด ซึ่งเป็นแนวทางด้านความปลอดภัยที่มีการนำมาใช้ในต่างประเทศเช่นกัน</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section4"></a>ฉลากเกลือผสมไนไทรต์ต้องแสดงคำเตือนอะไร</span></h2>
<p>นอกจากการทำให้เกลือผสมไนไทรต์มีสีชมพูแล้ว อย. ยังขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าเพิ่มข้อความคำเตือนบนฉลาก เพื่อให้ผู้ใช้งานทราบถึงความสำคัญของการใช้ผลิตภัณฑ์ในปริมาณที่เหมาะสม</p>
<p><strong>ข้อความคำเตือนที่กำหนด</strong></p>
<p>“ระวัง ให้ใช้ตามปริมาณที่แนะนำที่ฉลาก หากใช้เกินปริมาณที่แนะนำอาจเกิดอันตรายได้”</p>
<p>หรือข้อความอื่นที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน โดยข้อความคำเตือนต้องแสดงด้วย <strong>ตัวอักษรเส้นทึบสีแดง และมีความสูงไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร</strong> เพื่อให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนก่อนนำผลิตภัณฑ์ไปใช้</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก : <a href="https://www.fda.moph.go.th/news/news2082569/" target="_blank" rel="noopener">https://www.fda.moph.go.th/news/news2082569/</a></p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section5"></a>เกลือผสมไนไทรต์สีชมพู บังคับใช้เมื่อไหร่</span></h2>
<p>ปัจจุบันการกำหนดให้ <strong>เกลือผสมไนไทรต์เป็นสีชมพูและแสดงข้อความคำเตือนบนฉลาก ยังเป็นมาตรการขอความร่วมมือโดยสมัครใจ</strong> จากผู้ผลิตและผู้นำเข้าวัตถุเจือปนอาหาร เพื่อให้สามารถเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยได้ทันที โดยไม่ต้องรอการออกกฎหมายฉบับใหม่</p>
<p>ขณะเดียวกัน อย. อยู่ระหว่างจัดทำ <strong>ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขและประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา</strong> ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดเรื่องสีและข้อความคำเตือนของเกลือผสมไนไทรต์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และยกระดับให้เป็นข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section6"></a>ผู้ผลิตและผู้นำเข้าเกลือผสมไนไทรต์ต้องเตรียมตัวอย่างไร</span></h2>
<p>แม้ข้อกำหนดเรื่องสีชมพูและข้อความคำเตือนจะยังอยู่ในรูปแบบมาตรการขอความร่วมมือ แต่ผู้ผลิตและผู้นำเข้าเกลือผสมไนไทรต์ควรเริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่ปัจจุบัน เนื่องจาก อย. อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำหนดมาตรฐานดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้ในอนาคต ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อม ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>ตรวจสอบสูตรผลิตภัณฑ์</strong> และส่วนประกอบของวัตถุเจือปนอาหารที่มีไนไทรต์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง</li>
<li><strong>เตรียมปรับสีของเกลือผสมไนไทรต์</strong> โดยใช้ Carmine (INS 120) ตามปริมาณที่ อย. กำหนด</li>
<li><strong>ตรวจสอบและปรับฉลากผลิตภัณฑ์</strong> ให้มีข้อความคำเตือน รวมถึงขนาดและสีของตัวอักษรตามแนวทางที่กำหนด</li>
<li><strong>ตรวจสอบข้อมูลการใช้ผลิตภัณฑ์บนฉลาก</strong> โดยเฉพาะปริมาณที่แนะนำ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง</li>
<li><strong>ติดตามประกาศและกฎหมายฉบับใหม่จาก อย.</strong> เนื่องจากรายละเอียดอาจมีการกำหนดเพิ่มเติมเมื่อมาตรการดังกล่าวเปลี่ยนเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย</li>
</ul>
<p>สำหรับผู้ผลิตและผู้นำเข้า <strong>เกลือผสมไนไทรต์และวัตถุเจือปนอาหาร</strong> ควรตรวจสอบสูตร ส่วนประกอบ และฉลากของผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ อย. พร้อมติดตามข้อกำหนดใหม่เรื่องการเติมสีชมพูและการแสดงคำเตือนบนฉลาก เพื่อเตรียมปรับผลิตภัณฑ์ให้พร้อมก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้</p>
<p>หากไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ต้องขอ อย. อย่างไร ต้องใช้เอกสารอะไร หรือฉลากต้องแสดงข้อมูลแบบไหน <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> บริการรับจด อย. พร้อมให้คำปรึกษา ช่วยตรวจสอบและดำเนินการตั้งแต่การเตรียมเอกสาร ตรวจสอบฉลาก ไปจนถึงยื่นคำขอกับ อย. เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาฟรี</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/salt-with-sodium-nitrite/">เกลือผสมไนไทรต์ คืออะไร? ทำไม อย. กำหนดให้เป็นสีชมพู ติดคำเตือนบนฉลาก</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/salt-with-sodium-nitrite/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนอาหาร สบ.1, สบ.2, สบ.4, สบ.5, สบ.6, สบ.7, สบ. 8 ต่างกันอย่างไร</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/food-registration-form/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/food-registration-form/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 08 Aug 2026 14:15:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เอกสารขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนอาหาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1638</guid>

					<description><![CDATA[<p>แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนอาหาร คือเอกสารที่ใช้ในการขอเลข อย. และแก้ไขข้อมูลผลิตภัณฑ์หรือใบอนุญาต โดยแต่ละแบบฟอร์มมีวัตถุประสงค์และขั้นตอนการใช้งานแตกต่างกัน</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/food-registration-form/">แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนอาหาร สบ.1, สบ.2, สบ.4, สบ.5, สบ.6, สบ.7, สบ. 8 ต่างกันอย่างไร</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การขอเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) ไม่ได้ใช้เพียงแบบฟอร์มเดียว แต่มีแบบฟอร์มหลายประเภทที่ใช้ในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การขอเลขสถานที่ผลิต การยื่นจดทะเบียนอาหาร การแก้ไขข้อมูลผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของสถานที่ผลิต ผู้ประกอบการจึงควรเลือกใช้แบบฟอร์มให้ถูกต้อง เพื่อให้การยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission เป็นไปอย่างรวดเร็วและลดโอกาสที่เจ้าหน้าที่จะขอแก้ไขเอกสาร บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> จะพาไปรู้จัก แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนอาหาร สบ.1 สบ.2 ส.4 สบ.5 สบ.6 สบ.7 และ สบ.8 ว่าแต่ละแบบคืออะไร และใช้ในกรณีใดบ้าง</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนอาหาร คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section2">แบบ สบ.1 คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section3">แบบ สบ.2 คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section4">แบบ ส.4 คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section5">แบบ สบ.5 คืออะไร</a>
<ul>
<li><a href="#section6">แบบ สบ.5-1 คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section7">แบบ สบ.5-2 คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section8">แบบ สบ.5-3 คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section9">แบบ สบ.5-4 คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section10">แบบ สบ.5-5 คืออะไร</a></li>
</ul>
</li>
<li><a href="#section11">แบบ สบ.6 คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section12">แบบ สบ.7 คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section13">แบบ สบ.8 คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section14">แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนอาหารแต่ละแบบต่างกันอย่างไร</a></li>
<li><a href="#section15">ดาวน์โหลดแบบฟอร์มขึ้นทะเบียนอาหารได้ที่ไหน</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>การขึ้นทะเบียนอาหารคืออะไร</span></h2>
<p>การขึ้นทะเบียนอาหาร คือ กระบวนการยื่นคำขอต่อ <strong>สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)</strong> เพื่อขออนุญาตผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารที่กฎหมายกำหนด โดยผู้ประกอบการต้องยื่นข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เช่น สูตรอาหาร ส่วนประกอบ กระบวนการผลิต ฉลาก และเอกสารประกอบต่าง ๆ ผ่านระบบ <strong>e-Submission</strong> เพื่อให้ อย. พิจารณาว่าผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัย มีคุณภาพ และเป็นไปตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และประกาศที่เกี่ยวข้อง</p>
<p>ในการดำเนินการขึ้นทะเบียนอาหาร ผู้ประกอบการจะต้องใช้ <strong>แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนอาหาร</strong> หลายประเภทตามวัตถุประสงค์ของคำขอ ไม่ว่าจะเป็นการขอเลขสถานที่ผลิตอาหาร การยื่นจดทะเบียนหรือแจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์ การแก้ไขข้อมูลสถานที่ผลิต การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ หรือการขอเอกสารรับรองหลังได้รับอนุมัติ โดยแต่ละขั้นตอนจะใช้แบบฟอร์มที่แตกต่างกัน เช่น <strong>แบบ สบ.1</strong> สำหรับขอเลขสถานที่ผลิตอาหาร <strong>แบบ สบ.5</strong> สำหรับยื่นรายละเอียดผลิตภัณฑ์ และ <strong>แบบ สบ.6 หรือ สบ.8</strong> สำหรับแก้ไขข้อมูลของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว</p>
<p>ดังนั้น การทำความเข้าใจว่า <strong>แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนอาหารแต่ละแบบคืออะไร และใช้ตอนไหน</strong> จะช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมเอกสารได้ถูกต้อง ยื่นคำขอได้ตรงตามขั้นตอนของ อย. และลดความล่าช้าจากการส่งเอกสารไม่ครบหรือใช้แบบฟอร์มไม่ถูกต้อง</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>แบบฟอร์ม สบ.1 คืออะไร</span></h2>
<p><strong>คำขอรับเลขสถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน</strong> ใช้สำหรับยื่นขอ <strong>เลขสถานที่ผลิตอาหาร</strong> สำหรับสถานที่ผลิตที่ไม่เข้าข่ายเป็นโรงงาน (เช่น ใช้คนงานและเครื่องจักรต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด) เพื่อให้สามารถดำเนินการขอเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) ของผลิตภัณฑ์ได้ในลำดับถัดไป</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>แบบฟอร์ม สบ.2 คืออะไร</span></h2>
<p><strong>แบบการแก้ไขสถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน</strong> ใช้เมื่อผู้ประกอบการต้องการ <strong>แก้ไขข้อมูลของสถานที่ผลิตอาหาร</strong> ที่ได้รับเลขสถานที่ผลิตแล้ว เช่น เปลี่ยนชื่อผู้ประกอบการ ที่อยู่ รายละเอียดสถานที่ หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ผลิต</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section4"></a>แบบฟอร์ม ส.4 คืออะไร</span></h2>
<p><strong>คำขอเปลี่ยนแปลงรายการใบอนุญาตผลิตอาหาร</strong> ใช้สำหรับ <strong>ยื่นขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลในใบอนุญาตผลิตอาหาร</strong> เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่ระบุไว้ในใบอนุญาต เช่น ชื่อผู้รับอนุญาต ชื่อสถานที่ผลิต หรือข้อมูลอื่นที่กฎหมายกำหนดให้ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลง</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section5"></a>แบบฟอร์ม สบ.5 คืออะไร</span></h2>
<p><strong>ใบจดทะเบียนอาหาร/แจ้งรายละเอียดอาหาร</strong> เป็นแบบฟอร์มที่ใช้ <strong>แสดงรายละเอียดของผลิตภัณฑ์อาหาร</strong> ที่ยื่นขอจดทะเบียนหรือแจ้งรายละเอียดอาหาร เช่น สูตร ส่วนประกอบ วิธีการผลิต บรรจุภัณฑ์ และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาออกเลขสารบบอาหาร</p>
<h3><a id="section6"></a>แบบฟอร์ม สบ.5-1 คืออะไร</h3>
<p><strong>เอกสารประเมินผลิตภัณฑ์สำหรับจดทะเบียนอาหาร</strong> ใช้ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนอาหาร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประเมินว่าผลิตภัณฑ์เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายอาหาร ทั้งด้านประเภทผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง</p>
<h3><a id="section7"></a>แบบฟอร์ม สบ.5-2 คืออะไร</h3>
<p><strong>เอกสารตรวจสอบปริมาณการใช้วัตถุเจือปนอาหาร</strong> ใช้เมื่อผลิตภัณฑ์มีการใช้ <strong>วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additives)</strong> เพื่อแสดงชนิดและปริมาณที่ใช้ว่าเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขและหลักเกณฑ์ของ อย.</p>
<h3><a id="section8"></a>แบบฟอร์ม สบ.5-3 คืออะไร</h3>
<p><strong>เอกสารตรวจสอบปริมาณวิตามินและแร่ธาตุ</strong> ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีการเติม <strong>วิตามินหรือแร่ธาตุ</strong> เพื่อแสดงปริมาณที่ใช้และยืนยันว่าอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด</p>
<h3><a id="section9"></a>แบบฟอร์ม สบ.5-4 คืออะไร</h3>
