การเริ่มต้นประกอบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ การเปิดร้านค้า หรือการให้บริการในรูปแบบต่าง ๆ หนึ่งในขั้นตอนพื้นฐานที่ผู้ประกอบการควรดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น คือการ “จดทะเบียนพาณิชย์” ซึ่งถือเป็นการรับรองสถานะทางกฎหมายของธุรกิจ และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือในสายตาของลูกค้า คู่ค้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บทความนี้ Livilution จะอธิบายความหมาย ความสำคัญ ขั้นตอน และวิธีการจดทะเบียนพาณิชย์ออนไลน์อย่างละเอียด โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ
- จดทะเบียนพาณิชย์ คืออะไร
- จดทะเบียนพาณิชย์มีกี่ประเภท
- ใครคือผู้ที่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์
- กิจการค้าที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ตามกฎหมาย
- ข้อดีของการจดทะเบียนพาณิชย์
- เริ่มจดทะเบียนพาณิชย์ตอนไหน
- เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนพาณิชย์
- รูปแบบการจดทะเบียนพาณิชย์
- วิธีจดทะเบียนพาณิชย์ออนไลน์ ทำอย่างไร
- ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนพาณิชย์
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
จดทะเบียนพาณิชย์ คืออะไร
จดทะเบียนพาณิชย์ หรือจดทะเบียนการค้า คือ การจดแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจต่อหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ธุรกิจนั้นได้รับการบันทึกและรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (DBD)
การจดทะเบียนพาณิชย์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบการได้อย่างเป็นระบบ และเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้เอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ เช่น การเปิดบัญชีธนาคารในนามกิจการ การสมัครเป็นผู้ขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือการทำธุรกรรมกับคู่ค้า

จดทะเบียนพาณิชย์มีกี่ประเภท
ปัจจุบัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้กำหนดรูปแบบการจดทะเบียนพาณิชย์ให้สอดคล้องกับลักษณะการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้
1. ทะเบียนพาณิชย์
เป็นการจดทะเบียนสำหรับธุรกิจทั่วไป ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ที่มีการประกอบกิจการค้าขายหรือให้บริการ โดยมีสถานที่ตั้งกิจการชัดเจน เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร หรือกิจการค้าปลีกต่าง ๆ ลักษณะธุรกิจมักเป็นรูปแบบพื้นฐาน ไม่ซับซ้อน และมีหน้าร้านหรือสถานประกอบการที่สามารถตรวจสอบได้
2. ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
เป็นการจดทะเบียนสำหรับธุรกิจ ที่ดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น การขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ รวมถึงการรับชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล โดยครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจในรูปแบบออนไลน์
ใครคือผู้ที่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์
ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในลักษณะต่อเนื่องและมีรายได้จากการค้า หรือการให้บริการ มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ตามที่กฎหมายกำหนด โดยครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลในบางกรณี
ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์
- บุคคลธรรมดา/ร้านค้าคนเดียว: ร้านขายของชำ ร้านค้าทั่วไป
- ห้างหุ้นส่วนสามัญ
- นิติบุคคล: ห้างหุ้นส่วนจำกัด, บริษัทจำกัด/มหาชน
- นิติบุคคลต่างประเทศ: ที่มาตั้งสำนักงานสาขาในไทย
- ผู้ขายของออนไลน์: ที่มีเว็บไซต์หรือช่องทางออนไลน์เพื่อขายสินค้า/บริการเป็นอาชีพปกติ
กิจการค้าที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ตามกฎหมาย
ตามหลักเกณฑ์ของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้กำหนดประเภทของกิจการที่เข้าข่าย “พาณิชยกิจ” ซึ่งมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไว้อย่างชัดเจน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล
กิจการของบุคคลธรรมดาที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์
ครอบคลุมกิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ และนิติบุคคลต่างประเทศที่มาตั้งสาขาในประเทศไทย หากดำเนินธุรกิจดังต่อไปนี้ จะต้องจดทะเบียนพาณิชย์
1. ธุรกิจการผลิตและอุตสาหกรรม
- โรงสีข้าว และโรงเลื่อยที่ใช้เครื่องจักร
- กิจการหัตถกรรม หรืออุตสาหกรรมที่มีการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย
2. ธุรกิจซื้อขายสินค้า
- การขายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอย่างเดียวหรือหลายประเภท โดยมีรายได้ตั้งแต่ 20 บาทต่อวันขึ้นไป หรือมีสินค้าคงคลังมูลค่า 500 บาทขึ้นไป
3. ธุรกิจนายหน้าและตัวแทน
- การเป็นนายหน้าหรือ ตัวแทนค้าต่าง ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าใด ๆ และมีมูลค่าธุรกรรมตามเกณฑ์ที่กำหนด
4. ธุรกิจบริการและการเงิน
- การขนส่ง เช่น ทางเรือ รถไฟ รถยนต์ประจำทาง
- ธุรกิจโรงแรม โรงรับจำนำ
- การให้กู้ยืมเงิน หรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
- การธนาคาร หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเงิน
5. ธุรกิจด้านความบันเทิงและสื่อ
- การขายหรือผลิตสื่อบันเทิง เช่น ซีดี ดีวีดี หรือสื่อดิจิทัล
- การให้บริการคาราโอเกะ เครื่องเล่นเกมส์ หรือ ตู้เพลง
6. ธุรกิจออนไลน์และเทคโนโลยี
- การขายสินค้าหรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ต
- การให้บริการอินเทอร์เน็ต
- การให้เช่าพื้นที่เซิร์ฟเวอร์ (Hosting)
- การเป็นแพลตฟอร์มตลาดกลางออนไลน์
7. ธุรกิจเฉพาะทาง
- การขายอัญมณี หรือเครื่องประดับ
- การค้าผลิตภัณฑ์จากงาช้าง และการแปรรูป
กิจการของนิติบุคคลที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์
สำหรับห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด หากดำเนินกิจการในลักษณะต่อไปนี้ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์เช่นกัน
- การผลิต จำหน่าย หรือให้เช่าสื่อบันเทิง เช่น ซีดี ดีวีดี
- การขายอัญมณี และเครื่องประดับ
- การซื้อขายสินค้าหรือบริการผ่านระบบออนไลน์
- การให้บริการอินเทอร์เน็ต และโฮสติ้ง
- การให้บริการแพลตฟอร์มตลาดกลางออนไลน์
- การให้บริการคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อินเทอร์เน็ต
- ธุรกิจคาราโอเกะ เกม และตู้เพลง
- ธุรกิจเกี่ยวกับงาช้างและผลิตภัณฑ์จากงาช้าง
ข้อดีของการจดทะเบียนพาณิชย์
การจดทะเบียนพาณิชย์ (หรือทะเบียนการค้า) มีข้อดีหลักคือทำให้ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือ มีตัวตนตามกฎหมาย สามารถเปิดบัญชีธนาคารในนามร้านค้า และใช้เป็นเอกสารประกอบการทำธุรกรรม เช่น การขอสินเชื่อ สมัครเครื่องรูดบัตร (EDC) หรือสมัครแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและคู่ค้า
- ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับกิจการ
- ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายในการดำเนินธุรกิจ
- สนับสนุนการสมัครเป็นพันธมิตรกับแพลตฟอร์มหรือองค์กรต่าง ๆ
- ลดความเสี่ยงจากข้อร้องเรียนหรือการดำเนินคดี
- เป็นพื้นฐานสำหรับการขยายธุรกิจในอนาคต เช่น การจดทะเบียนบริษัท
เริ่มจดทะเบียนพาณิชย์ตอนไหน
การจดทะเบียนพาณิชย์ (หรือทะเบียนการค้า) ต้องดำเนินการภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่เริ่มประกอบกิจการ หากจดทะเบียนช้ากว่ากำหนด (เกิน 30 วัน) อาจมีค่าปรับตามกฎหมาย และหากมีการเปลี่ยนที่อยู่หรือเลิกกิจการ ต้องแจ้งภายใน 30 วันเช่นกัน
โดยสถานที่จดทะเบียนพาณิชย์ในเขตกรุงเทพมหานคร ยื่นเรื่องได้ที่ ฝ่ายปกครอง สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรุงเทพมหานคร (ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร) ส่วนในต่างจังหวัด ยื่นเรื่องได้ที่ เทศบาล หรือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนพาณิชย์
การจดทะเบียนพาณิชย์สำหรับบุคคลธรรมดา จำเป็นต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยสามารถสรุปเอกสารที่ต้องใช้ได้ดังนี้
