ขั้นตอนการขอ อย. อาหารเสริม ต้องเตรียมเอกสารอะไร ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

การผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการคิดสูตรหรือหาผู้ผลิตเท่านั้น แต่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตั้งแต่การเตรียมสถานที่ผลิตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ GMP การขออนุญาตสถานที่ผลิต การยื่นขอเลขสารบบอาหาร ตลอดจนการจัดทำฉลากให้ถูกต้องตามกฎหมาย บทความนี้ Livilution มาพร้อมขั้นตอนและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการขอ อย. อาหารเสริม จะช่วยให้การยื่นคำขอเป็นไปอย่างราบรื่น ลดโอกาสถูกขอแก้ไขเอกสารและทำให้สามารถนำสินค้าออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น


📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ


ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหมายถึงอะไร

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จัดเป็น “อาหาร” ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ไม่ใช่ยา จึงไม่มีวัตถุประสงค์ในการป้องกัน บรรเทา หรือรักษาโรค แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานเพิ่มเติมจากอาหารในชีวิตประจำวัน เพื่อเสริมสารอาหารหรือสารสำคัญที่ร่างกายต้องการ และตอบสนองความคาดหวังด้านการส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภค

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 293) พ.ศ. 2548 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสามารถอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น

  • เม็ด
  • แคปซูล
  • ผง
  • เกล็ด
  • ของเหลว
  • หรือรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่อาหารทั่วไป (Conventional Foods)

ส่วนประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจเป็นวิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน กรดไขมัน สารสกัดจากพืชหรือสัตว์ สารเข้มข้น สารเมตาโบไลต์ หรือสารสังเคราะห์ที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ รวมถึงสารอื่นที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด

หลักเกณฑ์ GMP

ก่อนขออนุญาตผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมสถานที่ผลิตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร หรือ GMP ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 420) พ.ศ. 2563 ซึ่งใช้บังคับกับสถานที่ผลิตอาหารทุกแห่ง ไม่ว่าจะเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่ายโรงงาน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นตลอดกระบวนการผลิต เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ สะอาด และปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ข้อกำหนดของ GMP แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

  • ข้อกำหนดพื้นฐาน ใช้กับการผลิตอาหารทุกประเภท ครอบคลุมการจัดการด้านสถานที่ อาคาร เครื่องมือ เครื่องจักร บุคลากร สุขลักษณะ และการควบคุมกระบวนการผลิต
  • ข้อกำหนดเฉพาะ ใช้กับผลิตภัณฑ์บางประเภทที่ต้องมีการควบคุมเพิ่มเติม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท

เอกสารที่ต้องเตรียมเกี่ยวกับการผลิต

หลังจากสถานที่ผลิตได้รับการออกแบบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ GMP แล้ว ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมเอกสารเกี่ยวกับสถานที่ผลิตและกระบวนการผลิตให้ครบถ้วน เพื่อใช้ประกอบการยื่นขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร

เอกสารที่ควรจัดเตรียม ได้แก่

  1. แผนที่ตั้งของสถานที่ผลิตอาหาร
  2. แผนผังแสดงตำแหน่งพร้อมประโยชน์ใช้สอยในอาคาร
  3. รูปด้านหน้า ด้านข้างอาคารผลิต
  4. แบบแปลนพื้นสถานที่ผลิตอาหาร ระบุชื่อและที่ตั้งสถานที่ผลิต
  5. รายการเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใ้ในการผลิต
  6. กรรมวิธีการผลิตอาหาร
  7. สูตรส่วนประกอบของอาหารแสดงเป็นน้ำหนักและร้อยละ และแสดงที่มาของวัตถุดิบแต่ละรายการ
  8. ประเภทชนิดของอาหารที่จะผลิตและปริมาณการผลิตแต่ละชนิด ต่อวัน สัปดาห์ เดือน แล้วแต่กรณี
  9. ชนิดภาชนะบรรจุ (ชนิด,ขนาด,สี) แจ้งชนิดและสีของฝา (ถ้ามี)
  10. วิธีการบริโภคและเก็บรักษา
  11. ที่มาของน้ำที่ใช้ในการผลิตและทำความสะอาด
  12. วิธีการล้างเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต รวมถึงภาชนะบรรจุ
  13. วิธีการจัดการขยะ
  14. จำนวนคนงาน การแต่งกาย จำนวนห้องน้ำ อ่างล้างมือ
  15. รายการบันทึกและรายงานผล
  16. เอกสารเพิ่มเติมกรณีผลิตผลิตภัฑณ์เสริมอาหาร ชนิดที่ปรับกรด รูปแบบน้ำ
  17. มาตรการป้องกันการปนเปื้อน