<p><strong>เอกสารตรวจสอบปริมาณกรดอะมิโน</strong> ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีการเติม <strong>กรดอะมิโน</strong> เพื่อแสดงชนิดและปริมาณที่ใช้ประกอบการพิจารณาของ อย.</p>
<h3><a id="section10"></a>แบบฟอร์ม สบ.5-5 คืออะไร</h3>
<p><strong>เอกสารตรวจสอบปริมาณสมุนไพร สารสกัด หรือสารสังเคราะห์</strong> ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ <strong>สมุนไพร สารสกัด หรือสารสังเคราะห์</strong> เพื่อแสดงรายละเอียดและปริมาณของสารดังกล่าวให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section11"></a>แบบฟอร์ม สบ.6 คือออะไร</span></h2>
<p><strong>แบบการแก้ไขรายละเอียดของอาหารที่จดทะเบียนอาหาร/แจ้งรายละเอียดอาหาร</strong> ใช้เมื่อผู้ประกอบการต้องการ <strong>แก้ไขข้อมูลของผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้รับการจดทะเบียนหรือแจ้งรายละเอียดแล้ว</strong> เช่น การเปลี่ยนสูตร ฉลาก ชื่อผลิตภัณฑ์ หรือรายละเอียดอื่นที่ต้องได้รับการอนุมัติก่อนดำเนินการ</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section12"></a>แบบฟอร์ม สบ.7 คืออะไร</span></h2>
<p><strong>ใบจดทะเบียน/แจ้งรายละเอียดอาหาร</strong> เป็น <strong>เอกสารที่ได้รับหลังจากคำขอผ่านการพิจารณา</strong> ใช้เป็นหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์ได้รับการจดทะเบียนหรือแจ้งรายละเอียดอาหารกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว และสามารถใช้ประกอบการดำเนินธุรกิจตามประเภทอาหารที่ได้รับอนุญาต</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section13"></a>แบบฟอร์ม สบ.8 คืออะไร</span></h2>
<p><strong>แบบการแก้ไขรายละเอียดของอาหารที่จดทะเบียนอาหาร/แจ้งรายละเอียดอาหาร กรณีไม่ต้องแจ้งสูตร</strong> ใช้เมื่อผู้ประกอบการต้องการ <strong>แก้ไขข้อมูลของผลิตภัณฑ์ที่ไม่กระทบต่อสูตรอาหาร</strong> เช่น แก้ไขฉลาก ชื่อการค้า ขนาดบรรจุ หรือรายละเอียดอื่นที่กฎหมายกำหนดว่าไม่จำเป็นต้องยื่นสูตรใหม่ ทำให้การดำเนินการสะดวกและรวดเร็วกว่าการแก้ไขที่มีการเปลี่ยนแปลงสูตรอาหาร</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section14"></a>แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนอาหารแต่ละแบบต่างกันอย่างไร</span></h2>
<table>
<thead>
<tr>
<th>แบบฟอร์ม</th>
<th>ใช้สำหรับ</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td><strong>สบ.1</strong></td>
<td>ขอเลขสถานที่ผลิตอาหาร</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>สบ.2</strong></td>
<td>แก้ไขข้อมูลสถานที่ผลิตอาหาร</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>ส.4</strong></td>
<td>เปลี่ยนแปลงรายการใบอนุญาตผลิตอาหาร</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>สบ.5</strong></td>
<td>ยื่นรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพื่อขอเลข อย.</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>สบ.5-1</strong></td>
<td>ประเมินผลิตภัณฑ์สำหรับจดทะเบียนอาหาร</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>สบ.5-2</strong></td>
<td>ตรวจสอบการใช้วัตถุเจือปนอาหาร</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>สบ.5-3</strong></td>
<td>ตรวจสอบปริมาณวิตามินและแร่ธาตุ</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>สบ.5-4</strong></td>
<td>ตรวจสอบปริมาณกรดอะมิโน</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>สบ.5-5</strong></td>
<td>ตรวจสอบปริมาณสมุนไพร สารสกัด หรือสารสังเคราะห์</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>สบ.6</strong></td>
<td>แก้ไขรายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่จดทะเบียนแล้ว</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>สบ.7</strong></td>
<td>ใบจดทะเบียน/แจ้งรายละเอียดอาหารที่ได้รับหลังอนุมัติ</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>สบ.8</strong></td>
<td>แก้ไขรายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่ไม่กระทบสูตรอาหาร</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section15"></a>ดาวน์โหลดแบบฟอร์มขึ้นทะเบียนอาหารได้ที่ไหน</span></h2>
<p>ผู้ประกอบการสามารถดาวน์โหลด <strong>แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนอาหาร</strong> และเอกสารที่เกี่ยวข้องได้จากเว็บไซต์กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งรวบรวมแบบฟอร์มสำหรับการขออนุญาตและการขึ้นทะเบียนอาหารไว้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น <strong>แบบ สบ.1, สบ.2, ส.4, สบ.5, สบ.5-1 ถึง สบ.5-5, สบ.6, สบ.7 และ สบ.8</strong> รวมถึงแบบฟอร์มอื่น ๆ ที่ใช้ในการดำเนินการด้านอาหาร</p>
<p>ดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่<br />
<a href="https://food.fda.moph.go.th/download/">https://food.fda.moph.go.th/download/</a></p>
<p>การเลือกใช้แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนอาหารให้ถูกต้องเป็นขั้นตอนสำคัญในการขอเลขสารบบอาหารและการแก้ไขข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยแต่ละแบบฟอร์มมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน ตั้งแต่การขอเลขสถานที่ผลิต การยื่นจดทะเบียนอาหาร การแก้ไขข้อมูลผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงข้อมูลหลังได้รับอนุญาตแล้ว ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบประเภทของคำขอให้ตรงกับแบบฟอร์มที่กำหนด เพื่อให้การดำเนินการผ่านระบบ e-Submission เป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็ว</p>
<p>หากคุณกำลังวางแผนผลิตอาหารหรือเตรียมยื่นขอเลข อย. แต่ไม่แน่ใจว่าต้องใช้แบบฟอร์มใด <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการขออนุญาตกับ อย. โดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรีได้เลย</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/food-registration-form/">แบบฟอร์มขึ้นทะเบียนอาหาร สบ.1, สบ.2, สบ.4, สบ.5, สบ.6, สบ.7, สบ. 8 ต่างกันอย่างไร</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/food-registration-form/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีขอจด มอก. 61730 เล่ม 2-2567 แผงโซลาเซลล์ เตรียมเอกสารอะไรบ้าง</title>
		<link>https://livilution.com/blog-tsi/solar-cell/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-tsi/solar-cell/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Aug 2026 07:23:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง มอก.]]></category>
		<category><![CDATA[จด มอก.]]></category>
		<category><![CDATA[มอก.]]></category>
		<category><![CDATA[อุปกรณ์แผงโซลาร์เซลล์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องหมาย มอก.]]></category>
		<category><![CDATA[แผงเซลล์แสงอาทิตย์]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1738</guid>

					<description><![CDATA[<p>จด มอก. แผงเซลล์แสงอาทิตย์ ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของ มอก. 61730 เล่ม 2-2567 ตั้งแต่การเตรียมเอกสาร การทดสอบผลิตภัณฑ์ การตรวจประเมินระบบควบคุมคุณภาพของโรงงาน ไปจนถึงการตรวจติดตามหลังได้รับใบอนุญาต</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-tsi/solar-cell/">วิธีขอจด มอก. 61730 เล่ม 2-2567 แผงโซลาเซลล์ เตรียมเอกสารอะไรบ้าง</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผู้ผลิตและผู้นำเข้าแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ต้องการจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย ต้องดำเนินการขอใบอนุญาต มอก. ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> ขั้นตอนการ<a href="https://livilution.com/tsi-license-request/" target="_blank" rel="noopener">ขอ มอก.</a> 61730 เล่ม 2-2567 พร้อมเอกสารที่ต้องใช้ หลักเกณฑ์การตรวจสอบทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์และโรงงาน รวมถึงการแสดงเครื่องหมาย มอก. สำหรับโซลาเซลล์ ที่ผู้ประกอบการควรรู้ก่อนยื่นคำขอ</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">มอก. 61730 เล่ม 2-2567 คืออะไร</a></li>
<li><a href="#section2">ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ในระบบ Solar Cell ที่ต้องมี มอก.</a></li>
<li><a href="#section3">เอกสารที่ใช้ในการขอ มอก.</a></li>
<li><a href="#section4">ขั้นตอนการขอจด มอก. แผงเซลล์แสงอาทิตย์</a></li>
<li><a href="#section5">การทดสอบผลิตภัณฑ์</a></li>
<li><a href="#section6">การตรวจประเมินระบบควบคุมคุณภาพของโรงงาน</a></li>
<li><a href="#section7">การแสดงเครื่องหมาย มอก.</a></li>
<li><a href="#section8">การตรวจติดตามหลังได้รับใบอนุญาต</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>มอก. 61730 เล่ม 2-2567 คืออะไร</span></h2>
<p><strong>มอก. 61730 เล่ม 2-2567</strong> คือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่กำหนดด้านความปลอดภัยของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ โดยอ้างอิงมาตรฐานสากล IEC 61730-2:2023 เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการทดสอบและประเมินความปลอดภัยของแผงโซลาร์เซลล์ก่อนนำออกจำหน่ายหรือใช้งาน</p>
<p>มาตรฐานนี้ครอบคลุมทั้งการทดสอบตัวผลิตภัณฑ์และการประเมินระบบควบคุมคุณภาพของโรงงานผู้ผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าแผงเซลล์แสงอาทิตย์มีความปลอดภัยในการใช้งาน สามารถลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูด ไฟไหม้ และอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งาน</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>มอก. 61730</strong> ไม่ได้มุ่งเน้นการทดสอบประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าของแผงโซลาร์เซลล์ แต่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบด้านความปลอดภัย ทั้งในด้านระบบไฟฟ้า ความร้อน และความแข็งแรงของโครงสร้าง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าเชื่อถือและสามารถติดตั้งใช้งานได้อย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ในระบบ Solar Cell ที่ต้องมี มอก.</span></h2>
<p>นอกจาก <strong>แผงเซลล์แสงอาทิตย์</strong> ที่ต้องเป็นไปตาม <strong>มอก. 61730 เล่ม 2-2567</strong> แล้ว ปัจจุบันสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้กำหนดมาตรฐานบังคับสำหรับ<a href="https://livilution.com/blog-tsi/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5/"> 5 อุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์</a> (Solar Cell) เพื่อยกระดับความปลอดภัยและสร้างมาตรฐานเดียวกันตลอดทั้งระบบ โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p>
<table>
<thead>
<tr>
<th>ผลิตภัณฑ์</th>
<th>มาตรฐาน มอก.</th>
<th>มาตรฐานอ้างอิง</th>
</tr>
</thead>
<tbody>
<tr>
<td>แผงเซลล์แสงอาทิตย์</td>
<td>มอก. 61730 เล่ม 2-2567 (ด้านความปลอดภัย)</td>
<td>IEC 61730-2:2023</td>
</tr>
<tr>
<td>อุปกรณ์ตัดกระแสไฟฟ้า (Circuit Breaker)</td>
<td>มอก. 60947 เล่ม 2-25xx</td>
<td>IEC 60947-2:2024</td>
</tr>
<tr>
<td>ฟิวส์แรงดันไฟฟ้าต่ำ</td>
<td>มอก. 60269 เล่ม 6-2567</td>
<td>IEC 60269-6:2021</td>
</tr>
<tr>
<td>สายไฟฟ้าสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ (PV Cable)</td>
<td>มอก. 62930-2564</td>
<td>IEC 62930:2017</td>
</tr>
<tr>
<td>อินเวอร์เตอร์</td>
<td>มอก. 2603 เล่ม 2-2556 (ด้านความปลอดภัย)</td>
<td>&#8211;</td>
</tr>
<tr>
<td>แบตเตอรี่สำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์</td>
<td>มอก. 63056-2567 (ด้านความปลอดภัย)</td>
<td>IEC 63056:2020</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h3>กำหนดเริ่มบังคับใช้มาตรฐาน</h3>
<p>ผลิตภัณฑ์ทั้ง 6 ประเภทข้างต้น มีกำหนดประกาศใช้เป็น <strong>มาตรฐานบังคับตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2569</strong> ดังนั้น ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย ควรตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ของตนได้รับการรับรองตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อนนำออกจำหน่ายหรือใช้งาน เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>เอกสารที่ใช้ในการขอ มอก. แผงเซลล์แสงอาทิตย์</span></h2>
<p>ก่อนยื่นคำขอ ผู้ประกอบการควรจัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเอกสารประกอบด้วย</p>
<ul>
<li>เอกสารตามหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบเพื่อการอนุญาตของ สมอ.</li>
<li>ตัวอย่างการแสดงเครื่องหมายมาตรฐาน พร้อมระบุตำแหน่งที่จะติดบนผลิตภัณฑ์</li>
<li>Drawing ของแผงเซลล์แสงอาทิตย์</li>
<li>Specification ของผลิตภัณฑ์</li>
</ul>
<p>กรณีขอขยายกำลังไฟฟ้าของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว ต้องจัดเตรียมเอกสารเพิ่มเติม ได้แก่</p>
<ul>
<li>Design Specification</li>
<li>Bill of Materials (BOM)</li>
