สินค้าตกฉลาก คืออะไร? เจ้าของแบรนด์ต้องรู้ ก่อนโดนเรียกคืนสินค้า

ในโลกของการทำธุรกิจ โดยเฉพาะเจ้าของแบรนด์อาหารเสริม หรือสินค้าสุขภาพที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของกฎหมายอย่างเข้มงวด คำว่า “ฉลากสินค้า” ไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์หรือการสื่อสารการตลาด แต่คือ “หัวใจของความถูกต้องตามกฎหมาย” ที่เชื่อมโยงทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคเข้าด้วยกัน เพราะในมุมของผู้ประกอบการ ฉลากคือสิ่งที่กำหนดว่าสินค้าจะขายได้หรือไม่ ส่วนในมุมของผู้บริโภค ฉลากคือแหล่งข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจซื้อ ดังนั้นหากเกิด “สินค้าตกฉลาก” ขึ้นมา ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเอกสาร แต่คือความเสี่ยงที่อาจกระทบทั้งยอดขาย ภาพลักษณ์ และความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งบทความนี้ Livilution จะพาคุณไปเข้าความหมายของ สินค้าตกฉลาก สาเหตุที่ทำให้สินค้าตกฉลากคืออะไร และฉลากสินค้าที่ถูกต้องตามหลัก อย. ต้องเป็นแบบไหน


📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ


สินค้าตกฉลากคืออะไร

สินค้าตกฉลาก หมายถึง ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (ส่วนใหญ่เป็นเวย์โปรตีนหรือโปรตีนพืช) ที่มีปริมาณสารอาหารจริง (เช่น โปรตีน) น้อยกว่าที่ระบุไว้บนฉลากข้างบรรจุภัณฑ์อย่างมาก หรือที่เรียกกันว่า “โปรตีนไม่ตรงปก” ซึ่งเกิดจากการสำรวจและวิเคราะห์โดยหน่วยงานภายนอกหรือผู้บริโภคพบว่าไม่ตรงตามมาตรฐาน

ทั้งนี้รวมถึงสินค้าที่มีข้อมูลบนฉลากไม่ครบถ้วน ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่งผลให้สินค้านั้น “ไม่ผ่านเกณฑ์ทางกฎหมาย” แม้ว่าตัวสินค้าอาจจะมีคุณภาพหรือปลอดภัยก็ตาม

ทำไมฉลากสินค้า ถึงสำคัญกว่าที่คิด

ฉลากสินค้า ไม่ใช่แค่เรื่องของการตลาดหรือความสวยงาม แต่เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย ที่มีผลโดยตรงต่อการอนุญาตให้วางจำหน่ายสินค้า โดยมีหน้าที่หลักคือให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภค เช่น ส่วนประกอบ วิธีใช้ คำเตือน และข้อมูลผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า

หากฉลากมีปัญหา ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ อาจส่งผลให้สินค้าโดนพิจารณาว่า ผิดกฎหมาย ทันที แม้ว่าจะมีเลข อย. ถูกต้องก็ตาม เพราะในหลายกรณี เจ้าหน้าที่จะพิจารณา “ฉลาก” เป็นหลักก่อนตัวสินค้า นอกจากนี้ ฉลากยังเป็นสิ่งที่สะท้อนความน่าเชื่อถือของแบรนด์ หากผู้บริโภคพบว่าฉลากมีข้อมูลไม่ครบ หรือดูไม่น่าเชื่อถือ ก็อาจส่งผลต่อยอดขายและภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาวได้

สินค้าตกฉลาก

สาเหตุหลักที่ทำให้สินค้าตกฉลาก

1. ข้อมูลบนฉลากไม่ครบถ้วน

หนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด คือการใส่ข้อมูลไม่ครบ เช่น ไม่มีชื่อผู้ผลิต ไม่มีเลข อย. ไม่มีวันหมดอายุ หรือไม่มีคำเตือนที่จำเป็น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็น “ข้อมูลบังคับ” ที่ต้องมีตามกฎหมาย

2. ใช้คำโฆษณาเกินจริง

การใช้คำ เช่น “รักษาได้”, “เห็นผล 100%”, “ปลอดภัยแน่นอน” หรือคำที่สื่อถึงการรักษาโรคในสินค้าที่ไม่ใช่ยา ถือเป็นการโฆษณาเกินจริง และทำให้ฉลากตกทันที

3. ระบุเลข อย. ผิด หรือแอบอ้าง

บางกรณีผู้ประกอบการใช้เลข อย. ของสินค้าตัวอื่น หรือพิมพ์เลขผิดเพียงหลักเดียว ก็ถือว่าผิดกฎหมาย และเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภค

4. รูปแบบฉลากไม่เป็นไปตามข้อกำหนด

เช่น ไม่มีภาษาไทย ขนาดตัวอักษรเล็กเกินไป หรือจัดวางข้อมูลไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่จริงๆ แล้วเป็นจุดที่โดนตรวจบ่อยมาก

5. ไม่อัปเดตฉลากตามกฎหมายใหม่

กฎหมายมีการอัปเดตอยู่เสมอ หากใช้ฉลากเดิมโดยไม่ตรวจสอบ อาจทำให้ฉลากที่เคยถูกต้อง กลายเป็น “ตกฉลาก” ได้ในภายหลัง

สินค้าตกฉลากมีโทษอย่างไร

การตกฉลากไม่ใช่แค่ผิดเล็กน้อย แต่เป็นเรื่องที่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร อาหารเสริม และเครื่องสำอาง ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของพระราชบัญญัติ เช่น

  • พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522
  • พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558
  • พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551

1. โทษปรับทางปกครอง

หากฉลากไม่ถูกต้อง หรือแสดงข้อมูลไม่ครบ อาจถูกปรับเป็นเงินตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจเริ่มตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนบาท ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความผิด

2. โทษสั่งระงับจำหน่ายสินค้า

เจ้าหน้าที่มีอำนาจ “สั่งหยุดขายทันที” หากพบว่าสินค้าไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของธุรกิจ

3. โทษเรียกคืนสินค้า

ในบางกรณี โดยเฉพาะสินค้าที่วางขายไปแล้ว หากพบว่าฉลากผิด อาจถูกสั่งให้ “เรียกคืนสินค้าทั้งหมดจากตลาด” ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมาก ทั้งในด้านเงิน เวลา และความน่าเชื่อถือ

4. โทษทางอาญา (ในกรณีร้ายแรง)

หากมีการแสดงข้อมูลเท็จ เช่น แอบอ้างสรรพคุณ หรือใช้เลข อย. ปลอม อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญา ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับตามกฎหมาย

5. ความเสียหายต่อแบรนด์ (ที่ประเมินค่าไม่ได้)

นอกจากโทษทางกฎหมาย สิ่งที่เสียหายที่สุดคือ “ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค” เพราะเมื่อแบรนด์ถูกมองว่าไม่โปร่งใส หรือหลอกลวง การกลับมาสร้างความเชื่อมั่นใหม่จะยากมาก

ฉลากสินค้าที่ถูกต้องตาม อย. เป็นอย่างไร

ฉลากสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายของทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะต้องเป็นฉลากที่แสดงข้อมูลเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจน อ่านง่าย และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด โดยแต่ละรายการมีความสำคัญและมีข้อกำหนดเฉพาะที่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจอย่างละเอียด ดังนี้

ชื่อประเภทหรือชนิดของสินค้า

ชื่อชนิดสินค้า ต้องระบุให้ชัดเจนว่าสินค้านั้นคืออะไร เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เช่น หากเป็นอาหารต้องระบุชื่ออาหารให้ตรง เช่น “น้ำพริกหนุ่ม” หรือหากเป็นเครื่องสำอางต้องระบุลักษณะสินค้า เช่น “เซรั่มบำรุงผิว” โดยห้ามใช้คำที่คลุมเครือหรือทำให้เข้าใจผิดในคุณสมบัติของสินค้า

ชื่อหรือเครื่องหมายการค้า

ต้องแสดงชื่อแบรนด์หรือเครื่องหมายการค้าที่ใช้ในการจำหน่าย ซึ่งควรเป็นชื่อที่จดทะเบียนถูกต้อง หรือชื่อที่ใช้จริงในทางการค้า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและสามารถระบุตัวสินค้าได้อย่างชัดเจน

สถานที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า

ต้องระบุชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้าอย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถติดต่อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ในกรณีที่เกิดปัญหา โดยข้อมูลนี้ต้องเป็นข้อมูลจริงและตรวจสอบได้ ไม่สามารถใช้ชื่อหรือที่อยู่สมมติได้

ปริมาณสุทธิ

ต้องแสดงน้ำหนักหรือปริมาตรสุทธิของสินค้าอย่างชัดเจน โดยใช้หน่วยในระบบเมตริก เช่น กรัม (g) มิลลิลิตร (ml) หรือกิโลกรัม (kg) เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบปริมาณสินค้าได้อย่างเป็นธรรม

ส่วนประกอบสำคัญ

ต้องระบุส่วนผสมของสินค้า โดยเรียงลำดับจากปริมาณมากไปน้อย ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำคัญในกลุ่มอาหารและเครื่องสำอาง หากพื้นที่ฉลากมีจำกัด อย่างน้อยต้องแสดงส่วนผสมหลักที่สำคัญ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถหลีกเลี่ยงสารที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้

วันผลิต วันหมดอายุ หรือควรบริโภคก่อน

ต้องระบุวันสำคัญของสินค้าอย่างชัดเจน เช่น “ผลิตวันที่…”, “หมดอายุวันที่…” หรือ “ควรบริโภคก่อน…” โดยต้องอ่านง่าย ไม่ลบเลือน และไม่ใช้รูปแบบที่ทำให้เข้าใจผิด เช่น การใช้รหัสที่ไม่สามารถตีความได้

วิธีใช้ และคำเตือน (ถ้ามี)

วิธีใช้ต้องอธิบายอย่างชัดเจน เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับลักษณะสินค้า ส่วนคำเตือนต้องแสดงให้เห็นเด่นชัด โดยเฉพาะในสินค้าที่มีความเสี่ยง เช่น อาหารเสริม หรือเครื่องสำอางบางประเภท เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภค

เครื่องหมายมาตรฐาน หรือเลขสารบบอาหาร (เลข อย.)

ในกรณีของอาหารหรือสินค้าที่ต้องได้รับการอนุญาต จะต้องแสดงเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) หรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง โดยเลขดังกล่าวต้องตรงกับข้อมูลที่ได้รับอนุญาตจริง และไม่สามารถดัดแปลงหรือใช้แทนสินค้าชนิดอื่นได้

สินค้าตกฉลาก คือปัญหาที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม เพราะแม้จะเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่สามารถส่งผลกระทบใหญ่ต่อธุรกิจได้ทั้งในด้านกฎหมายและความน่าเชื่อถือ การเข้าใจข้อกำหนดตั้งแต่ต้น และตรวจสอบให้ครบก่อนวางขาย คือวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าสินค้าของคุณต้องใช้ฉลากแบบไหน หรือกังวลว่าจะพลาดในรายละเอียดสำคัญที่อาจทำให้ “ตกฉลาก” การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจมากขึ้น โดยสามารถเพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงาน Livilution ติดต่อกลับ หรือ Add LINE: @liviconsult เพื่อปรึกษาฟรี และวางแผนให้ถูกต้องตั้งแต่ก้าวแรก


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถ้าสินค้าตกฉลาก ยังขายได้ไหม

สินค้าตกฉลาก ไม่สามารถขายได้ตามกฎหมาย และหากฝ่าฝืนอาจถูกปรับหรือสั่งระงับการขายทันที ดังนั้นควรแก้ไขฉลากให้ถูกต้องก่อนนำกลับมาจำหน่าย

แก้ฉลากอย่างเดียวพอไหม ถ้าสินค้าตกฉลาก

การแก้ไขแค่ฉลาก เช่น การนำสติกเกอร์ใหม่ไปแปะทับ เมื่อสินค้าตกฉลาก ปริมาณสารอาหาร หรือส่วนประกอบจริงไม่ตรงกับที่ระบุบนฉลาก มักไม่เพียงพอและอาจมีความผิดทางกฎหมาย

ไม่มีเลข อย. แต่มีฉลากครบ ถือว่าตกฉลากไหม

ไม่มีเลข อย. ถือว่า สินค้าตกฉลาก หรือ ฉลากไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาหาร หรือ พ.ร.บ. เครื่องสำอาง เนื่องจากเลข อย. (เลขสารบบอาหาร 13 หลัก) หรือเลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง เป็นข้อมูลหลักที่ต้องแสดงบนฉลากเพื่อยืนยันความปลอดภัย

แชร์บทความนี้....