เกณฑ์การตั้งชื่ออาหารให้ผ่าน อย. แต่ละสินค้าควรใช้ชื่อไหน ห้ามอะไรบ้าง

การตั้งชื่ออาหาร อาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับหลายคน แต่จริงๆ แล้วเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลต่อการขอ อย. และการวางขายสินค้าโดยตรง เพราะแม้สูตรจะผ่าน โรงงานจะพร้อม หรือแพ็กเกจจะสวยแค่ไหน แต่หาก “ชื่อสินค้า” ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ อย. ก็อาจถูกตีกลับให้แก้ไขฉลาก หรือเสี่ยงเข้าข่ายสื่อสารเกินจริงได้ โดยเฉพาะอาหาร เครื่องดื่ม และอาหารเสริมที่มักใช้คำการตลาด เช่น Premium สูตรโบราณ แท้ 100% หรือ Organic ซึ่งแต่ละคำมีเงื่อนไขในการใช้งานแตกต่างกัน บทความนี้ Livilution จะพาไปดูว่า การตั้งชื่ออาหารให้ผ่านเกณฑ์ของ อย. ต้องดูอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างชื่อที่ใช้ได้จริงตามแนวทางล่าสุดของกฎหมายอาหาร


📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ


3 รูปแบบการตั้งชื่ออาหารบนฉลาก

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 450) พ.ศ. 2567 อย. กำหนดว่า ชื่ออาหารบนฉลากต้องทำให้ผู้บริโภคเข้าใจชัดว่าสินค้านั้นคืออะไร โดยให้ใช้ชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

ใช้ชื่ออาหารที่เรียกกันทั่วไป

สามารถใช้ชื่ออาหารที่คนทั่วไปเข้าใจและใช้เรียกตามปกติ เช่น ถั่วลิสงอบรสน้ำผึ้ง น้ำพริกกุ้งเสียบ บิงซู หรือโดนัทน้ำตาล

ใช้ชื่อประเภทอาหารตามกฎหมายกำหนด

อาหารบางประเภทมีชื่อเฉพาะตามประกาศ อย. ที่ต้องใช้ให้ถูกต้อง เช่น ช็อกโกแลต น้ำปลา หรือกาแฟสำเร็จรูป ห้ามตั้งชื่อผิดประเภทจนทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

ใช้ชื่อแบรนด์หรือชื่อทางการค้าได้

สามารถใช้ชื่อแบรนด์เป็นชื่อสินค้าได้ แต่ต้องมีข้อความระบุประเภทอาหารกำกับด้วย เช่น บูบู (น้ำบริโภค) หรือ XYZ (เครื่องดื่มผสมวิตามิน) เพื่อให้ผู้บริโภครู้ว่าสินค้านั้นคืออะไร

หลักเกณฑ์การตั้งชื่ออาหารของ อย.

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ อย. กำหนดว่า การตั้งชื่ออาหารต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของสินค้า และต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับประเภทอาหาร ส่วนประกอบ คุณภาพ ปริมาณ หรือสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้ ดังนี้

  1. ไม่เป็นเท็จหรือหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร หรือไม่ทำให้เข้าใจผิดในสาระสําคัญ
  2. ไม่แสดงถึงชื่ออาหาร ส่วนประกอบของอาหาร อัตราส่วนของอาหาร ปริมาณของอาหารหรือแสดงถึงสรรพคุณ
    ของอาหารอันเป็นเท็จหรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อ