<li>ตารางเปรียบเทียบรายละเอียดก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section4"></a>ขั้นตอนการขอจด มอก. แผงเซลล์แสงอาทิตย์</span></h2>
<p>การขอใบอนุญาต มอก. 61730 เล่ม 2-2567 สำหรับแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ผู้ประกอบการจะต้องผ่านทั้งการยื่นคำขอ การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบผลิตภัณฑ์ และการตรวจประเมินระบบควบคุมคุณภาพของโรงงาน ก่อนที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จะพิจารณาออกใบอนุญาต โดยมีขั้นตอน ดังนี้</p>
<h3>1. ตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์อยู่ในขอบข่ายของมาตรฐาน</h3>
<p>ก่อนยื่นคำขอ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบก่อนว่าแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผลิตหรือนำเข้าอยู่ภายใต้ขอบข่ายของ <strong>มอก. 61730 เล่ม 2-2567</strong> รวมถึงตรวจสอบรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ เช่น ชนิดของแผง ประเภทของแผง ระดับชั้น (Class) รูปแบบการต่อเซลล์ แรงดันไฟฟ้าเปิดวงจร และกำลังไฟฟ้าที่กำหนด เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้จะใช้ในการพิจารณาและการทดสอบผลิตภัณฑ์</p>
<h3>2. เตรียมเอกสารประกอบการยื่นคำขอ</h3>
<p>เมื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์อยู่ในขอบข่ายของมาตรฐานแล้ว ผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมเอกสารประกอบการยื่นคำขอให้ครบถ้วน เช่น เอกสารตามหลักเกณฑ์การอนุญาต รายละเอียดทางเทคนิค (Specification) แบบ Drawing ของผลิตภัณฑ์ และตัวอย่างการแสดงเครื่องหมายมาตรฐานบนผลิตภัณฑ์</p>
<p>หากเป็นการขอเพิ่มกำลังไฟฟ้าของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว จะต้องจัดเตรียม <strong>Design Specification</strong>, <strong>Bill of Materials (BOM)</strong> และเอกสารเปรียบเทียบรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมด้วย</p>
<h3>3. ยื่นคำขอต่อสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)</h3>
<p>หลังจากเตรียมเอกสารครบถ้วนแล้ว ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาต มอก. ต่อสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณา โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารและข้อมูลผลิตภัณฑ์ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจประเมินและทดสอบ</p>
<h3>4. ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์เพื่อทดสอบ</h3>
<p>ผู้ยื่นคำขอจะต้องส่งตัวอย่างแผงเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อทดสอบตามข้อกำหนดของมาตรฐาน โดยการเก็บตัวอย่างจะพิจารณาจากคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ เช่น ชนิดของแผง ประเภทของแผง ระดับชั้น รูปแบบการต่อเซลล์ แรงดันไฟฟ้าเปิดวงจร และกำลังไฟฟ้า เพื่อให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่ยื่นขออนุญาต</p>
<p>ในกรณีที่มีรายงานผลการทดสอบตามมาตรฐาน IEC 61730-2 จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 หรือ มอก. 17025 และเป็นห้องปฏิบัติการที่ สมอ. ยอมรับ ก็สามารถนำผลการทดสอบดังกล่าวมาใช้ประกอบการพิจารณาได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด</p>
<h3>5. ตรวจประเมินระบบควบคุมคุณภาพของโรงงาน</h3>
<p>นอกจากการทดสอบผลิตภัณฑ์แล้ว สมอ. จะดำเนินการตรวจประเมินระบบควบคุมคุณภาพของโรงงาน เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการผลิตสามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าได้อย่างสม่ำเสมอ</p>
<p>โรงงานที่ยื่นขอใบอนุญาตต้องเป็นโรงงานที่มีกระบวนการผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์อย่างครบถ้วน และมีเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบคุณภาพตามที่กำหนด เช่น เครื่องทดสอบความเป็นฉนวนไฟฟ้า (Insulation Test) และเครื่องทดสอบความต่อเนื่องของระบบต่อลงดิน (Continuity Test of Equipotential Bonding) พร้อมทั้งต้องมีเอกสารหรือรายงานที่แสดงถึงการควบคุมคุณภาพของโรงงานตามหลักเกณฑ์ของ สมอ.</p>
<h3>6. สมอ. พิจารณาผลการตรวจสอบและออกใบอนุญาต</h3>
<p>เมื่อผลการทดสอบผลิตภัณฑ์และผลการตรวจประเมินโรงงานเป็นไปตามข้อกำหนด สมอ. จะพิจารณาออกใบอนุญาต มอก. ให้แก่ผู้ประกอบการ โดยใบอนุญาตจะระบุรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง เช่น ประเภทของแผง ระดับชั้น รูปแบบการต่อเซลล์ แรงดันไฟฟ้าเปิดวงจร และกำลังไฟฟ้า ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องผลิตหรือนำเข้าสินค้าให้ตรงตามรายละเอียดที่ได้รับอนุญาต</p>
<h3>7. แสดงเครื่องหมาย มอก. และปฏิบัติตามเงื่อนไขหลังได้รับใบอนุญาต</h3>
<p>หลังได้รับใบอนุญาต ผู้ประกอบการสามารถแสดงเครื่องหมาย มอก. บนผลิตภัณฑ์ได้ โดยต้องเป็นไปตามรูปแบบและตำแหน่งที่ สมอ. กำหนด รวมทั้งต้องรักษาระบบควบคุมคุณภาพของโรงงาน และยินยอมให้ สมอ. เข้าตรวจติดตามเป็นระยะ เพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ยังคงเป็นไปตามมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง หากมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการผลิต จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกจำหน่าย</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section5"></a>การทดสอบผลิตภัณฑ์ตาม มอก. 61730 เล่ม 2-2567</span></h2>
<p>การทดสอบผลิตภัณฑ์ เป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการขอใบอนุญาต มอก. โดยผู้ยื่นคำขอต้องจัดเตรียมตัวอย่างผลิตภัณฑ์ตามหลักเกณฑ์ที่ สมอ. กำหนด เพื่อใช้ตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐาน มอก. 61730 เล่ม 2-2567 โดยปฎิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้</p>
<h3>1. การจำแนกประเภทผลิตภัณฑ์</h3>
<p>ก่อนการทดสอบ ผลิตภัณฑ์จะถูกจำแนกตามคุณลักษณะต่าง ๆ เพื่อกำหนดขอบเขตของการทดสอบและการออกใบอนุญาต ได้แก่</p>
<ul>
<li><strong>ชนิดของแผงเซลล์</strong> เช่น ชนิดผลึกซิลิคอน (Crystalline Silicon) ชนิดฟิล์มบาง (Thin-film) และชนิดอื่นๆ</li>
<li><strong>ประเภทของแผงเซลล์</strong> ได้แก่ Monofacial Module และ Bifacial Module</li>
<li><strong>ระดับชั้น</strong> ได้แก่ Class 0, Class II และ Class III</li>
<li><strong>รูปแบบการต่อเซลล์ภายใน</strong> ได้แก่ อนุกรม (Series), อนุกรม-ขนาน (Series-Parallel) และขนาน-อนุกรม (Parallel-Series)</li>
<li><strong>แรงดันไฟฟ้าเปิดวงจร (V)</strong></li>
<li><strong>กำลังไฟฟ้าที่กำหนด (W)</strong></li>
</ul>
<h3>2. การเก็บตัวอย่างเพื่อทดสอบ</h3>
<p>ผู้ยื่นคำขอต้องจัดเตรียมตัวอย่างผลิตภัณฑ์ <strong>1 ชุดตัวอย่าง</strong> สำหรับแต่ละชนิดของแผง ประเภทของแผง ระดับชั้น รูปแบบการต่อเซลล์ แรงดันไฟฟ้าเปิดวงจร และกำลังไฟฟ้าที่กำหนด</p>
<p>กรณียื่นขอหลายกำลังไฟฟ้า จะต้องส่งตัวอย่างที่มีกำลังไฟฟ้า <strong>ต่ำสุด สูงสุด และค่ากึ่งกลาง</strong> โดยค่าต่ำสุดและสูงสุดต้องแตกต่างจากค่ากึ่งกลางไม่เกิน <strong>10%</strong> ทั้งนี้ ตัวอย่าง 1 ชุดประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ (PV Module) จำนวน <strong>10 หน่วย</strong> และแผงแบบไม่มีกรอบ (Unframed PV Module) จำนวน <strong>2 หน่วย</strong> หรือจำนวนที่เพียงพอต่อการทดสอบ</p>
<p>หากเป็นการ <strong>ขอขยายกำลังไฟฟ้า</strong> ของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว ผู้ยื่นคำขอต้องส่งตัวอย่างเพิ่มเติม พร้อมเอกสารด้านการออกแบบ (Design) ข้อมูลจำเพาะ (Specification) วัสดุ (Materials) และรายงานผลการทดสอบของผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Original) ที่มีอายุไม่เกิน <strong>3 ปี</strong> เพื่อประกอบการพิจารณา</p>
<h3>3. การใช้รายงานผลการทดสอบ</h3>
<p>ผู้ยื่นคำขอสามารถใช้รายงานผลการทดสอบตามมาตรฐาน <strong>IEC 61730-2</strong> ที่ออกโดยห้องปฏิบัติการซึ่งได้รับการรับรองตามมาตรฐาน <strong>ISO/IEC 17025</strong> หรือ <strong>มอก. 17025</strong> ได้ โดยรายงานผลการทดสอบต้องมีอายุไม่เกิน <strong>3 ปี</strong> และต้องได้รับการทวนสอบจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมก่อนนำมาใช้ประกอบการยื่นคำขอ</p>
<h3>4. การเตรียมความพร้อมของโรงงาน</h3>
<p>โรงงานผู้ผลิตต้องมีระบบควบคุมคุณภาพที่สามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์ตามข้อกำหนดของมาตรฐาน และมีเครื่องมือสำหรับการทดสอบอย่างน้อย</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section6"></a>การตรวจประเมินระบบควบคุมคุณภาพของโรงงาน</span></h2>
<p>การตรวจประเมินระบบควบคุมคุณภาพของโรงงานเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการขอใบอนุญาต มอก. 61730 เล่ม 2-2567 โดยโรงงานจะต้องแสดงหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนการควบคุมคุณภาพ เครื่องมือทดสอบ และผลการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ รวมถึงต้องมีเครื่องมือสำหรับการทดสอบที่จำเป็น เช่น</p>
<ul>
<li>เครื่องทดสอบความเป็นฉนวนไฟฟ้า (Insulation Test)</li>
<li>เครื่องทดสอบความต่อเนื่องของระบบต่อลงดิน (Continuity Test of Equipotential Bonding)</li>
</ul>
<p>นอกจากนี้ หากเป็นโรงงานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามหลักเกณฑ์ของ สมอ. แล้ว สามารถใช้รายงานผลการประเมินระบบควบคุมคุณภาพ หรือหนังสือรับรองการเป็นไปตามข้อกำหนด (Letter of Conformance) ประกอบการพิจารณาได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section7"></a>การแสดงเครื่องหมาย มอก. หลังได้รับอนุญาต</span></h2>
<p>เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ผู้ประกอบการต้องแสดงเครื่องหมาย มอก. บนผลิตภัณฑ์ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัด โดยขนาดของเครื่องหมายต้องเหมาะสมกับขนาดของผลิตภัณฑ์และมีขนาดไม่น้อยกว่า 30 มิลลิเมตร รวมถึงสามารถแสดงข้อมูลผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับเครื่องหมายมาตรฐานได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section8"></a>หลักเกณฑ์ในการตรวจติดตามผล</span></h2>
<p>หลังได้รับใบอนุญาตแล้ว สมอ. จะดำเนินการตรวจติดตามผลิตภัณฑ์และระบบควบคุมคุณภาพของโรงงานเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ยังคงเป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งการตรวจติดตามประกอบด้วย 4 เรื่องได้แก่</p>
<h3>1. การตรวจติดตามผลิตภัณฑ์</h3>
<p>ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีการตรวจติดตามผลิตภัณฑ์ที่ได้รับใบอนุญาตจากสถานที่ผลิต สถานที่เก็บ หรือสถานที่จำหน่าย อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเป็นไปตามระยะเวลาที่ สมอ. กำหนด ประกอบด้วย</p>
<ul>
<li><strong>การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบทุกรายการตามมาตรฐาน</strong> ภายในระยะเวลา 3 ปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยสุ่มเก็บตัวอย่างจากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับใบอนุญาตเพื่อนำไปทดสอบตามข้อกำหนดทั้งหมดของมาตรฐาน</li>
<li><strong>การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบรายการสำคัญของมาตรฐาน</strong> อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยสุ่มเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ได้รับใบอนุญาต เพื่อตรวจสอบรายการสำคัญ ได้แก่
<ul>
<li>Insulation Test</li>
<li>Continuity Test of Equipotential Bonding</li>
<li>Wet Leakage Current Test</li>
<li>Fire Test</li>
<li>Bypass Diode Thermal Test</li>
<li>Reverse Current Overload Test</li>
</ul>
</li>
<li><strong>กรณีไม่มีห้องปฏิบัติการทดสอบในประเทศ</strong> หรือเป็นการทดสอบเฉพาะด้าน (Type Approval Test) สมอ. อาจพิจารณารับรองรายงานผลการทดสอบที่เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งมีอายุไม่เกิน 1 ปี หรือเป็นไปตามระยะเวลาที่สำนักงานกำหนด</li>
</ul>
<h3>2. การตรวจประเมินระบบควบคุมคุณภาพของโรงงาน</h3>
<p>ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีการตรวจติดตามระบบควบคุมคุณภาพของโรงงาน โดยใช้รายงานผลการประเมินระบบควบคุมคุณภาพของโรงงานที่มีอายุไม่เกิน 3 ปี หรือเป็นไปตามที่ สมอ. กำหนด หากไม่ดำเนินการตรวจติดตามผลิตภัณฑ์หรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด สมอ. อาจเพิ่มความถี่ในการตรวจติดตามเป็นทุก 1 ปี หรือดำเนินการตามมาตรการที่เห็นสมควร</p>
<h3>3. การรับรองตนเอง (Supplier&#8217;s Declaration of Conformity : SDOC)</h3>
<p>ผู้ได้รับใบอนุญาตสามารถรับรองตนเองผ่านระบบ <strong>E-Surveillance</strong> โดยจัดส่งข้อมูลตามแบบ SDOC ที่ สมอ. กำหนด เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาปรับความถี่ในการตรวจติดตามผลิตภัณฑ์และระบบควบคุมคุณภาพของโรงงาน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การขอรับรอง <strong>มอก. 61730 เล่ม 2-2567</strong> ไม่ได้มีเพียงการเตรียมเอกสารและส่งผลิตภัณฑ์เข้าทดสอบเท่านั้น แต่ยังต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ สมอ. ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมข้อมูลทางเทคนิค การตรวจประเมินระบบควบคุมคุณภาพของโรงงาน ไปจนถึงการตรวจติดตามหลังได้รับใบอนุญาต หากเตรียมความพร้อมได้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความล่าช้าและเพิ่มโอกาสให้การพิจารณาเป็นไปอย่างราบรื่น</p>
<p>หากคุณกำลังวางแผนขอ <strong>มอก. แผงเซลล์แสงอาทิตย์</strong> หรือผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมประเภทอื่น <span style="color: #238f9c;">Livilution Consult</span> พร้อมให้คำปรึกษาและรับดำเนินการขอ มอก. ตั้งแต่การตรวจสอบความพร้อมของผลิตภัณฑ์ การเตรียมเอกสาร การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการยื่นคำขอ เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรีได้เลย</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-tsi/solar-cell/">วิธีขอจด มอก. 61730 เล่ม 2-2567 แผงโซลาเซลล์ เตรียมเอกสารอะไรบ้าง</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-tsi/solar-cell/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขั้นตอนการขอ อย. นมดัดแปลงสำหรับทารก เอกสารที่ต้องใช้ ค่าคำขอเท่าไหร่</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/fda-modified-milk-for-infants/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/fda-modified-milk-for-infants/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2026 12:47:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ขั้นตอนการขอ อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าคำขอ อย.]]></category>
		<category><![CDATA[จดอย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.นม]]></category>
		<category><![CDATA[อย.อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารทารก]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเด็ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1708</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอ อย. นมดัดแปลงสำหรับทารก ต้องเตรียมสูตรผลิตภัณฑ์ เอกสาร ฉลาก และผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของ อย. ก่อนจึงจะสามารถผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/fda-modified-milk-for-infants/">ขั้นตอนการขอ อย. นมดัดแปลงสำหรับทารก เอกสารที่ต้องใช้ ค่าคำขอเท่าไหร่</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนวางจำหน่าย <strong>นมดัดแปลงสำหรับทารก</strong> ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ทั้งด้านสูตรผลิตภัณฑ์ คุณภาพ ฉลาก และเอกสารประกอบ บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> รวบรวมขั้นตอนการขอ อย. เอกสารที่ต้องใช้ ระยะเวลาดำเนินการ และค่าธรรมเนียม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">หลักเกณฑ์การขอ อย. นมดัดแปลงสำหรับทารก</a></li>
<li><a href="#section2">เอกสารที่ใช้ขอ อย. นมดัดแปลงสำหรับทารก</a></li>
<li><a href="#section3">ขั้นตอนการขอ อย. นมดัดแปลงสำหรับทารก</a></li>
<li><a href="#section4">ใบอนุญาตที่ได้รับหลังผ่านการอนุมัติจาก อย.</a></li>
<li><a href="#section5">ค่าธรรมเนียมการขอ อย. นมดัดแปลงสำหรับทารก</a></li>
<li><a href="#section6">ระยะเวลาดำเนินการ</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>หลักเกณฑ์การขอ อย. นมดัดแปลงสำหรับทารก</span></h2>
<p>ผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตหรือนำเข้านมดัดแปลงสำหรับทารก หรือนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญ ดังนี้</p>
<h3>1. ผลิตภัณฑ์ต้องอยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนด</h3>
<p>ผลิตภัณฑ์ต้องจัดอยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่ง ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>นมดัดแปลงสำหรับทารก</strong> สำหรับทารกแรกเกิดถึงอายุ 12 เดือน ใช้เป็นอาหารทดแทนนมหรือเสริมนมแม่</li>
<li><strong>นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก</strong> สำหรับทารกอายุ 6–12 เดือน และเด็กอายุ 1–3 ปี</li>
</ul>
<h3>2. สถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้าต้องได้รับอนุญาต</h3>
<p>ผู้ผลิตต้องได้รับใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร และผู้นำเข้าต้องได้รับใบอนุญาตสถานที่นำเข้าอาหาร โดยใบอนุญาตต้องยังมีผลบังคับใช้ และสถานที่ผลิตต้องผ่านหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) ตามที่ อย. กำหนด</p>
<h3>3. สูตรและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด</h3>
<p>สูตรส่วนประกอบ คุณค่าทางโภชนาการ กรรมวิธีการผลิต และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่องนมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก หากมีการใช้กรรมวิธีการผลิตที่แตกต่างจากหลักเกณฑ์ จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก อย. ก่อนยื่นขออนุญาต</p>
<h3>4. ส่วนประกอบต้องเป็นไปตามข้อกำหนด</h3>
<p>หากมีการใช้วัตถุเจือปนอาหาร ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่องวัตถุเจือปนอาหาร และต้องไม่มีการใช้สารที่กฎหมายห้ามใช้ในอาหาร หากผลิตภัณฑ์มีการใช้ <strong>Novel Food</strong> หรือ <strong>Novel Ingredient</strong> จะต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยจาก อย. ก่อน</p>
<h3>5. บรรจุภัณฑ์ ชื่อผลิตภัณฑ์ และฉลากต้องถูกต้อง</h3>
<p>ภาชนะบรรจุอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ส่วนชื่อผลิตภัณฑ์ เครื่องหมายการค้า และการแสดงฉลาก ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง</p>
<h3>6. การกล่าวอ้างทางสุขภาพต้องได้รับการประเมิน</h3>
<p>หากผลิตภัณฑ์มีการกล่าวอ้างด้านสุขภาพ (Health Claim) บนฉลากหรือสื่อโฆษณา จะต้องผ่านการประเมินและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อนนำมาใช้</p>
<p>สำหรับบทความ ไม่ควรใส่เอกสารทั้ง 26 รายการ เพราะยาวเกินไปและไม่เป็นมิตรกับผู้อ่าน แนะนำสรุปเฉพาะเอกสารหลัก และระบุว่า &#8220;อาจมีเอกสารเพิ่มเติมตามลักษณะผลิตภัณฑ์&#8221; ดังนี้</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>เอกสารที่ใช้ขอ อย. นมดัดแปลงสำหรับทารก</span></h2>
<p>การยื่นคำขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะต้องจัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน โดยเอกสารที่ใช้ ได้แก่</p>
<ul>
<li><strong>คำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.17)</strong> หรือ <strong>คำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร (แบบ สบ.3)</strong> ตามประเภทของสถานที่ผลิต</li>
<li><strong>สูตรส่วนประกอบ 100%</strong> พร้อมรายละเอียดกรรมวิธีการผลิต และวิธีการเตรียมผลิตภัณฑ์</li>
<li><strong>รายงานผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพหรือมาตรฐานของผลิตภัณฑ์</strong> รวมถึงผลวิเคราะห์กรดอะมิโนและสารอาหารที่กฎหมายกำหนด</li>
<li><strong>รายงานผลการตรวจวิเคราะห์วัตถุเจือปนอาหาร</strong> (กรณีมีการใช้) เพื่อยืนยันว่าสอดคล้องกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข</li>
<li><strong>ตารางเปรียบเทียบผลวิเคราะห์กับมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด</strong> และข้อมูลที่แสดงบนฉลาก</li>
<li><strong>Specification ของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์</strong> (ถ้ามี)</li>
<li><strong>ฉลากอาหารภาษาไทย</strong> และ <strong>ฉลากภาษาต่างประเทศ</strong> (กรณีนำเข้า) พร้อมคำแปลฉลาก หากฉลากต้นฉบับไม่ใช่ภาษาอังกฤษ</li>
<li><strong>เอกสารสนับสนุนข้อความหรือสัญลักษณ์บนฉลาก</strong> เช่น การกล่าวอ้างคุณประโยชน์หรือข้อมูลทางโภชนาการ (ถ้ามี)</li>
<li><strong>ใบรับรองสถานที่ผลิตอาหาร (Certification)</strong> สำหรับกรณีนำเข้าผลิตภัณฑ์เพื่อการค้า</li>
<li><strong>แบบตรวจสอบคำขอ (Checklist)</strong> ตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด</li>
</ul>
<p>หากผลิตภัณฑ์มีลักษณะเฉพาะ อาจต้องแนบเอกสารเพิ่มเติม เช่น</p>
<ul>
<li>หนังสืออนุมัติกรรมวิธีการฆ่าเชื้ออื่นจาก อย.</li>
<li>หนังสืออนุมัติลักษณะอาหาร</li>
<li>เอกสารการกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claim)</li>
<li>เอกสารการใช้ Novel Food หรือ Novel Ingredient</li>
<li>เอกสารค่า <strong>F₀ (Sterilizing Value)</strong> หรือการปรับ <strong>Equilibrium pH</strong></li>
<li>คำรับรองการใช้ภาชนะบรรจุอาหาร</li>
<li>ตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหาร (กรณี อย. ร้องขอ)</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>ขั้นตอนการขอ อย. นมดัดแปลงสำหรับทารก</span></h2>
<p>การขอเลข อย. สำหรับนมดัดแปลงสำหรับทารก ใช้ระบบ <strong>e-Submission ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)</strong> โดยมีขั้นตอน ดังนี้</p>
<h3>1. ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission</h3>
<p>ผู้ประกอบการสมัคร <strong>OPEN ID</strong> และเข้าสู่ระบบ e-Submission ผ่านเว็บไซต์ Privus ของ อย. จากนั้นดาวน์โหลดแบบคำขอ กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน พร้อมอัปโหลดเอกสารประกอบเข้าสู่ระบบ</p>
<p>หลังจากยื่นคำขอแล้ว ให้พิมพ์ใบสั่งชำระค่าพิจารณาคำขอ ชำระค่าธรรมเนียม และนำเอกสารพร้อมแบบตรวจสอบคำขอไปยื่นที่ <strong>ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (OSSC)</strong> ภายใน <strong>15 วัน</strong> นับจากวันที่ชำระเงิน</p>
<p>เมื่อได้รับเอกสาร เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความครบถ้วนของคำขอ หากเอกสารไม่สมบูรณ์หรือจำเป็นต้องขอข้อมูลเพิ่มเติม จะมีการแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอแก้ไขผ่านระบบ e-Submission</p>
<h3>2. เจ้าหน้าที่ตรวจพิจารณาเอกสาร</h3>
<p>เมื่อคำขอครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร รวมถึงประเมินความสอดคล้องตามกฎหมายและหลักวิชาการที่เกี่ยวข้อง</p>
<ul>
<li>ระยะเวลาพิจารณาโดยเจ้าหน้าที่: <strong>21 วันทำการ</strong></li>
<li>หากพบข้อบกพร่องหรือจำเป็นต้องชี้แจงเพิ่มเติม จะมีการแจ้งผ่านระบบ e-Submission</li>
</ul>
<h3>3. แก้ไขข้อบกพร่องหรือชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม (หากมี)</h3>
<p>หากเจ้าหน้าที่แจ้งให้แก้ไข ผู้ประกอบการต้องติดตามสถานะคำขอผ่านระบบ e-Submission และดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด ระบบจะส่งรายละเอียดการแก้ไขผ่านทั้งหน้า <strong>ติดตามสถานะคำขอ</strong> และอีเมลที่ใช้สมัคร OPEN ID</p>
<p>ผู้ยื่นคำขอสามารถแก้ไขหรือชี้แจงเพิ่มเติมได้ <strong>ภายใน 20 วันทำการต่อครั้ง ไม่เกิน 4 ครั้ง</strong> รวมระยะเวลาสูงสุด <strong>80 วันทำการ</strong> หากไม่ดำเนินการภายในกำหนด อย. จะพิจารณาคำขอตามข้อมูลที่ยื่นไว้</p>
<h3>4. พิจารณาอนุมัติและลงนาม</h3>
<p>เมื่อการพิจารณาแล้วเสร็จ ผู้มีอำนาจจะลงนามอนุญาตหรือไม่อนุญาต และระบบ e-Submission จะแจ้งผลการพิจารณาทางอีเมลทันที และผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อดาวน์โหลดเอกสารการอนุญาตได้</p>
<h3>5. ชำระค่าธรรมเนียมและรับใบสำคัญการขึ้นทะเบียน</h3>
<p>เมื่อได้รับอนุมัติและออก <strong>ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.18)</strong> ผู้ประกอบการต้องพิมพ์ใบสั่งชำระค่าธรรมเนียมจากระบบ e-Submission และชำระเงินตามช่องทางที่กำหนด หลังจากชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว จึงสามารถดาวน์โหลดหลักฐานการอนุญาตและใบสำคัญการขึ้นทะเบียนจากระบบได้</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section4"></a>ใบอนุญาตที่ได้รับหลังผ่านการอนุมัติจาก อย.</span></h2>
<p>เมื่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุมัติคำขอและผู้ประกอบการชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว จะได้รับ <strong>ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.18)</strong> ผ่านระบบ e-Submission ซึ่งเป็นหลักฐานว่า ผลิตภัณฑ์นมดัดแปลงสำหรับทารกหรือนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก ได้รับอนุญาตให้ผลิตหรือนำเข้าและจำหน่ายในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section5"></a>ค่าธรรมเนียมการขอ อย. นมดัดแปลงสำหรับทารก</span></h2>
<p>การยื่นคำขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง ดังนี้</p>
<ul>
<li>ค่าพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.17) หรือคำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร 3,000 บาท ต่อคำขอ</li>
<li>ค่าพิจารณาคำขอ กรณีอ้างอิงสูตรและกรรมวิธีการผลิตที่ได้รับอนุญาตแล้ว (ของผู้รับอนุญาตที่เป็นนิติบุคคลเดียวกัน) 1,000 บาท ต่อคำขอ</li>
<li>ค่าธรรมเนียมคำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร กรณีอ้างอิงสูตรและกรรมวิธีการผลิต 5,000 บาท ต่อคำขอ</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section6"></a>ระยะเวลาดำเนินการ</span></h2>