- แบบคำขอจดทะเบียนพาณิชย์ (แบบ ทพ.) ดาวน์โหลดที่นี่
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประกอบพาณิชยกิจ
- สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประกอบพาณิชยกิจ
- กรณีไม่ได้เป็นเจ้าบ้าน เอกสารเกี่ยวกับสถานที่ประกอบการ ต้องแนบเอกสาร เพิ่มเติม ดังนี้
- หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่
- สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ให้ความยินยอม หรือเอกสารแสดงสิทธิ์ในสถานที่ เช่น สัญญาเช่า
- แผนที่แสดงที่ตั้งสถานประกอบการโดยสังเขป พร้อมจุดสังเกตใกล้เคียง
- หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ (ถ้ามี)
- กรณีประกอบพาณิชยกิจการขาย หรือให้เช่า แผ่นซีดี แถบบันทึกวีดิทัศน์แผ่นวีดิทัศน์ดีวีดีหรือแผ่นวีดิทัศน์ ระบบดิจิทัล
เฉพาะที่เกี่ยวกับการบันเทิง ให้ส่งสําเนาหนังสืออนุญาต หรือ หนังสือรับรองให้เป็นผู้จําหน่ายหรือให้เช่าสินค้าดังกล่าวจากเจ้าของลิขสิทธิ์ของสินค้าที่ขายหรือให้เช่าหรือสําเนาใบเสร็จรับเงินตามประมวลรัษฎากร หรือหลักฐานการซื้อขายจากต่างประเทศ - กรณีประกอบพาณิชยกิจการค้าอัญมณี หรือ เครื่องประดับซึ่งประดับด้วยอัญมณี ต้องดําเนินการและให้ตรวจสอบและเรียกหลักฐานแสดงจํานวนเงินทุน โดยเชิญผู้ประกอบพาณิชยกิจมาให้ข้อเท็จจริงของแหล่งที่มาของเงินทุน หรือชี้แจงเป็นหนังสือพร้อมแนบหลักฐานดังกล่าวแทนก็ได้
ทั้งนี้ ในกรณีของการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ขั้นตอนการดำเนินการจะเป็นไปในแนวทางเดียวกับการจดทะเบียนพาณิชย์ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ผู้ยื่นคำขอจำเป็นต้องจัดเตรียมเอกสารเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา โดยต้องพิมพ์หน้าแรกของร้านค้าออนไลน์ รวมถึงเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจบนเว็บไซต์ เช่น ขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้า ระบบการชำระเงิน และรายละเอียดการจัดส่งสินค้า เพื่อให้หน่วยงานสามารถตรวจสอบรูปแบบการให้บริการได้อย่างครบถ้วน
รูปแบบการจดทะเบียนพาณิชย์
ปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบ ได้แก่
การจดทะเบียนแบบออฟไลน์
สำหรับธุรกิจทั่วไป ที่มีการประกอบกิจการค้าขายหรือให้บริการ โดยมีสถานที่ตั้งกิจการชัดเจน ผู้ประกอบการต้องเดินทางไปยังสำนักงานเขต หรือเทศบาลในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ เพื่อยื่นเอกสารด้วยตนเอง
การจดทะเบียนพาณิชย์ออนไลน์
สำหรับธุรกิจ ที่ดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สามารถยื่นคำขอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการ

วิธีจดทะเบียนพาณิชย์ออนไลน์ ทำอย่างไร
ปัจจุบัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดให้ผู้ประกอบการที่ค้าขายออนไลน์สามารถจดทะเบียนพาณิชย์ (ทะเบียนการค้า) ผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสะดวก โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่สำนักงาน ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลาอย่างมาก สามารถทำตามขั้นตอนได้ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 สมัครสมาชิกเพื่อขอใช้งานระบบ
ผู้ประกอบการต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ https://ereg.dbd.go.th/ERegistMemberWeb/nonmemberpages/home.xhtml โดยกรอกข้อมูลเพื่อขอรับ Username และ Password สำหรับใช้งานระบบ
ขั้นตอนที่ 2 ยืนยันตัวตน
หลังจากลงทะเบียนแล้ว ต้องดำเนินการยืนยันตัวตน โดยสามารถเลือกได้ 2 วิธี ได้แก่
- ยืนยันตัวตนด้วยตนเองที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด
- ยืนยันตัวตนออนไลน์ผ่านระบบ e-KYC
ขั้นตอนที่ 3 เปิดใช้งานบัญชีผู้ใช้งาน
เมื่อยืนยันตัวตนเรียบร้อย ระบบจะส่งอีเมลให้ดำเนินการเปิดใช้งานบัญชี (Active User) โดยต้องดำเนินการภายใน 30 วัน
ขั้นตอนที่ 4 กรอกข้อมูลคำขอจดทะเบียน