    • กรณีนำสูตรส่วนประกอบมาเป็นส่วนของชื่ออาหาร
      • ต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด หรือเกิดความคาดหวังต่อปริมาณส่วนประกอบที่มีในผลิตภัณฑ์
      • กรณีมีส่วนประกอบน้อยกว่า 10% อาจใช้ “รส” หรือ “ผสม” เป็นส่วนหนึ่งของชื่ออาหารได้
      • หากอาหารใช้ส่วนประกอบหลายชนิด สามารถใช้ส่วนประกอบหลักนั้นเป็นชื่อ เช่น ไอศกรีมหวานเย็นรสมิกซ์เบอร์รี หรือใช้ชื่อที่เป็นกลุ่มรวมได้ เช่น ผลไม้รวม ผักรวม
      • หากอาหารไม่ได้มีวัตถุดิบนั้นจริง แต่ใช้วัตถุแต่งกลิ่นรส ต้องใช้คำว่า “กลิ่น…” ในชื่ออาหาร เช่น หมากฝรั่งกลิ่นมินต์
    • กรณีนำสารอาหารมาเป็นส่วนของชื่ออาหาร
      • หากต้องการระบุชนิดหรือรูปแบบของวิตามินหรือแร่ธาตุในชื่ออาหาร ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ฉลากโภชนาการ เช่น ลูกอมผสมวิตามินซี ลูกอมผสมแอล-แอสคอร์บิก
  3. ไม่ทำให้เข้าใจว่ามีวัตถุตามข้อความ ชื่อ รูป รูปภาพ รอยประดิษฐ์ เครื่องหมายหรือเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ผสมอยู่ในอาหาร โดยที่ไม่มีวัตถุนั้นผสมอยู่ หรือมีผสมอยู่ในปริมาณที่ไม่อาจแสดงสรรพคุณ
  4. ไม่พ้องเสียง พ้องรูป กับคำหรือข้อความที่สื่อถึงคุณประโยชน์ คุณภาพ สรรพคุณ อันเป็นการโอ้อวด หรือเป็นเท็จ หรือเกินจริง หรือหลอกลวงทำให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร ได้แก่
    • สื่อสรรพคุณทางยา ช่วยบำบัด บรรเทา รักษาหรือป้องกันโรคต่างๆ เช่น อ้างว่าสามารถรักษา ป้องกันโรคเบาหวาน ลดอัตราการเกิด หรือลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง เป็นต้น
    • สื่อสรรพคุณว่าสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ลักษณะและโครงสร้างของอวัยวะในร่างกาย เช่น ลดความอ้วน เพิ่มหน้าอก เป็นต้น
    • สื่อสรรพคุณว่ามีผลต่อการทำหน้าที่ของอวัยวะ และส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น อ้างว่าลดความอ้วน ทำให้หน้าเล็ก เรียวแหลม ทำให้ผิวขาว เต่งตึง ลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวพรรณขาวอมชมพู ลดปัญหาฝ้า กระ จุด ด่างดำ ชะลอ ความแก่ของเซลล์ผิว เพิ่มพัฒนาการทางสมอง บำรุงสายตา หัวใจ ประสาท ลดความเมื่อยล้า ฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น
  5. ไม่ขัดกับวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีงามของไทยหรือส่อไปในทางทำลายคุณค่าของภาษาไทย
  6. ไม่ส่งเสริมหรืออาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง ความแตกแยก หรือผลกระทบในเชิงลบทั้งทางตรงหรือทางอ้อมต่อสังคม วัฒนธรรม ศีลธรรม ประเพณี หรือพฤติกรรมที่เกี่ยวกับเพศ ภาษาและความรุนแรง

การตั้งชื่ออาหารภาษาอังกฤษและคำทับศัพท์ตามเกณฑ์ อย.

อย. กำหนดว่า การตั้งชื่ออาหารภาษาไทยสามารถทำได้หลายรูปแบบ โดยชื่ออาหารต้องสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นอาหารประเภทใด และต้องสอดคล้องกับชื่อหรือลักษณะของสินค้า

1. แปลชื่ออาหารจากภาษาต่างประเทศให้สอดคล้องกัน

สามารถแปลชื่ออาหารจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย หรือใช้คำทับศัพท์ได้ แต่ควรมีคำอธิบายกำกับเพื่อให้เข้าใจว่าเป็นอาหารประเภทใด เช่น Penne Pomorido Basilico / เพนเน่ในซอสมะเขือเทศและใบโหระพา

2. ใช้ภาษาไทยและคำทับศัพท์ร่วมกันได้

สามารถตั้งชื่ออาหารโดยใช้ทั้งภาษาไทยและคำทับศัพท์ภาษาต่างประเทศในชื่อเดียวกันได้ เช่น ข้าวมันไก่สไปซี่ หรือ สโมคแฮมรมควัน

3. อาหารไทยที่ไม่มีชื่อภาษาอังกฤษตรงตัว สามารถใช้คำใกล้เคียงได้

กรณีอาหารไทยไม่มีชื่อเฉพาะในภาษาอังกฤษ สามารถเลือกใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงเพื่อให้ชาวต่างชาติเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น MONTHONG DURIAN AND STICKY RICE WITH COCONUT MILK