<p>การขอขึ้นทะเบียน <strong>นมดัดแปลงสำหรับทารก</strong> ใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ <strong>3 เดือน</strong> หรือ <strong>108 วันทำการ</strong> ตามคู่มือของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระยะเวลาดังกล่าวแบ่งเป็น</p>
<ul>
<li>28 วันทำการ สำหรับการตรวจสอบและพิจารณาคำขอโดยเจ้าหน้าที่ อย.</li>
<li>สูงสุด 80 วันทำการ สำหรับการแก้ไขข้อบกพร่องหรือชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมของผู้ยื่นคำขอ (หากมี)</li>
</ul>
<p>การขอ อย. นมดัดแปลงสำหรับทารก มีข้อกำหนดด้านสูตร คุณภาพ ฉลาก และเอกสารที่ต้องจัดเตรียมอย่างครบถ้วน การศึกษาเกณฑ์และเตรียมความพร้อมก่อนยื่นคำขอจะช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องและลดความล่าช้า หากต้องการผู้ช่วยดูแลทุกขั้นตอน <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> บริการรับจด อย. พร้อมให้คำปรึกษา ตรวจสอบเอกสาร และดำเนินการยื่นขออนุญาตกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรี</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/fda-modified-milk-for-infants/">ขั้นตอนการขอ อย. นมดัดแปลงสำหรับทารก เอกสารที่ต้องใช้ ค่าคำขอเท่าไหร่</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/fda-modified-milk-for-infants/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขั้นตอนการขอ อย. อาหารเสริม สำหรับทารกและเด็กเล็ก</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/fda-baby-supplementary-food/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/fda-baby-supplementary-food/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2026 12:23:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ขั้นตอนการขอ อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าคำขอ อย.]]></category>
		<category><![CDATA[จดอย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย. อาหารเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[อย.อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารทารก]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเสริม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1702</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอ อย. อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านสูตร คุณภาพ มาตรฐาน ฉลาก และผ่านการพิจารณาจาก อย. ก่อนผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/fda-baby-supplementary-food/">ขั้นตอนการขอ อย. อาหารเสริม สำหรับทารกและเด็กเล็ก</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากคุณกำลังวางแผนผลิตหรือนำเข้าอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก การเตรียมความพร้อมด้านเอกสารและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพที่เข้มงวดเป็นพิเศษ <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> จึงมาพร้อมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการขอ อย. ไว้ในบทความนี้ ทั้งหลักเกณฑ์ ขั้นตอนการยื่นคำขอ เอกสารที่ต้องใช้ ค่าธรรมเนียม และระยะเวลาดำเนินการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมตัวได้อย่างครบถ้วน</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">หลักเกณฑ์ในการขอ อย. อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก</a></li>
<li><a href="#section2">เอกสารในการขอ อย.</a></li>
<li><a href="#section3">ขั้นตอนการขอ อย. อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก</a></li>
<li><a href="#section4">ใบอนุญาตที่ได้รับหลังผ่านการอนุมัติจาก อย.</a></li>
<li><a href="#section5">ค่าธรรมเนียมการขอ อย.</a></li>
<li><a href="#section6">ระยะเวลาดำเนินการขอ อย.</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>หลักเกณฑ์ในการขอ อย. อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก</span></h2>
<ol>
<li><strong>ผลิตภัณฑ์ต้องอยู่ในประเภทอาหารที่กฎหมายกำหนด</strong> ได้แก่
<ul>
<li>นมดัดแปลงสำหรับทารก</li>
<li>นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก</li>
<li>อาหารทารก</li>
<li>อาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก</li>
<li>อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก</li>
</ul>
</li>
<li><strong>นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก</strong> ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากการปรับเปลี่ยนส่วนประกอบของนมโคให้มีสารอาหารเหมาะสมกับวัย โดยแบ่งเป็น
<ul>
<li><strong>นมดัดแปลงสำหรับทารก</strong> สำหรับทารกแรกเกิดถึง 12 เดือน ใช้ทดแทนนมแม่</li>
<li><strong>นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก</strong> สำหรับทารกอายุ 6–12 เดือน และเด็กอายุ 1–3 ปี</li>
</ul>
</li>
<li><strong>อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก</strong> ต้องเป็นอาหารที่นอกเหนือจากนมดัดแปลง และมีสารอาหารเหมาะสมกับช่วงวัย โดยแบ่งเป็น
<ul>
<li><strong>อาหารทารก</strong> สำหรับทารกแรกเกิดถึง 12 เดือน ใช้ทดแทนนมแม่</li>
<li><strong>อาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก</strong> สำหรับทารกอายุ 6–12 เดือน และเด็กอายุ 1–3 ปี</li>
</ul>
</li>
<li><strong>อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก</strong> ต้องเป็นอาหารที่ใช้เสริมคุณค่าอาหารและสร้างความคุ้นเคยในการรับประทานอาหารทั่วไป สำหรับเด็กอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี โดยแบ่งเป็น 6 ประเภท ได้แก่
<ul>
<li>แป้ง</li>
<li>ผัก</li>
<li>ถั่ว</li>
<li>ผลไม้</li>
<li>เนื้อสัตว์</li>
<li>อาหารผสม (ตั้งแต่ 2 ประเภทขึ้นไป)</li>
</ul>
</li>
<li><strong>ผลิตภัณฑ์ต้องไม่เข้าข่ายเป็นอาหารวัตถุประสงค์พิเศษ</strong> เช่น อาหารสำหรับทารกหรือเด็กเล็กที่มีภาวะทางการแพทย์ ระบบย่อยอาหารผิดปกติ หรือแพ้อาหารบางชนิด ซึ่งจะต้องยื่นขออนุญาตตามหลักเกณฑ์ของอาหารวัตถุประสงค์พิเศษ</li>
<li><strong>สถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้าต้องได้รับอนุญาต</strong>
<ul>
<li>การผลิต ต้องได้รับอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารตามประเภทผลิตภัณฑ์ และใช้กรรมวิธีการผลิตตามที่ได้รับอนุญาต</li>
<li>การนำเข้า ต้องได้รับอนุญาตสถานที่นำเข้าอาหาร และมีสถานที่เก็บรักษาที่สอดคล้องกับที่ได้รับอนุญาต</li>
<li>ใบอนุญาตต้องยังมีผลบังคับใช้ และสถานที่ผลิตต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ GMP ที่เกี่ยวข้อง</li>
</ul>
</li>
<li><strong>กรณีใช้ Novel Ingredient หรือ Novel Food</strong> ต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อนยื่นคำขอ</li>
<li><strong>ผลิตภัณฑ์ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด</strong> โดยต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับนมดัดแปลง อาหารทารก และอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก รวมถึงประกาศอื่นที่เกี่ยวข้อง</li>
<li><strong>สูตรส่วนประกอบและกรรมวิธีการผลิตต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข</strong> หากใช้กรรมวิธีการผลิตที่แตกต่างจากที่กำหนด ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อนยื่นคำขอ</li>
<li><strong>กรณีใช้วัตถุเจือปนอาหาร</strong> ต้องใช้เฉพาะชนิดและปริมาณที่ได้รับอนุญาตตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่องวัตถุเจือปนอาหาร</li>
<li><strong>ห้ามใช้วัตถุที่กฎหมายห้ามใช้ในอาหาร</strong> และห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารที่เข้าข่ายเป็นอาหารต้องห้ามตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข</li>
<li><strong>ภาชนะบรรจุอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด</strong> โดยเฉพาะกรณีใช้ภาชนะหรือฝาพลาสติกที่มีสีสัมผัสอาหารเหลวหรือกึ่งแข็งกึ่งเหลว ต้องมีรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และเก็บเอกสารไว้ ณ สถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้า</li>
<li><strong>ชื่ออาหาร ตราสินค้า และเครื่องหมายการค้า</strong> ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยนมดัดแปลง อาหารทารก อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก การแสดงฉลากอาหาร และพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง</li>
<li><strong>การแสดงฉลากอาหาร</strong> ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยนมดัดแปลง อาหารทารก อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก ประกาศเรื่องการแสดงฉลากอาหารในภาชนะบรรจุ พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง</li>
<li><strong>กรณีมีการกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claim)</strong> จะต้องผ่านการประเมินและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อนนำไปใช้บนฉลากหรือสื่อประชาสัมพันธ์</li>
<li><strong>ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และแนวทางอื่น ๆ ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา</strong> ที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตนมดัดแปลงสำหรับทารก นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก อาหารทารก อาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก และอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก เพื่อให้การยื่นขออนุญาตเป็นไปอย่างถูกต้องครบถ้วนและเป็นไปตามกฎหมาย</li>
</ol>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>เอกสารในการขอ อย. อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก</span></h2>
<p>ผู้ประกอบการที่ผลิต นำเข้า หรืออ้างอิงสูตรและแบ่งบรรจุผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กเพื่อจำหน่ายในประเทศ จะต้องจัดเตรียมเอกสารประกอบการยื่นคำขอ ดังนี้</p>
<ol>
<li><strong>คำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.17)</strong> (กรณีสถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้าที่เข้าข่ายโรงงาน)</li>
<li><strong>คำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร (แบบ สบ.3)</strong> (กรณีสถานที่ผลิตที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน)</li>
<li><strong>หนังสืออนุมัติกรรมวิธีการฆ่าเชื้ออื่น ๆ</strong> (กรณีผลิตภัณฑ์ชนิดเหลวที่ไม่ได้ใช้วิธี UHT หรือ Sterilized)</li>
<li><strong>หนังสืออนุมัติลักษณะอาหารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา</strong> (กรณีลักษณะอาหารไม่เป็นไปตามที่ประกาศกำหนด)</li>
<li><strong>รายงานผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพหรือมาตรฐาน และชนิดและปริมาณกรดอะมิโนของผลิตภัณฑ์</strong></li>
<li><strong>รายงานผลการตรวจวิเคราะห์ชนิดและปริมาณสารอาหาร</strong> (กรณีแสดงข้อมูลสารอาหารบนฉลาก)</li>
<li><strong>รายงานผลการวิเคราะห์ชนิดและปริมาณวัตถุเจือปนอาหาร</strong> (กรณีมีการใช้วัตถุเจือปนอาหาร)</li>
<li><strong>เอกสารตารางเปรียบเทียบผลวิเคราะห์กับคุณภาพมาตรฐานตามประกาศฯ และข้อมูลบนฉลาก</strong></li>
<li><strong>เอกสารตารางเปรียบเทียบผลวิเคราะห์สารอาหารของผลิตภัณฑ์กับฉลาก</strong> (กรณีแสดงสารอาหารเพิ่มเติม)</li>
<li><strong>เอกสารตารางเปรียบเทียบปริมาณสารอาหารในน้ำนมแม่กับฉลาก</strong> (กรณีกล่าวอ้างสารอาหารตามที่กฎหมายกำหนด)</li>
<li><strong>เอกสารตารางเปรียบเทียบสารอาหารที่กล่าวอ้างบนฉลากกับค่าอ้างอิง Thai DRI พ.ศ. 2563</strong></li>
<li><strong>เอกสารเปรียบเทียบสารอาหารของผลิตภัณฑ์กับมาตรฐาน CODEX STAN 074-1981 (2006)</strong> (กรณีใช้มาตรฐานดังกล่าว)</li>
<li><strong>เอกสารตรวจสอบปริมาณการใช้วัตถุเจือปนอาหารของผลิตภัณฑ์</strong></li>
<li><strong>เอกสารข้อกำหนดเฉพาะ (Specification) ของวัตถุดิบ</strong></li>
<li><strong>เอกสารข้อกำหนดเฉพาะ (Specification) ของผลิตภัณฑ์</strong></li>
<li><strong>คำรับรองการใช้ภาชนะบรรจุอาหาร</strong> (กรณีใช้ภาชนะหรือฝาพลาสติกสีที่สัมผัสอาหาร)</li>
<li><strong>ใบรับรองสถานที่ผลิตอาหาร (Certification)</strong> (กรณีนำเข้าเพื่อการค้า)</li>
<li><strong>เอกสารแสดงค่า F₀ (Sterilizing Value) ไม่น้อยกว่า 3 นาที</strong> (กรณีอาหารกรดต่ำในภาชนะบรรจุปิดสนิท)</li>
<li><strong>เอกสารวิธีการปรับให้ได้สภาพความเป็นกรด-ด่างสมดุล (Equilibrium pH)</strong> (กรณีอาหารปรับกรดในภาชนะบรรจุปิดสนิท)</li>
<li><strong>ฉลากอาหารภาษาไทย</strong></li>
<li><strong>ฉลากอาหารภาษาต่างประเทศ</strong> (กรณีนำเข้า)</li>
<li><strong>เอกสารคำแปลฉลากอาหารเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ</strong> (กรณีฉลากไม่ใช่ภาษาอังกฤษ)</li>
<li><strong>เอกสารหรือหลักฐานสนับสนุนข้อความหรือสัญลักษณ์บนฉลากอาหาร</strong> (ถ้ามี)</li>
<li><strong>เอกสารหรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง</strong> (ถ้ามี)</li>
<li><strong>แบบตรวจสอบคำขอและบันทึกข้อบกพร่อง (Checklist)</strong> สำหรับคำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (อ.17) หรือคำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร (สบ.3)</li>
<li><strong>ตัวอย่างอาหาร</strong> (กรณีสำนักงาน อย. ขอเพิ่มเติมหรือกำหนดให้ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์)</li>
</ol>
<p><strong>หมายเหตุ:</strong> เอกสารหลายรายการใช้เฉพาะบางกรณี เช่น การนำเข้า การกล่าวอ้างสารอาหาร การใช้วัตถุเจือปนอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะและกรรมวิธีการผลิตเฉพาะ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ก่อนยื่นคำขอ เพื่อเตรียมเอกสารได้ครบถ้วนและลดความล่าช้าในการพิจารณา</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>ขั้นตอนการขอ อย. อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก</span></h2>
<h3>1. ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission</h3>
<p>ผู้ประกอบการสมัคร Open ID และเข้าสู่ระบบ e-Submission ของ อย. จากนั้นดาวน์โหลดแบบคำขอ กรอกรายละเอียด อัปโหลดเอกสาร และชำระค่าพิจารณาคำขอ ก่อนนำเอกสารพร้อม Checklist ยื่นที่ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (OSSC) ภายใน <strong>15 วัน</strong> หลังชำระค่าธรรมเนียม เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารเบื้องต้น</p>
<h3>2. เจ้าหน้าที่ตรวจพิจารณาเอกสาร (ประมาณ 21 วัน)</h3>
<p>เมื่อเอกสารครบถ้วน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ความสอดคล้องตามกฎหมาย และประเมินข้อมูลทางวิชาการของผลิตภัณฑ์ หากพบข้อบกพร่องหรือจำเป็นต้องขอข้อมูลเพิ่มเติม จะแจ้งผ่านระบบ e-Submission</p>
<h3>3. แก้ไขข้อบกพร่องหรือชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม (สูงสุด 80 วัน)</h3>
<p>หากได้รับแจ้งให้แก้ไขหรือชี้แจง ผู้ยื่นคำขอต้องเข้าสู่ระบบ e-Submission เพื่อติดตามสถานะและส่งเอกสารเพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยสามารถแก้ไขได้ <strong>ไม่เกิน 4 ครั้ง</strong> ครั้งละไม่เกิน <strong>20 วันทำการ</strong> หากไม่ดำเนินการภายในกำหนด อย. จะพิจารณาจากข้อมูลที่มีอยู่</p>
<h3>4. พิจารณาอนุมัติและลงนาม (ประมาณ 7 วัน)</h3>
<p>เมื่อการตรวจสอบเสร็จสิ้น ผู้มีอำนาจจะพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาต ระบบ e-Submission จะแจ้งผลผ่านอีเมล และผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อดาวน์โหลดหลักฐานการอนุญาตได้ทันที</p>
<h3>5. ชำระค่าธรรมเนียมและรับใบสำคัญการขึ้นทะเบียน</h3>
<p>กรณีได้รับอนุมัติ ผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียม <strong>ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.18)</strong> ผ่านระบบ e-Submission หลังชำระเงินเรียบร้อยจึงสามารถดาวน์โหลดใบสำคัญการขึ้นทะเบียนได้</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section4"></a>ใบอนุญาตที่ได้รับหลังผ่านการอนุมัติจาก อย.</span></h2>
<p>เมื่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พิจารณาอนุมัติคำขอเรียบร้อยแล้ว ผู้ประกอบการจะได้รับ <strong>ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.18)</strong> ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงว่าผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กได้รับอนุญาตให้ผลิตหรือนำเข้าและจำหน่ายในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section5"></a>ค่าธรรมเนียมการขอ อย. อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก</span></h2>
<p>การยื่นคำขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีค่าธรรมเนียมที่ผู้ประกอบการต้องชำระตามประเภทของคำขอ ดังนี้</p>
<ol>
<li><strong>ค่าพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.17) หรือคำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร</strong><br />
สำหรับการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่หรือขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร</p>
<ul>
<li><strong>ค่าธรรมเนียม:</strong> <strong>3,000 บาท</strong></li>
</ul>
</li>
<li><strong>ค่าพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.17) หรือคำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร กรณีอ้างอิงสูตรและกรรมวิธีการผลิตเดิม</strong><br />
ใช้สำหรับกรณีอ้างอิงสูตรและกรรมวิธีการผลิตของผลิตภัณฑ์ที่เคยได้รับอนุญาตแล้ว และเป็นของผู้รับอนุญาตนิติบุคคลเดียวกัน</p>
<ul>
<li><strong>ค่าธรรมเนียม:</strong> <strong>1,000 บาท</strong></li>
</ul>
</li>
<li><strong>ค่าธรรมเนียมคำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร กรณีอ้างอิงสูตรและกรรมวิธี</strong><br />
สำหรับการขออนุญาตใช้ฉลากอาหารในกรณีอ้างอิงสูตรและกรรมวิธีการผลิต ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522</p>
<ul>
<li><strong>ค่าธรรมเนียม:</strong> <strong>5,000 บาท</strong></li>
</ul>
</li>
</ol>
<p><strong>หมายเหตุ:</strong> ค่าธรรมเนียมทั้งหมดชำระผ่านช่องทางที่ระบุในใบสั่งชำระเงินที่ออกจากระบบ <strong>e-Submission</strong> ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยอัตราค่าธรรมเนียมเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง และอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามที่กฎหมายกำหนดในอนาคต</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section6"></a>ระยะเวลาดำเนินการขอ อย. อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก</span></h2>
<p>การยื่นขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีระยะเวลาดำเนินการ <strong>ประมาณ 3 เดือน</strong> ทั้งนี้ ระยะเวลาดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับความครบถ้วนของเอกสารและความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ รวมถึงระยะเวลาที่ผู้ยื่นคำขอใช้ในการแก้ไขข้อบกพร่องตามที่ อย. กำหนด</p>
<p>การขอ อย. อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กมีรายละเอียดและข้อกำหนดที่ค่อนข้างเข้มงวด ทั้งด้านเอกสาร สูตรผลิตภัณฑ์ คุณภาพ มาตรฐาน และการแสดงฉลาก การเตรียมความพร้อมให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความล่าช้าและเพิ่มโอกาสให้การพิจารณาเป็นไปอย่างราบรื่น</p>
<p>หากคุณกำลังเตรียมจด อย. อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> พร้อมให้คำปรึกษาและรับดำเนินการจด อย. แบบครบวงจร ตั้งแต่ตรวจสอบประเภทผลิตภัณฑ์ เตรียมเอกสาร ตรวจสอบฉลาก ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปจนถึงการยื่นคำขอและติดตามผล โดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรีได้เลย</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/fda-baby-supplementary-food/">ขั้นตอนการขอ อย. อาหารเสริม สำหรับทารกและเด็กเล็ก</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/fda-baby-supplementary-food/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขั้นตอนการขอ อย. อาหาร ที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชง เอกสารที่ใช้ ค่าธรรมเนียม</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/fda-cannabis/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/fda-cannabis/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2026 11:52:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[กัญชากัญชง]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ขั้นตอนการขอ อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าคำขอ อย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.กัญชา]]></category>
		<category><![CDATA[อย.อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เอกสารขออย.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1697</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอ อย. อาหารที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชง ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ อย. เตรียมเอกสารให้ครบ ยื่นผ่านระบบ e-Submission และควบคุมสูตร ฉลาก รวมถึงปริมาณ THC และ CBD ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด.</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/fda-cannabis/">ขั้นตอนการขอ อย. อาหาร ที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชง เอกสารที่ใช้ ค่าธรรมเนียม</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากคุณต้องการผลิตหรือนำเข้าอาหารที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชงเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย การขอเลข อย. จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งด้านส่วนประกอบ คุณภาพ ฉลาก และเอกสารที่กำหนด บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution </span>มาพร้อมหลักเกณฑ์ ขั้นตอน เอกสาร ค่าธรรมเนียม และระยะเวลาดำเนินการ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมก่อนยื่นขออนุญาตได้อย่างถูกต้อง</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">หลักเกณฑ์การขอ อย. อาหารที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชง</a>
<ul>
<li><a href="#section2">ส่วนของกัญชาหรือกัญชงที่ใช้ในการผลิตอาหารได้</a></li>
<li><a href="#section3">อาหารประเภทใดที่สามารถพิจารณาให้ใช้กัญชาหรือกัญชงได้</a></li>
<li><a href="#section4">อาหารที่ห้ามใช้กัญชาหรือกัญชงเป็นส่วนประกอบ</a></li>
<li><a href="#section5">กรณีเป็น Novel Food หรือ Novel Ingredients</a></li>
<li><a href="#section6">คุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์</a></li>
<li><a href="#section7">ปริมาณ THC และ CBD ที่กฎหมายกำหนด</a></li>
<li><a href="#section8">การตั้งชื่อและการแสดงฉลาก</a></li>
</ul>
</li>
<li><a href="#section9">เอกสารที่ใช้ในการขอ อย. อาหารที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชง</a></li>
<li><a href="#section10">ขั้นตอนการขอ อย. อาหารที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชง</a></li>
<li><a href="#section11">ใบอนุญาตที่ได้รับหลังผ่านการอนุมัติจาก อย.</a></li>
<li><a href="#section12">ค่าธรรมเนียมการขอ อย.</a></li>
<li><a href="#section13">ระยะเวลาดำเนินการ</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>หลักเกณฑ์การขอ อย. อาหารที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชง</span></h2>
<p>ผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตหรือนำเข้าอาหารที่มีส่วนประกอบของกัญชาหรือกัญชง จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด โดยผลิตภัณฑ์ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านชนิดของวัตถุดิบ คุณภาพ มาตรฐาน สูตรการผลิต ฉลากอาหาร และปริมาณสารสำคัญที่อนุญาต เพื่อให้สามารถยื่นขอขึ้นทะเบียนอาหารและได้รับเลขสารบบอาหารได้อย่างถูกต้อง</p>
<h3><a id="section2"></a>ส่วนของกัญชาหรือกัญชงที่ใช้ในการผลิตอาหารได้</h3>
<p>อาหารที่ยื่นขอขึ้นทะเบียนต้องอยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 427) พ.ศ. 2564 และ (ฉบับที่ 438) พ.ศ. 2565 ซึ่งกำหนดให้ใช้ได้เฉพาะ <strong>ส่วนของกัญชาและกัญชงที่ได้รับอนุญาต</strong> ได้แก่</p>
<ul>
<li>เปลือก</li>
<li>ลำต้น</li>
<li>เส้นใย</li>
<li>กิ่งก้าน</li>
<li>ราก</li>
<li>ใบที่ไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วย</li>
</ul>
<h3><a id="section3"></a>อาหารประเภทใดที่สามารถพิจารณาให้ใช้กัญชาหรือกัญชงได้</h3>
<p>อย. กำหนดแนวทางพิจารณาตามประเภทอาหารที่มีส่วนประกอบของกัญชาหรือกัญชง โดยผลิตภัณฑ์ที่สามารถยื่นขอได้ เช่น</p>
<ul>
<li>ชา</li>
<li>อาหารกึ่งสำเร็จรูป</li>
<li>ซอส</li>
<li>ขนมปัง</li>
<li>หมากฝรั่งและลูกอม</li>
<li>วุ้นและเยลลี่</li>
<li>ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์</li>
<li>อาหารพร้อมรับประทาน</li>
<li>นมและผลิตภัณฑ์ของนม</li>
<li>ไอศกรีม</li>
<li>อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท</li>
<li>อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก</li>
<li>ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร</li>
</ul>
<p>ทั้งนี้ แต่ละประเภทอาหารจะมีเงื่อนไขและข้อกำหนดเฉพาะแตกต่างกัน จึงต้องตรวจสอบประกาศที่เกี่ยวข้องก่อนยื่นคำขอ</p>
<h3><a id="section4"></a>อาหารที่ห้ามใช้กัญชาหรือกัญชงเป็นส่วนประกอบ</h3>
<p>อาหารบางประเภทไม่สามารถใส่ส่วนของกัญชาหรือกัญชงได้ ได้แก่</p>
<ul>
<li>อาหารทารก</li>
<li>อาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก</li>
<li>นมดัดแปลงสำหรับทารก</li>
<li>อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก</li>
<li>เครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน (ยกเว้นชาและกาแฟตามที่กฎหมายกำหนด)</li>
<li>อาหารอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด</li>
</ul>
<h3><a id="section5"></a>กรณีเป็น Novel Food หรือ Novel Ingredients</h3>