ขั้นตอนการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร

การขออนุญาตสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่

  1. ขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร
  2. ขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร

ก่อนเริ่มดำเนินการ ผู้ประกอบการต้องสมัครใช้งานระบบ Open ID และเปิดสิทธิ์ใช้งานระบบ e-Submission พร้อมจัดทำฐานข้อมูลหลักผู้ประกอบการ (Master Data) ให้เรียบร้อย จากนั้นจึงสามารถยื่นคำขอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้

1. ขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร

เมื่อเตรียมสถานที่ผลิตและเอกสารครบถ้วนแล้ว ผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอตรวจประเมินสถานที่ผลิตผ่านระบบ e-Submission พร้อมชำระค่าคำขอตรวจประเมินเบื้องต้น จากนั้นเจ้าหน้าที่หรือหน่วยตรวจสอบที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. จะติดต่อเพื่อนัดหมายเข้าตรวจประเมินสถานที่จริงตามหลักเกณฑ์ GMP

การตรวจประเมินจะครอบคลุมหัวข้อสำคัญ เช่น

  • ความเหมาะสมของสถานที่ตั้ง
  • โครงสร้างอาคารผลิต
  • เครื่องมือและเครื่องจักร
  • ระบบน้ำที่ใช้ในการผลิต
  • การควบคุมสุขลักษณะ
  • การป้องกันการปนเปื้อน
  • ระบบควบคุมคุณภาพ
  • การจัดเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์

เมื่อผ่านการตรวจประเมิน ผู้ประกอบการจะได้รับ รายงานผลการตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร (Audit Report) ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำไปใช้ประกอบการยื่นขออนุญาตสถานที่ผลิตต่อไป

2. ขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร

หลังได้รับ Audit Report แล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร ซึ่งการยื่นคำขอจะแตกต่างกันตามลักษณะของสถานประกอบการ ได้แก่

กรณีเข้าข่ายโรงงาน

  • เครื่องจักรรวมตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป หรือ
  • มีคนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป

ให้ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission ด้วย แบบ อ.1 เมื่อผ่านการพิจารณา จะได้รับ ใบอนุญาตผลิตอาหาร (แบบ อ.2) ซึ่งมีอายุ 3 ปี และต้องต่ออายุตามกำหนด

กรณีไม่เข้าข่ายโรงงาน

  • เครื่องจักรรวมน้อยกว่า 50 แรงม้า
  • มีคนงานน้อยกว่า 50 คน

ให้ยื่นคำขอด้วย แบบ สบ.1 เมื่อได้รับอนุมัติ จะได้รับ ใบสำคัญเลขสถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน (แบบ สบ.1/1) ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

ค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินสถานที่ผลิตอาหาร

ก่อนขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร ผู้ประกอบการต้องยื่นขอตรวจประเมินสถานที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าสถานที่ผลิตเป็นไปตามหลักเกณฑ์ GMP หรือไม่ โดยค่าใช้จ่ายจะคิดตาม ขนาดของกิจการ ซึ่งพิจารณาจากกำลังเครื่องจักรและจำนวนคนงาน ดังนี้

  • กิจการขนาดเล็ก (เครื่องจักรไม่เกิน 5 แรงม้า หรือคนงาน 1–6 คน) ค่าตรวจประเมิน 3,000 บาท
  • กิจการขนาดเล็กถึงกลาง (เครื่องจักรมากกว่า 5–20 แรงม้า หรือคนงาน 7–50 คน) ค่าตรวจประเมิน 5,000 บาท
  • กิจการขนาดกลาง (เครื่องจักรมากกว่า 20–50 แรงม้า หรือคนงาน 51–100 คน) ค่าตรวจประเมิน 10,000 บาท
  • กิจการขนาดใหญ่ (เครื่องจักรมากกว่า 50–100 แรงม้า หรือคนงาน 101–200 คน) ค่าตรวจประเมิน 15,000 บาท
  • กิจการขนาดใหญ่มาก (เครื่องจักรมากกว่า 100 แรงม้า หรือคนงานมากกว่า 200 คน) ค่าตรวจประเมิน 20,000 บาท

หลังยื่นคำขอ เจ้าหน้าที่จะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 10 วันทำการ จากนั้นจะเข้าตรวจประเมินสถานที่ หากพบข้อบกพร่อง ผู้ประกอบการต้องปรับปรุงให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ GMP ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 70 วันทำการ.