4. ใช้วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นส่วนหนึ่งของชื่ออาหารได้

สามารถใช้ชื่อที่สื่อถึงวัตถุประสงค์การใช้งานของอาหารได้ แม้ว่าสินค้านั้นจะไม่ได้มีอาหารดังกล่าวอยู่ในสูตรโดยตรง เช่น ซีซัน บีฟ ซีซันนิ่ง เอบี (ซอสผงปรุงรสสำหรับเนื้อวัว) (ตรา ทาโค เบลล์) Seasoned Beef Seasoning AB (TACO BELL Brand) โดยต้องมีวิธีใช้บนฉลากที่สอดคล้องกับชื่อสินค้า

การตั้งชื่ออาหารของ อย.

ข้อความที่สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่ออาหารได้

อย. อนุญาตให้ผู้ประกอบการใช้ข้อความเพิ่มเติมเป็นส่วนหนึ่งของชื่ออาหารได้ เพื่อสื่อถึงคุณลักษณะ จุดเด่น หรือรูปแบบของสินค้า แต่ข้อความเหล่านั้นต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของผลิตภัณฑ์ และไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ดังนี้

1. ข้อความเกี่ยวกับคุณลักษณะหรือระดับของสินค้า

สามารถใช้คำที่สื่อถึงรสชาติ เนื้อสัมผัส ปริมาณ กรรมวิธีการผลิต หรือระดับคุณภาพของสินค้าได้ เช่น

  • Gold
  • Supreme
  • Selected
  • Extra
  • Premium
  • Finest
  • สูตรพิเศษ
  • Super

รวมถึงข้อความที่สื่อถึงลักษณะสินค้า เช่น อบกรอบ ชนิดคงตัว หรือเกรดพิเศษ โดยสินค้าต้องมีคุณสมบัติสอดคล้องกับชื่อที่ใช้

2. ข้อความเกี่ยวกับสูตรอาหาร

สามารถใช้คำที่สื่อถึงสูตรหรือเอกลักษณ์ของสินค้าได้ แต่ผู้ประกอบการควรสามารถอธิบายได้ว่า สูตรดังกล่าวมีความแตกต่างจากสูตรทั่วไปอย่างไร

  • สูตรโบราณ
  • สูตรดั้งเดิม
  • สูตรออริจินอล
  • คลาสสิค
  • ออริจินอล
  • ซิกเนเจอร์

3. การใช้คำว่า “ธรรมชาติ”

สามารถใช้คำว่า ธรรมชาติ ได้ หากสินค้ามีลักษณะสอดคล้องกับคำดังกล่าว และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหารของ อย.

4. การใช้คำว่า “แท้ 100%”

ใช้ได้เฉพาะกรณีที่ผลิตภัณฑ์นั้นเป็นวัตถุดิบนั้นจริงทั้งหมด และไม่มีการเติมส่วนผสมอื่นเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น น้ำแตงโมแท้ 100%

5. การใช้คำว่า “แท้”

คำว่า แท้ สามารถใช้ได้กับอาหารบางประเภทที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นวัตถุดิบนั้นจริงโดยไม่มีการเติมสิ่งอื่น

6. การใช้คำว่า “สด”

คำว่า สด ใช้กับอาหารที่ยังคงลักษณะตามธรรมชาติ หรือผ่านการแปรรูปเพียงเล็กน้อย เช่น กุ้งสดแช่แข็ง หรือ น้ำนมโคสดพาสเจอร์ไรส์

7. การใช้คำว่า Organic หรือ ออร์แกนิก

หากต้องการใช้คำว่า Organic อินทรีย์ หรือ ออร์แกนิก บนชื่อสินค้า ผลิตภัณฑ์นั้นต้องผ่านการรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ตามที่กฎหมายกำหนด

8. การใช้คำว่า หญ้าหวาน หรือ Stevia

สามารถใช้คำว่า หญ้าหวาน, Stevia หรือ สตีวิออลไกลโคไซด์ ได้ หากมีการใช้ส่วนประกอบดังกล่าวจริง และต้องเป็นไปตามประเภทอาหารที่กฎหมายอนุญาต

9. การใช้คำว่า “สูตรหวานน้อย”

สามารถใช้คำว่า สูตรหวานน้อย ได้ หากเป็นการสื่อถึงรสชาติของอาหาร และต้องมีข้อมูลเปรียบเทียบกับสูตรปกติของสินค้าเพื่อรองรับ

10. การใช้คำว่า “สูตรเค็มน้อย” หรือ “สูตรลดเค็ม”

สามารถใช้ได้ หากสินค้ามีปริมาณความเค็มน้อยกว่าสูตรปกติจริง และผู้ประกอบการควรมีข้อมูลหรือผลทดสอบรองรับตามแนวทางของ อย.

การใช้ชื่ออาหารที่สื่อถึงลักษณะเฉพาะหรือแหล่งกำเนิด

กรณีชื่ออาหารอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะ วิธีผลิต ส่วนประกอบ หรือแหล่งกำเนิดของสินค้า อย. กำหนดว่าชื่ออาหารต้องสอดคล้องกับตัวผลิตภัณฑ์จริง และต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจนเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด

การระบุสารที่ใช้บรรจุหรือถนอมอาหาร

หากชื่ออาหารสื่อถึงของเหลวหรือสารที่ใช้บรรจุ ต้องระบุไว้เป็นส่วนหนึ่งของชื่ออาหารอย่างชัดเจน เช่น “ปลาทูน่าในน้ำมันถั่วเหลือง” หรือ “ปลาทูน่าในน้ำเกลือ” เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าสินค้าถูกบรรจุอยู่ในสารประเภทใด

การระบุกรรมวิธีการผลิตหรือวิธีใช้งาน

ชื่ออาหารสามารถสื่อถึงกระบวนการผลิตหรือรูปแบบการใช้งานได้ หากสินค้ามีลักษณะตรงตามชื่อที่ใช้จริง เช่น “กล้วยตาก” “กล้วยเล็บมือนางอบ” หรือ “สุกี้ยากี้ไก่พร้อมปรุง” ซึ่งเป็นการระบุทั้งวิธีผลิตและลักษณะการใช้งานของสินค้าไว้ในชื่ออาหาร

การระบุรูปลักษณะของอาหาร

กรณีสินค้ามีลักษณะหรือรูปทรงเฉพาะ สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่ออาหารได้ เช่น “ช็อกโกแลตรูปกล้วย” แม้ว่าสินค้านั้นจะไม่มีส่วนผสมของกล้วย แต่เป็นการสื่อถึงรูปร่างของผลิตภัณฑ์แทน

การระบุส่วนของพืชหรือสัตว์

หากสินค้าใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชหรือสัตว์ ควรระบุไว้ในชื่ออาหารให้ชัดเจน เช่น “ปีกไก่ทอด” เพื่อให้ผู้บริโภคทราบว่าสินค้าใช้วัตถุดิบส่วนใดในการผลิต

การใช้ชื่อประเทศหรือแหล่งกำเนิดในชื่ออาหาร

สามารถใช้ชื่อประเทศหรือแหล่งกำเนิดเป็นส่วนหนึ่งของชื่ออาหารได้ หากมีความเกี่ยวข้องจริงกับสูตร วัตถุดิบ หรือกลิ่นรสของสินค้า เช่น “ไข่ตุ๋นแบบญี่ปุ่น” “ซี่โครงหมูย่างหมักสูตรเกาหลี” “ลูกอมกลิ่นแอปเปิ้ลญี่ปุ่น” หรือ “ไอศกรีมนมผสมช็อกโกแลตเบลเยี่ยม” ซึ่งแม้สินค้าจะผลิตในประเทศไทย แต่หากใช้วัตถุดิบหรือกลิ่นนำเข้าจากประเทศนั้น ก็สามารถระบุในชื่อสินค้าได้

การระบุลักษณะทางกายภาพของอาหาร

ชื่ออาหารสามารถสื่อถึงลักษณะทางกายภาพของสินค้าได้ เช่น “เกล็ดขนมปัง” “ซอสปรุงรสชนิดผง” หรือ “ปลาทูน่าชนิดก้อน (Solid)” โดยสินค้าต้องมีลักษณะตรงตามชื่อที่ใช้ และหากมีมาตรฐานจากหน่วยงานราชการหรือมาตรฐานสากลกำหนดไว้ ก็ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ดังกล่าวด้วย

กรณีชื่ออาหารเป็นชื่อเฉพาะ แม้ไม่ได้มาจากประเทศนั้นจริง

อย. อนุญาตให้ใช้ชื่อประเทศเป็นส่วนหนึ่งของชื่ออาหารได้ หากเป็นชื่อเรียกเฉพาะที่ผู้บริโภคเข้าใจโดยทั่วไป แม้อาหารจะไม่ได้ผลิตจากประเทศนั้นจริง เช่น “คุกกี้สิงคโปร์” “ขนมจีน” หรือ “กล้วยแขก” เพราะถือเป็นชื่อเฉพาะของอาหาร ไม่ได้สื่อถึงแหล่งผลิตโดยตรง

ตั้งชื่ออาหารตามเกณฑ์ อย.

ชื่อประเภทอาหารตามประกาศเฉพาะของ อย.

อาหารบางประเภท ไม่สามารถตั้งชื่อได้อิสระเหมือนอาหารทั่วไป เพราะ อย. มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขเฉพาะเรื่องกำหนดชื่อ ประเภท และรูปแบบการเรียกไว้ชัดเจน โดยรายละเอียดของแต่ละกลุ่มอาหารจะมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ทั้งเรื่องส่วนผสม วิธีผลิต เปอร์เซ็นต์วัตถุดิบ หรือคำที่อนุญาตให้ใช้บนฉลาก

ตัวอย่างเช่น กลุ่ม “ช็อกโกแลต” จะมีการแบ่งชื่อย่อยหลายประเภท เช่น ดาร์กช็อกโกแลต ช็อกโกแลตนม ไวท์ช็อกโกแลต หรือช็อกโกแลตคูเวอร์เจอร์ ซึ่งแต่ละชื่อมีเกณฑ์ส่วนประกอบเฉพาะที่ต้องปฏิบัติตาม

ขณะที่กลุ่ม “น้ำปลา” ก็มีการแบ่งประเภท เช่น น้ำปลาแท้ น้ำปลาผสม หรือ น้ำปลาจากกุ้ง และหากผลิตจากสัตว์อื่นที่ไม่ใช่ปลา ต้องระบุชนิดวัตถุดิบและปริมาณให้ชัดเจน

ในกลุ่ม “กาแฟ” และ “ชา” ก็มีรูปแบบชื่อเฉพาะตามประเภทสินค้า เช่น กาแฟคั่วบดแท้ กาแฟสำเร็จรูป ชาผงสำเร็จรูป หรือ ชาปรุงสำเร็จพร้อมดื่ม ซึ่งต้องใช้ชื่อให้ตรงตามประเภทที่กฎหมายกำหนด

รวมถึงอาหารกลุ่มอื่น เช่น

  • น้ำมันและไขมัน
  • แยม เยลลี่ มาร์มาเลด
  • อาหารกึ่งสำเร็จรูป
  • น้ำแร่ธรรมชาติ
  • ซอส
  • ขนมปัง
  • ลูกอม
  • ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์

แต่ละประเภทจะมีเงื่อนไขการตั้งชื่อแตกต่างกันตามประกาศเฉพาะของ อย. ดังนั้นก่อนตั้งชื่อสินค้า ผู้ประกอบการควรตรวจสอบก่อนว่าอาหารของตนอยู่ภายใต้ประกาศเฉพาะประเภทใด เพราะหากใช้ชื่อผิดประเภท หรือใช้คำไม่ตรงตามเกณฑ์ อาจทำให้ยื่นขอ อย. ไม่ผ่าน หรือถูกให้แก้ไขฉลากใหม่ได้

การตั้งชื่ออาหารให้ถูกตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาเรื่องการแก้ฉลาก แก้เอกสาร และช่วยให้ขั้นตอนยื่นขอ อย. เป็นไปได้ง่ายขึ้น เพราะอาหารแต่ละประเภทมีรายละเอียดการใช้ชื่อแตกต่างกันตามประกาศเฉพาะของ อย. หากคุณกำลังเริ่มสร้างแบรนด์อาหาร เครื่องดื่ม หรืออาหารเสริม แต่ไม่แน่ใจว่าชื่อสินค้าผ่านเกณฑ์หรือไม่ Livilution พร้อมช่วยตรวจสอบชื่อสินค้า ฉลาก และเอกสารก่อนยื่นขอ อย. เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: @liviconsult ปรึกษาฟรี

แชร์บทความนี้....