<p>หากผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของกัญชาหรือกัญชงมีการใช้ <strong>Novel Food</strong> หรือ <strong>Novel Ingredients</strong> จะต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อน จึงจะสามารถยื่นขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ได้</p>
<h3><a id="section6"></a>คุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์</h3>
<p>ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของกัญชาหรือกัญชงต้องมีคุณภาพและมาตราฐานต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>สูตรส่วนประกอบและกรรมวิธีการผลิตที่เป็นไปตามกฎหมาย</li>
<li>คุณภาพและมาตรฐานของอาหารแต่ละประเภท</li>
<li>ไม่มีจุลินทรีย์ก่อโรค</li>
<li>มีสารปนเปื้อนไม่เกินค่ามาตรฐาน</li>
<li>ใช้วัตถุเจือปนอาหารตามที่กฎหมายอนุญาต</li>
<li>ไม่ใช้วัตถุต้องห้ามในอาหาร</li>
<li>ใช้ภาชนะบรรจุที่เป็นไปตามมาตรฐานของ อย.</li>
</ul>
<h3><a id="section7"></a>ปริมาณ THC และ CBD ที่กฎหมายกำหนด</h3>
<p>อาหารที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชงต้องควบคุมปริมาณสารสำคัญให้อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยหลักเกณฑ์จะแตกต่างกันตามประเภทอาหารและลักษณะการจำหน่าย โดยอาหารที่จำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค ส่วนใหญ่ต้องมี</p>
<ul>
<li>THC ไม่เกิน <strong>1.6 มิลลิกรัมต่อหน่วยบรรจุ</strong></li>
<li>CBD ไม่เกิน <strong>1.41 มิลลิกรัมต่อหน่วยบรรจุ</strong></li>
</ul>
<h3><a id="section8"></a>การตั้งชื่อและการแสดงฉลาก</h3>
<p>ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของกัญชาหรือกัญชงต้องปฏิบัติตามประกาศเรื่องการแสดงฉลากอาหาร โดยมีข้อกำหนดสำคัญ ได้แก่</p>
<ul>
<li>ชื่ออาหารต้องมีคำว่า <strong>&#8220;กัญชา&#8221;</strong> หรือ <strong>&#8220;กัญชง&#8221;</strong> หรือระบุชื่อส่วนของพืชที่ใช้เป็นส่วนประกอบ</li>
<li>ฉลากต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของ อย.</li>
<li>หากมีการกล่าวอ้างทางโภชนาการหรือกล่าวอ้างทางสุขภาพ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด</li>
<li>ชื่อผลิตภัณฑ์ เครื่องหมายการค้า และข้อความบนฉลากต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด</li>
</ul>
<p><strong>หมายเหตุ:</strong> แนวทางการพิจารณาประเภทอาหารและการอนุญาตให้ใช้ส่วนของกัญชาหรือกัญชงอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามข้อมูลด้านความปลอดภัยและประกาศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในอนาคต ดังนั้น ก่อนยื่นคำขอควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ฉบับล่าสุดทุกครั้ง หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ เพื่อให้การขอ อย. เป็นไปอย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงในการแก้ไขเอกสารหรือถูกปฏิเสธคำขอ</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section9"></a>เอกสารที่ใช้ในการขอ อย. อาหารที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชง</span></h2>
<p>การยื่นคำขอขึ้นทะเบียนอาหารที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชง ผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด โดยเอกสารสำคัญมีดังนี้</p>
<h3>1. แบบคำขอ</h3>
<ul>
<li><strong>คำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.17)</strong> สำหรับสถานที่ผลิตที่เข้าข่ายโรงงาน</li>
<li><strong>คำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร (แบบ สบ.3)</strong> สำหรับสถานที่ผลิตที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน</li>
</ul>
<h3>2. สูตรและกรรมวิธีการผลิต</h3>
<ul>
<li>สูตรส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ 100%</li>
<li>กรรมวิธีการผลิต</li>
<li>เอกสารข้อกำหนดเฉพาะ (Specification) ของวัตถุดิบ (ถ้ามี)</li>
<li>เอกสารข้อกำหนดเฉพาะ (Specification) ของผลิตภัณฑ์ (ถ้ามี)</li>
</ul>
<h3>3. รายงานผลการตรวจวิเคราะห์</h3>
<p>ต้องจัดเตรียมรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ เช่น</p>
<ul>
<li>ผลการตรวจวิเคราะห์สาร <strong>Delta-9 Tetrahydrocannabinol (THC)</strong> ตามประเภทของอาหาร</li>
<li>รายงานผลตรวจคุณภาพหรือมาตรฐานของผลิตภัณฑ์</li>
<li>รายงานผลวิเคราะห์โภชนาการ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องแสดงฉลากโภชนาการหรือฉลาก GDA (ถ้ามี)</li>
<li>รายงานผลวิเคราะห์เพื่อรองรับการกล่าวอ้างทางโภชนาการ (ถ้ามี)</li>
</ul>
<h3>4. เอกสารเกี่ยวกับวัตถุเจือปนและสารสำคัญ</h3>
<p>กรณีผลิตภัณฑ์มีการใช้ส่วนประกอบหรือสารอาหารเพิ่มเติม อาจต้องแนบเอกสาร เช่น</p>
<ul>
<li>เอกสารตรวจสอบปริมาณการใช้วัตถุเจือปนอาหารของวัตถุดิบ (ถ้ามี)</li>
<li>เอกสารตรวจสอบปริมาณการใช้วัตถุเจือปนอาหารของผลิตภัณฑ์ (ถ้ามี)</li>
<li>เอกสารตรวจสอบปริมาณวิตามินและแร่ธาตุ (ถ้ามี)</li>
<li>เอกสารตรวจสอบปริมาณกรดอะมิโน (ถ้ามี)</li>
<li>เอกสารตรวจสอบปริมาณสมุนไพร สารสกัด หรือสารสังเคราะห์ (ถ้ามี)</li>
</ul>
<h3>5. ฉลากอาหาร</h3>
<p>จัดเตรียมแบบฉลากอาหารที่ใช้จริง โดยสามารถเป็นฉลากสีหรือขาวดำได้ แต่ต้องแสดงรายละเอียดให้ครบถ้วน เช่น</p>
<ul>
<li>สีพื้นของฉลาก</li>
<li>รูปภาพหรือสัญลักษณ์</li>
<li>ข้อความและตัวอักษรที่ใช้บนฉลาก</li>
</ul>
<h3>6. เอกสารประกอบอื่น ๆ</h3>
<p>เอกสารเพิ่มเติมที่อาจต้องใช้ ได้แก่</p>
<ul>
<li>หนังสือรับรองการใช้ภาชนะบรรจุอาหารให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมเก็บผลการตรวจวิเคราะห์ภาชนะบรรจุไว้ ณ สถานประกอบการ</li>
<li>เอกสารรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เช่น การรับรอง Organic หากมีการกล่าวอ้าง)</li>
<li>รูปภาพตัวอย่างผลิตภัณฑ์ (ถ้ามี)</li>
<li>เอกสารหรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ (ถ้ามี)</li>
</ul>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section10"></a>ขั้นตอนการขอ อย. อาหารที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชง</span></h2>
<p>การขอขึ้นทะเบียนอาหารที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชงกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะดำเนินการผ่านระบบ <strong>e-Submission</strong> โดยผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมข้อมูลและเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยมีขั้นตอนดังนี้</p>
<h3>1. ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission</h3>
<p>ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ <strong>e-Submission</strong> ของ อย. ด้วยบัญชี <strong>OPEN ID</strong> จากนั้นดาวน์โหลดแบบฟอร์มคำขอ กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน พร้อมอัปโหลดเอกสารประกอบการพิจารณาผ่านระบบ</p>
<h3>2. ระบบตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสาร</h3>
<p>ระบบ e-Submission จะตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของคำขอและเอกสารที่แนบ หากข้อมูลไม่ครบถ้วน ผู้ยื่นคำขอจะต้องดำเนินการแก้ไขก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณา</p>
<h3>3. ชำระค่าพิจารณาคำขอ</h3>
<p>เมื่อคำขอผ่านการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้ยื่นคำขอสามารถพิมพ์ใบสั่งชำระค่าพิจารณาจากระบบ e-Submission และชำระเงินตามช่องทางที่กำหนด</p>
<h3>4. เจ้าหน้าที่พิจารณาคำขอ</h3>
<p>เจ้าหน้าที่ อย. จะตรวจประเมินผลิตภัณฑ์ตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เวลาประมาณ <strong>21 วันทำการ</strong> หากพบข้อบกพร่องหรือจำเป็นต้องขอข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ยื่นคำขอจะได้รับแจ้งผ่านระบบ e-Submission เพื่อแก้ไขหรือชี้แจงภายในระยะเวลาที่กำหนด</p>
<h3>5. พิจารณาอนุมัติ</h3>
<p>เมื่อการประเมินแล้วเสร็จ ผู้มีอำนาจจะลงนามพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาต ใช้เวลาประมาณ <strong>7 วันทำการ</strong></p>
<h3>6. รับผลการอนุญาต</h3>
<p>ระบบ e-Submission จะแจ้งผลการพิจารณาผ่านอีเมล ผู้ยื่นคำขอสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อดาวน์โหลดหลักฐานการอนุญาตได้ทันที หากมีค่าธรรมเนียมใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร จะต้องชำระค่าธรรมเนียมก่อนจึงจะสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section11"></a>ใบอนุญาตที่ได้รับหลังผ่านการอนุมัติจาก อย.</span></h2>
<p>เมื่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พิจารณาอนุมัติคำขอแล้ว ผู้ประกอบการจะได้รับใบอนุญาตในรูปแบบ <strong>ใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ (e-License)</strong> ตามประเภทของสถานที่ผลิต ดังนี้</p>
<h3>1. ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (อ.18)</h3>
<p>สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ยื่น <strong>คำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.17)</strong> ซึ่งผลิตในสถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงาน เมื่อได้รับอนุมัติ จะได้รับ <strong>ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (อ.18)</strong> เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่าผลิตภัณฑ์ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ อย. และสามารถนำไปดำเนินการขอเลขสารบบอาหารและจำหน่ายได้ตามกฎหมาย</p>
<h3>2. ใบสำคัญการอนุญาตใช้ฉลากอาหาร (สบ.3/1)</h3>
<p>สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ยื่น <strong>คำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร (แบบ สบ.3)</strong> ซึ่งผลิตในสถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน เมื่อได้รับอนุมัติ จะได้รับ <strong>ใบสำคัญการอนุญาตใช้ฉลากอาหาร (สบ.3/1)</strong> ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานการอนุญาตใช้ฉลากอาหารและการขอเลขสารบบอาหารสำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต่อไป</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section12"></a>ค่าธรรมเนียมการขอ อย. อาหารที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชง</span></h2>
<p>ผู้ประกอบการที่ยื่นขออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชงกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะมีค่าธรรมเนียมตามประเภทของคำขอ ดังนี้</p>
<ul>
<li><strong>คำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.17)</strong> หรือ <strong>คำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร (แบบ สบ.3)</strong><br />
<strong>ค่าธรรมเนียม 3,000 บาท</strong> ต่อคำขอ</li>
<li><strong>คำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.17)</strong> หรือ <strong>คำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร (แบบ สบ.3)</strong> <strong>กรณีอ้างอิงสูตร</strong><br />
<strong>ค่าธรรมเนียม 1,000 บาท</strong> ต่อคำขอ</li>
<li><strong>ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (อ.18)</strong><br />
<strong>ค่าธรรมเนียม 5,000 บาท</strong> ต่อฉบับ</li>
</ul>
<p><strong>หมายเหตุ:</strong> ค่าธรรมเนียมข้างต้นเป็นอัตราที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำหรับการพิจารณาคำขอและการออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ทั้งนี้ ผู้ประกอบการอาจมีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติม เช่น ค่าตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ หรือค่าเตรียมเอกสาร ขึ้นอยู่กับลักษณะของผลิตภัณฑ์และกรณีที่ยื่นขอ</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section13"></a>ระยะเวลาดำเนินการขอ อย. อาหารที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชง</span></h2>
<p>สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ใช้ระยะเวลาพิจารณาคำขอ <strong>ประมาณ 1 เดือน</strong> นับจากวันที่ได้รับคำขอและเอกสารครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ โดยระยะเวลาดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้หากผลิตภัณฑ์มีความซับซ้อน หรือมีการขอให้ผู้ประกอบการชี้แจงหรือส่งเอกสารเพิ่มเติมระหว่างการพิจารณา</p>
<p>เมื่อเตรียมเอกสารครบถ้วนและดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่ อย. กำหนด การขอขึ้นทะเบียนอาหารที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชงก็จะเป็นไปอย่างราบรื่นและช่วยลดความล่าช้าในการพิจารณา หากคุณต้องการผู้ช่วยดูแลตั้งแต่การตรวจสอบประเภทผลิตภัณฑ์ การเตรียมเอกสาร การตรวจสอบสูตรและฉลาก ไปจนถึงการยื่นคำขอกับ อย. <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> พร้อมให้คำปรึกษาและรับดำเนินการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรีได้เลย</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/fda-cannabis/">ขั้นตอนการขอ อย. อาหาร ที่มีส่วนของกัญชาหรือกัญชง เอกสารที่ใช้ ค่าธรรมเนียม</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/fda-cannabis/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขั้นตอนการขอ อย. เครื่องดื่ม กาแฟผสม กาแฟสำเร็จรูปผสม กาแฟปรุงสำเร็จ เครื่องดื่มเกลือแร่</title>
		<link>https://livilution.com/blog-fda/fda-coffee-mineral-drinks/</link>
					<comments>https://livilution.com/blog-fda/fda-coffee-mineral-drinks/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin2]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2026 10:27:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รอบรู้เรื่อง อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.]]></category>
		<category><![CDATA[ขออย.ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ขั้นตอนการขอ อย.]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าคำขอ อย.]]></category>
		<category><![CDATA[จดอย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.]]></category>
		<category><![CDATA[อย.กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[อย.อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อย.เครื่องดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[อย.เครื่องดื่มเกลือแร่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://livilution.com/?p=1690</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอ อย. เครื่องดื่ม กาแฟปรุงสำเร็จ และเครื่องดื่มเกลือแร่ ต้องยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission พร้อมเตรียมเอกสาร สูตรผลิตภัณฑ์ ฉลาก และดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของ อย. เพื่อขอเลขสารบบอาหารอย่างถูกต้องก่อนผลิตหรือนำเข้าจำหน่าย</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/fda-coffee-mineral-drinks/">ขั้นตอนการขอ อย. เครื่องดื่ม กาแฟผสม กาแฟสำเร็จรูปผสม กาแฟปรุงสำเร็จ เครื่องดื่มเกลือแร่</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตหรือนำเข้า <strong>เครื่องดื่ม กาแฟผสม กาแฟสำเร็จรูปผสม กาแฟปรุงสำเร็จ หรือเครื่องดื่มเกลือแร่</strong> เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย การขอเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) เป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องดำเนินการก่อนวางจำหน่าย โดยผู้ประกอบการจะต้องเตรียมสูตรผลิตภัณฑ์ ฉลาก เอกสารประกอบ และยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) บทความนี้ <span style="color: #238f9c;">Livilution </span>มาพร้อมขั้นตอนการขอ อย. เอกสารที่ต้องใช้ ค่าธรรมเนียม ระยะเวลาดำเนินการ และข้อกำหนดที่ควรรู้ เพื่อช่วยให้การยื่นคำขอเป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็วยิ่งขึ้น</p>
<hr />
<p><strong>📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="#section1">หลักเกณฑ์การขอ อย. เครื่องดื่ม กาแฟสำเร็จรูป เครื่องดื่มเกลือแร่</a></li>
<li><a href="#section2">เอกสารที่ใช้ในการขอ อย.</a></li>
<li><a href="#section3">ขั้นตอนการขอ อย. </a><a href="#section1">เครื่องดื่ม กาแฟสำเร็จรูป เครื่องดื่มเกลือแร่</a></li>
<li><a href="#section4">ใบอนุญาตที่จะได้รับหลังขอ อย. สำเร็จ</a></li>
<li><a href="#section5">ค่าธรรมเนียมการขอ อย.</a></li>
<li><a href="#section6">ระยะเวลาดำเนินการ</a></li>
</ul>
<hr />
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section1"></a>หลักเกณฑ์การขอ อย. เครื่องดื่ม กาแฟปรุงสำเร็จ และเครื่องดื่มเกลือแร่</span></h2>
<p>ผู้ประกอบการที่ต้องการขอเลข อย. สำหรับ<strong>ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม กาแฟผสม กาแฟสำเร็จรูปผสม กาแฟปรุงสำเร็จ และเครื่องดื่มเกลือแร่</strong> จะต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังนี้</p>
<ul>
<li>ผลิตภัณฑ์ต้องจัดอยู่ในประเภท <strong>กาแฟผสม กาแฟสำเร็จรูปผสม กาแฟปรุงสำเร็จ</strong> หรือ <strong>เครื่องดื่มเกลือแร่</strong> ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง</li>
<li>สถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้าต้องได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และยังมีผลบังคับใช้อยู่</li>
<li>ผลิตภัณฑ์ต้องไม่มีการใช้ <strong>สารใหม่ (Novel Ingredients)</strong> หรือจัดเป็น <strong>อาหารใหม่ (Novel Food)</strong> หากเข้าข่ายต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยก่อนยื่นคำขอ</li>
<li>สูตรผลิตภัณฑ์ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท</li>
<li>การใช้วัตถุเจือปนอาหารต้องเป็นไปตามกฎหมาย และห้ามใช้วัตถุที่ห้ามใช้ในอาหาร</li>
<li>ภาชนะบรรจุอาหารต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด</li>
<li>ชื่อผลิตภัณฑ์ ตราสินค้า และฉลากอาหาร ต้องเป็นไปตามประกาศเกี่ยวกับการแสดงฉลากอาหาร</li>
<li>หากผลิตภัณฑ์ต้องแสดงฉลากโภชนาการ ต้องจัดทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย</li>
<li>กรณีมีการกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claim) ต้องผ่านการประเมินจาก อย. ก่อน</li>
</ul>
<p>สำหรับ <strong>เครื่องดื่ม กาแฟผสม กาแฟสำเร็จรูปผสม กาแฟปรุงสำเร็จ และเครื่องดื่มเกลือแร่</strong> สามารถตัดเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ ดังนี้</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section2"></a>เอกสารที่ใช้ขอ อย. เครื่องดื่ม กาแฟปรุงสำเร็จ และเครื่องดื่มเกลือแร่</span></h2>
<h3>1. ใบจดทะเบียนอาหาร/แจ้งรายละเอียดอาหาร (แบบ สบ.5)</h3>
<p>ใช้สำหรับยื่นคำขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารผ่านระบบ <strong>e-Submission</strong> โดยกรอกข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน</p>
<h3>2. ใบรับรองสถานที่ผลิตสำหรับการนำเข้าอาหาร (กรณีนำเข้า)</h3>
<p>ใช้เฉพาะกรณีนำเข้าผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย โดยต้องจัดทำ <strong>REF CER</strong> ก่อนยื่นคำขอ และใบรับรองต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด</p>
<h3>3. รายงานผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพหรือมาตรฐานของผลิตภัณฑ์</h3>
<p>เป็นผลการตรวจวิเคราะห์ตามรายการที่ อย. กำหนด</p>
<ul>
<li><strong>กรณีนำเข้า</strong> ต้องแนบผลการตรวจวิเคราะห์พร้อมคำขอจดทะเบียนอาหาร</li>
<li><strong>กรณีผลิตในประเทศ</strong> ให้ส่งผลการตรวจวิเคราะห์เมื่อมีการผลิตเพื่อจำหน่ายครั้งแรก</li>
</ul>
<h3>4. เอกสารข้อกำหนดเฉพาะ (Specification) ของวัตถุดิบ</h3>
<p>ใช้เฉพาะกรณีที่มีวัตถุดิบบางรายการซึ่ง อย. กำหนดให้ต้องแนบเอกสาร Specification เพิ่มเติม เพื่อยืนยันคุณภาพและมาตรฐานของวัตถุดิบ</p>
<h3>5. เอกสารหรือหลักฐานอื่น (ถ้ามี)</h3>
<p>เช่น หนังสือมอบอำนาจ หนังสือรับรอง หรือเอกสารประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคำขอ</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section3"></a>ขั้นตอนการขอ อย. เครื่องดื่ม กาแฟปรุงสำเร็จ และเครื่องดื่มเกลือแร่</span></h2>
<p>การยื่นขอเลข อย. สำหรับเครื่องดื่มประเภทกาแฟผสม กาแฟสำเร็จรูปผสม กาแฟปรุงสำเร็จ และเครื่องดื่มเกลือแร่ ต้องดำเนินการผ่านระบบ <strong>e-Submission</strong> ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมีขั้นตอนดังนี้</p>
<h3>1. ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission</h3>
<p>ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ e-Submission โดยใช้บัญชี <strong>OpenID</strong> จากนั้นเลือกประเภทคำขอ ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน พร้อมอัปโหลดเอกสารประกอบการพิจารณาตามที่กำหนด ก่อนส่งคำขอเข้าสู่ระบบ</p>
<h3>2. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสาร</h3>
<p>เมื่อส่งคำขอแล้ว ระบบและเจ้าหน้าที่ของ อย. จะตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของข้อมูล รวมถึงเอกสารที่แนบประกอบการพิจารณา หากเอกสารครบถ้วนจึงเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป</p>
<h3>3. ชำระค่าพิจารณาคำขอ</h3>
<p>ผู้ยื่นคำขอพิมพ์ใบสั่งชำระค่าพิจารณาจากระบบ e-Submission และชำระค่าธรรมเนียมตามช่องทางที่กำหนด เพื่อให้คำขอเข้าสู่กระบวนการพิจารณา</p>
<h3>4. เจ้าหน้าที่พิจารณาคำขอ</h3>
<p>เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบสูตรผลิตภัณฑ์ ฉลาก เอกสาร และรายละเอียดต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามกฎหมายอาหารหรือไม่ โดยใช้ระยะเวลาพิจารณาประมาณ <strong>21 วันทำการ</strong> ทั้งนี้ หากผลิตภัณฑ์มีรายละเอียดซับซ้อน หรือพบข้อมูลที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม อาจมีการขอให้ผู้ยื่นคำขอชี้แจงหรือแก้ไขข้อมูล</p>
<h3>5. แก้ไขข้อบกพร่องหรือชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม (หากมี)</h3>
<p>หากเจ้าหน้าที่พบข้อบกพร่อง ระบบ e-Submission จะส่งรายละเอียดการแก้ไขผ่านเมนู <strong>ติดตามสถานะคำขอ</strong> และแจ้งไปยังอีเมลที่ใช้สมัคร OpenID ผู้ยื่นคำขอต้องดำเนินการแก้ไขหรือชี้แจงภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ยื่นคำขอสามารถแก้ไขข้อมูลได้ <strong>ภายใน 10 วันทำการต่อครั้ง และไม่เกิน 5 ครั้ง</strong> หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด อย. จะพิจารณาคำขอตามข้อมูลที่ยื่นไว้</p>
<h3>6. อนุมัติและออกใบอนุญาต</h3>
<p>เมื่อคำขอผ่านการพิจารณา ผู้มีอำนาจจะลงนามอนุญาต และระบบ e-Submission จะแจ้งผลผ่านอีเมลทันที ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อดาวน์โหลดเอกสารการอนุญาตหรือเลข อย. ได้ทันที โดยขั้นตอนการออกใบอนุญาตใช้เวลาประมาณ <strong>7 วันทำการ</strong></p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section4"></a>ใบอนุญาต</span><span style="color: #238f9c;">ที่จะได้รับหลังยื่น ขอ อย.</span></h2>
<p>เมื่อคำขอได้รับการอนุมัติ ผู้ประกอบการจะได้รับ <strong>ใบสำคัญการจดทะเบียนอาหาร (แบบ สบ.5/1)</strong> ในรูปแบบ <strong>ใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic License)</strong> ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงว่าผลิตภัณฑ์ได้รับการจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถดาวน์โหลดได้ผ่านระบบ <strong>e-Submission</strong> ทันทีหลังได้รับการอนุมัติ</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section5"></a>ค่าธรรมเนียมการขอ อย. เครื่องดื่ม กาแฟปรุงสำเร็จ และเครื่องดื่มเกลือแร่</span></h2>
<h3>1. กรณีต้องแจ้งสูตรและส่วนประกอบ</h3>
<p>ค่าธรรมเนียม <strong>2,000 บาท</strong> สำหรับการยื่นขอจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ต้องแจ้งสูตรและส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ โดยชำระผ่านช่องทางที่ระบุในใบสั่งชำระจากระบบ e-Submission</p>
<h3>2. กรณีอ้างอิงสูตรหรือแบ่งบรรจุ</h3>
<p>ค่าธรรมเนียม <strong>660 บาท</strong> สำหรับกรณีอ้างอิงสูตรและกรรมวิธีการผลิตที่เคยได้รับอนุญาตแล้วของผู้รับอนุญาตรายเดียวกัน หรือกรณีแบ่งบรรจุผลิตภัณฑ์ โดยชำระผ่านช่องทางที่ระบุในใบสั่งชำระจากระบบ e-Submission</p>
<h2><span style="color: #238f9c;"><a id="section6"></a>ระยะเวลาดำเนินการ</span></h2>
<p>การขอ อย. สำหรับเครื่องดื่มประเภทกาแฟผสม กาแฟสำเร็จรูปผสม กาแฟปรุงสำเร็จ และเครื่องดื่มเกลือแร่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการรวมประมาณ <strong>2 เดือน</strong> หรือ <strong>78 วันทำการ</strong> ซึ่งประกอบด้วยระยะเวลาการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ <strong>28 วันทำการ</strong> และระยะเวลาสูงสุดที่ผู้ยื่นคำขอใช้ในการแก้ไขหรือชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม <strong>50 วันทำการ</strong> (กรณีมีการแก้ไขเอกสาร)</p>
<p>หากคุณกำลังวางแผนผลิตหรือนำเข้า <strong>เครื่องดื่ม กาแฟผสม กาแฟสำเร็จรูปผสม กาแฟปรุงสำเร็จ หรือเครื่องดื่มเกลือแร่</strong> การเตรียมเอกสาร สูตรผลิตภัณฑ์ ฉลาก และการยื่นคำขอให้ถูกต้องตั้งแต่แรก จะช่วยลดความล่าช้าและเพิ่มโอกาสให้การพิจารณาเป็นไปอย่างราบรื่น หากไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ของคุณต้องดำเนินการอย่างไร <span style="color: #238f9c;">Livilution</span> พร้อมให้คำปรึกษาและรับดำเนินการด้านการจด <strong>อย.</strong> ตั้งแต่การตรวจสอบความพร้อมของผลิตภัณฑ์ การเตรียมเอกสาร การยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission ไปจนถึงการติดตามผลการอนุญาต โดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: <a href="https://lin.ee/xbB7qfR">@liviconsult</a> เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรีได้เลย</p>
<p>The post <a href="https://livilution.com/blog-fda/fda-coffee-mineral-drinks/">ขั้นตอนการขอ อย. เครื่องดื่ม กาแฟผสม กาแฟสำเร็จรูปผสม กาแฟปรุงสำเร็จ เครื่องดื่มเกลือแร่</a> appeared first on <a href="https://livilution.com">Livilution Consult</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://livilution.com/blog-fda/fda-coffee-mineral-drinks/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