ค่าใช้จ่ายในการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร

เมื่อสถานที่ผลิตผ่านการตรวจประเมิน GMP แล้ว ผู้ประกอบการจะต้องยื่นขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหารกับ อย. โดยมีค่าใช้จ่าย 2 ส่วน คือ ค่าพิจารณาคำขอ และ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (เฉพาะสถานที่ผลิตที่เข้าข่ายโรงงาน)

ค่าพิจารณาคำขอ

  • สถานที่ผลิตที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน (แบบ สบ.1) ค่าพิจารณาคำขอ 1,000 บาท
  • สถานที่ผลิตที่เข้าข่ายโรงงาน (แบบ อ.1) ค่าพิจารณาคำขอ 2,000 บาท

ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (เฉพาะสถานที่ผลิตที่เข้าข่ายโรงงาน)

หลังได้รับอนุญาตแล้ว จะมีค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเพิ่มเติม โดยเริ่มต้นที่ 5,000 บาท และสูงสุด 10,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการและกำลังเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต

โดยปกติ ขั้นตอนการพิจารณาใช้เวลาประมาณ 16 วันทำการ หากเอกสารครบถ้วนและไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ผู้ประกอบการก็จะได้รับใบอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารตามประเภทของสถานประกอบการ


เอกสารประกอบการยื่นขอ อย. อาหารเสริม

เมื่อได้รับอนุญาตสถานที่ผลิตเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการยื่นขอจดทะเบียนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อรับเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) ผ่านระบบ e-Submission โดยผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมเอกสารประกอบคำขอให้ครบถ้วน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบข้อมูลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความถูกต้องของผลิตภัณฑ์ก่อนออกเลขสารบบอาหาร

เอกสารและหลักฐานที่ใช้ประกอบการยื่นคำขอ มีทั้งหมด 4 รายการ ได้แก่

1. ใบจดทะเบียนอาหาร (e-Form)

ผู้ประกอบการต้องกรอกข้อมูลคำขอผ่านระบบ e-Submission โดยระบุรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ เช่น ชื่ออาหาร สูตรส่วนประกอบ วิธีการผลิต ขนาดบรรจุ วิธีรับประทาน และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนตรงตามข้อเท็จจริง

2. เอกสารคุณภาพหรือมาตรฐานของวัตถุดิบ

แนบเอกสารแสดงคุณภาพหรือมาตรฐานของวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์ เช่น Certificate of Analysis (COA), Specification หรือเอกสารรับรองมาตรฐานจากผู้ผลิตวัตถุดิบ แล้วแต่กรณี เพื่อใช้ยืนยันว่าวัตถุดิบมีคุณภาพและสามารถใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้

3. ฉลากอาหาร

กรณีผลิตภัณฑ์หรือส่วนประกอบเข้าข่ายเป็น อาหารใหม่ (Novel Food) จะต้องจัดส่งฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อประกอบการพิจารณา โดยรายละเอียดบนฉลากต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

4. เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

หากผลิตภัณฑ์มีลักษณะพิเศษ หรือเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ประกอบการอาจต้องแนบเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น เอกสารด้านความปลอดภัย ข้อมูลทางวิชาการ หรือเอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณาชื่ออาหาร ประเภทอาหาร หรือส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์

ขั้นตอนการขอ อย. อาหารเสริม

ขั้นตอนการขอ อย. อาหารเสริม

หลังจากได้รับอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารแล้ว ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผ่านระบบ e-Submission ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. ลงทะเบียนเพื่อเข้าใช้งานระบบ

เริ่มต้นด้วยการสร้างบัญชีผู้ใช้งานและยืนยันตัวตนผ่านระบบ Open ID จากนั้นยื่นเอกสารเพื่อขอสิทธิ์เข้าใช้งานระบบ e-Submission กับ อย.

2. เข้าสู่ระบบ e-Submission

เมื่อได้รับสิทธิ์ใช้งานแล้ว ให้เข้าสู่ระบบ e-Submission เพื่อดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

3. กรอกข้อมูลผลิตภัณฑ์

กรอกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ให้ครบถ้วน เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ สูตรส่วนประกอบ กรรมวิธีการผลิต และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนส่งคำขอ เนื่องจากเมื่อยื่นคำขอแล้วจะไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้

4. อัปโหลดเอกสารและชำระค่าธรรมเนียม

แนบเอกสารประกอบคำขอตามที่ อย. กำหนด จากนั้นพิมพ์ใบสั่งชำระและชำระค่าธรรมเนียมผ่านช่องทางที่กำหนด

5. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำขอ

เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารและพิจารณาความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์กับกฎหมาย โดยใช้เวลาพิจารณาประมาณ 10 วันทำการ

หากพบข้อมูลหรือเอกสารไม่ครบถ้วน เจ้าหน้าที่จะส่งคำขอคืนเพื่อให้ผู้ประกอบการแก้ไขหรือส่งเอกสารเพิ่มเติม

6. แก้ไขข้อมูล (กรณีได้รับแจ้ง)

หากได้รับแจ้งให้แก้ไข ผู้ประกอบการต้องดำเนินการแก้ไขและส่งข้อมูลกลับภายใน 10 วันทำการ นับจากวันที่ได้รับแจ้ง

7. รับเลขสารบบอาหาร (เลข อย.)

เมื่อคำขอได้รับการอนุมัติ ผู้ประกอบการจะได้รับ ใบสำคัญการจดทะเบียนอาหาร (แบบ สบ.5/1) และสามารถดาวน์โหลดเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Submission ได้ทันที เพื่อนำเลขสารบบอาหารไปแสดงบนฉลากและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย.

ค่าใช้จ่ายในการขออนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

สำหรับการยื่นขอจดทะเบียนผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อย. กำหนดค่าธรรมเนียมไว้ดังนี้

รายการ ค่าใช้จ่าย
ยื่นคำขอจดทะเบียนผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 2,000 บาท/คำขอ
ยื่นคำขอแก้ไขรายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตแล้ว 500 บาท/คำขอ

คุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

นอกจากการเตรียมเอกสารและสถานที่ผลิตแล้ว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยังต้องผ่านการประเมินด้านคุณภาพและความปลอดภัยตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานและปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่

1. คุณภาพทางกายภาพ

ต้องกำหนดลักษณะของผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน เช่น สี กลิ่น รส ลักษณะปรากฏ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปในแต่ละรุ่นการผลิต

2. มาตรฐานด้านสารปนเปื้อน

ผลิตภัณฑ์ต้องมีการควบคุมสารปนเปื้อนให้อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น ตะกั่ว (Lead) แคดเมียม (Cadmium) ปรอท (Mercury) สารหนู (Arsenic) รวมถึงสารปนเปื้อนอื่นที่อาจเกิดจากวัตถุดิบหรือกระบวนการผลิต

3. มาตรฐานทางจุลชีววิทยา

ต้องไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคที่เป็นอันตราย เช่น Salmonella spp. Staphylococcus aureus Clostridium spp. Escherichia coli เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยก่อนวางจำหน่าย

4. มาตรฐานอื่น ๆ

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางประเภทอาจต้องผ่านการตรวจเพิ่มเติม เช่น ปริมาณวิตามินและแร่ธาตุ ดีบุก แอฟลาทอกซิน เมลามีน Vinyl Chloride Acrylonitrile ทั้งนี้ ข้อกำหนดที่ต้องตรวจวิเคราะห์จะขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบ และประเภทของภาชนะบรรจุที่ใช้

เกณฑ์การพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะพิจารณาคำขอจากข้อมูลสำคัญของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ ปลอดภัย และไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด โดยมีหัวข้อหลักที่ใช้พิจารณา ดังนี้

  • ชื่ออาหาร ต้องไม่โอ้อวด ไม่สื่อสรรพคุณรักษาโรค และมีคำว่า “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร”
  • สูตรส่วนประกอบ ต้องแจ้งส่วนประกอบทั้งหมดและใช้สารที่กฎหมายอนุญาต
  • ขนาดและวิธีรับประทาน ต้องระบุให้ชัดเจนตามการใช้งานจริง
  • อายุการเก็บรักษา ต้องสอดคล้องกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์
  • กรรมวิธีการผลิต ต้องตรงกับกระบวนการผลิตจริง
  • ภาชนะบรรจุ ต้องเป็นภาชนะที่เหมาะสำหรับสัมผัสอาหารและเป็นไปตามกฎหมาย

เกณฑ์ในการแสดงฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

เกณฑ์ในการแสดงฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องจัดทำตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการแสดงฉลากอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และไม่เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ โดยหลักเกณฑ์ในกาารแสดงฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีดังนี้

  • ฉลากต้องติดอยู่บนภาชนะบรรจุหรือหีบห่อ และมองเห็นได้ชัดเจน อ่านง่าย ไม่หลุดลอกหรือถูกปิดทับ
  • ข้อความบนฉลากต้องเป็นความจริง ไม่ใช้ข้อความ รูปภาพ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณภาพ คุณประโยชน์ หรือสรรพคุณของผลิตภัณฑ์
  • ห้ามกล่าวอ้างสรรพคุณเป็นยา เช่น รักษา บรรเทา ป้องกัน หรือวินิจฉัยโรค รวมถึงห้ามใช้ข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์มีผลในการรักษาโรค
  • ห้ามโฆษณาเกินจริง เช่น อ้างว่าทำให้รูปร่างเปลี่ยน ลดน้ำหนัก เพิ่มความสูง เพิ่มกล้ามเนื้อ หรือเสริมสมรรถภาพทางเพศ โดยไม่มีหลักฐานรองรับหรือเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
  • ข้อความทั้งหมดต้องอ่านได้ชัดเจน ใช้สีที่ตัดกับพื้นฉลาก และหากมีข้อความหลายภาษา ข้อความภาษาไทยต้องถูกต้องและมีความหมายตรงกับภาษาอื่น
  • ไม่ใช้ข้อความที่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี รวมถึงข้อความที่อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนก หรือชักจูงให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

นอกจากนี้ อย. ยังระบุว่า ข้อความ รูปภาพ เครื่องหมายการค้า หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ บนฉลาก ต้องไม่สื่อความหมายในลักษณะต่อไปนี้

  • อ้างว่าสามารถรักษา บรรเทา หรือป้องกันโรค
  • อ้างว่าสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ลักษณะ หรือโครงสร้างของร่างกาย
  • อ้างว่ามีผลต่อการทำงานของอวัยวะหรือระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น สมอง หัวใจ ระบบเผาผลาญ หรือระบบสืบพันธุ์
  • ใช้ข้อความที่โอ้อวดหรือเกินจริง จนทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อในคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์

รายละเอียดที่ต้องแสดงบนฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในประเทศไทย ต้องมีข้อมูลสำคัญครบถ้วน ดังนี้

  1. ชื่ออาหาร
  2. คำว่า “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร”
  3. เลขสารบบอาหาร (เลข อย.)
  4. ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า
  5. ปริมาณสุทธิ
  6. ชื่อและปริมาณส่วนประกอบสำคัญ
  7. ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร
  8. วัตถุเจือปนอาหาร (ถ้ามี)
  9. ข้อความเกี่ยวกับการแต่งกลิ่นหรือแต่งรส (ถ้ามี)
  10. ข้อความเกี่ยวกับวัตถุรักษาคุณภาพ (ถ้ามี)
  11. วิธีรับประทาน
  12. ปริมาณที่แนะนำต่อวัน
  13. วิธีเก็บรักษา
  14. วันผลิตหรือวันหมดอายุ
  15. เลขรุ่นการผลิต (Lot No.)
  16. คำเตือน
  17. ข้อควรระวัง (ถ้ามี)
  18. ข้อจำกัดการบริโภคสำหรับบางกลุ่ม (ถ้ามี)
  19. ประเทศผู้ผลิต (กรณีนำเข้า)
  20. ข้อความ “ควรกินอาหารหลากหลาย ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ”
  21. ข้อความ “ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค”
  22. ข้อความอื่นที่กฎหมายกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท

ข้อควรปฏิบัติของผู้ประกอบการหลังได้รับเลข อย.

หลังได้รับเลขสารบบอาหาร ผู้ประกอบการต้องผลิตสินค้าให้ตรงกับข้อมูลที่ได้รับอนุญาต และควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ หากมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดสำคัญ เช่น สูตรส่วนประกอบ ชื่อผลิตภัณฑ์ หรือฉลาก ต้องยื่นขอแก้ไขกับ อย. ก่อนดำเนินการ นอกจากนี้ควรจัดเก็บเอกสารการผลิตและผลการตรวจสอบต่าง ๆ เพื่อรองรับการตรวจติดตาม และดำเนินการโฆษณาผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามกฎหมายอาหาร

การขออนุญาตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมสถานที่ผลิตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ GMP การขออนุญาตสถานที่ผลิต การเตรียมเอกสารและยื่นขอเลขสารบบอาหาร ไปจนถึงการจัดทำฉลากให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของ อย. หากดำเนินการไม่ครบถ้วนหรือมีข้อมูลไม่ถูกต้อง อาจทำให้การพิจารณาล่าช้าหรือถูกส่งกลับเพื่อแก้ไขเอกสารได้ หากต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลทุกขั้นตอน Livilution พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการขออนุญาตกับ อย. สินค้า เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: @liviconsult เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรีได้เลย

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://food.fda.moph.go.th/public-information/supplement-guide/

แชร์บทความนี้....