เข้าสู่ระบบ e-Registration และกรอกข้อมูลรายละเอียดธุรกิจ เช่น ชื่อกิจการ ประเภทธุรกิจ ที่ตั้งสถานประกอบการ รายละเอียดสินค้า หรือบริการ จากนั้นระบบจะส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
ขั้นตอนที่ 5 ลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
เมื่อข้อมูลผ่านการตรวจสอบ ผู้ยื่นคำขอจะต้องลงลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเข้าสู่ระบบใช้ Username, Password เดิม และรหัส OTP
ขั้นตอนที่ 6 ยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียม
หลังจากลงลายมือชื่อออนไลน์เรียบร้อย สามารถยื่นคำขอจดทะเบียน และดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบออนไลน์
ขั้นตอนที่ 7 รอการอนุมัติจากนายทะเบียน
นายทะเบียนจะพิจารณาคำขอ หากข้อมูลถูกต้องครบถ้วน จะดำเนินการรับจดทะเบียนให้
ขั้นตอนที่ 8 รับเอกสารทะเบียนพาณิชย์
เมื่อการจดทะเบียนเสร็จสมบูรณ์ ผู้ประกอบการสามารถดาวน์โหลด หรือรับเอกสารทะเบียนพาณิชย์ได้ทันทีตามช่องทางที่ระบบกำหนด
แต่หากผู้ประกอบการที่ไม่สะดวกดำเนินการออนไลน์ สามารถเตรียมเอกสารและยื่นคำขอได้ที่สำนักงานของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสำนักงานพาณิชย์ประจำจังหวัดใกล้บ้านได้เช่นกัน
ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนพาณิชย์
การจดทะเบียนพาณิชย์มีอัตราค่าธรรมเนียมที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน โดยมีค่าใช้จ่ายในระดับไม่สูง และแตกต่างกันไปตามประเภทของการดำเนินการ สามารถสรุปรายละเอียดได้ดังนี้
- การจดทะเบียนพาณิชย์ตั้งใหม่ ค่าธรรมเนียม 50 บาท
- การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการ ค่าธรรมเนียมครั้งละ 20 บาท
- การจดทะเบียนเลิกประกอบพาณิชยกิจ ค่าธรรมเนียม 20 บาท
- การขอออกใบแทนทะเบียนพาณิชย์ ค่าธรรมเนียมฉบับละ 30 บาท
- การขอคัดสำเนาและรับรองเอกสารของผู้ประกอบพาณิชยกิจ ค่าธรรมเนียมฉบับละ 30 บาท โดยคิดเป็น 1 ฉบับต่อ 1 คำขอ
- การขอตรวจเอกสารของผู้ประกอบพาณิชยกิจ ค่าธรรมเนียมครั้งละ 20 บาท
เมื่อพิจารณาจากขั้นตอน เอกสาร และค่าใช้จ่ายทั้งหมด จะเห็นได้ว่าการจดทะเบียนพาณิชย์ไม่ได้มีความซับซ้อน หากมีการเตรียมความพร้อมอย่างครบถ้วนตั้งแต่ต้นก็สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวก ลดความผิดพลาดด้านเอกสาร หรือให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น การมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลจะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มความมั่นใจในการดำเนินการได้ Livilution พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลการจดทะเบียนพาณิชย์ รวมถึงใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร โดยสามารถกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: @liviconsult เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
จดทะเบียนพาณิชย์แล้ว ต้องต่ออายุหรือไม่
จดทะเบียนพาณิชย์แล้ว ไม่ต้องต่ออายุ เนื่องจากไม่มีการกำหนดวันหมดอายุของทะเบียน อย่างไรก็ตาม หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล เช่น ที่อยู่ ชื่อร้าน หรือประเภทกิจการ ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องแจ้งแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
สามารถใช้ที่อยู่บ้านเป็นสถานที่จดทะเบียนพาณิชย์ได้หรือไม่
สามารถใช้ที่อยู่บ้านเป็นสถานที่จดทะเบียนพาณิชย์ได้ หากเป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบธุรกิจจริง และสามารถตรวจสอบได้ ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่ได้เป็นเจ้าบ้าน จะต้องมีหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่จากเจ้าของบ้านประกอบการยื่นคำขอ
จดทะเบียนพาณิชย์แล้ว ต้องเสียภาษีทันทีหรือไม่
การจดทะเบียนพาณิชย์เป็นเพียงการแจ้งการประกอบกิจการต่อภาครัฐ ยังไม่ใช่การยื่นภาษีโดยตรง แต่เมื่อมีรายได้จากการประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องยื่นภาษีเงินได้ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีที่รายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด




