ปัจจุบันมอเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟส เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในโรงงานอุตสาหกรรม ระบบเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ พัดลมอุตสาหกรรม และสายการผลิตต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณสูง ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟกลายเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของภาคธุรกิจ ล่าสุด สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ประกาศให้ “มอก. 866 เล่ม 30(101)-2561” กลายเป็นมาตรฐานบังคับด้านประสิทธิภาพพลังงานสำหรับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟส ทำให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายต้องเร่งเตรียมความพร้อม บทความนี้ Livilution จะพาไปทำความเข้าใจว่า มอก. 866 คืออะไร ครอบคลุมสินค้าประเภทไหน มีข้อกำหนดอะไรบ้าง รวมถึงบทลงโทษหากฝ่าฝืน
📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ
- มอก. 866 เล่ม 30(101)-2561 คืออะไร
- ประเภทของมอเตอร์เหนี่ยวนำ 3 เฟส
- ระดับ IE ของมอเตอร์คืออะไร
- มาตรฐานเริ่มบังคับใช้เมื่อไร
- มอเตอร์ที่อยู่ในขอบข่าย มอก. 866
- มอเตอร์ที่ไม่อยู่ในขอบข่าย มอก. 866
- มอเตอร์ต้องผ่านการทดสอบอะไรบ้าง
- ข้อมูลที่ต้องแสดงบนป้ายพิกัด
- บทลงโทษ หากฝ่าฝืนมาตรฐานบังคับ มอก. 866 เล่ม 30(101)-2561
มอก. 866 เล่ม 30(101)-2561 คืออะไร
มอก. 866 เล่ม 30(101)-2561 คือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสำหรับ เครื่องจักรกลไฟฟ้าชนิดหมุน เล่ม 30(101) ระดับชั้นประสิทธิภาพของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับชนิดเหนี่ยวนำสามเฟส ซึ่งเป็นมาตรฐานที่กำหนดระดับประสิทธิภาพพลังงานของมอเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟส ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล IEC
มาตรฐานสากล IEC นี้กำหนดให้มอเตอร์ต้องมีระดับชั้นประสิทธิภาพพลังงาน หรือ IE Code เพื่อแสดงว่ามอเตอร์ใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด โดยแบ่งออกเป็นระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ IE1 ไปจนถึง IE4 ซึ่งยิ่งระดับสูงเท่าไร ยิ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานและช่วยประหยัดค่าไฟได้มากขึ้น
ประเภทของมอเตอร์เหนี่ยวนำ 3 เฟส
มอเตอร์เหนี่ยวนำ 3 เฟส เป็นมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับที่นิยมใช้มากที่สุดในภาคอุตสาหกรรม โดยแบ่งตามชนิดของตัวหมุน (Rotor), ระดับชั้นการป้องกันสิ่งแปลกปลอม (รหัส IP), และระดับชั้นการประหยัดพลังงาน (รหัส IE) ดังนี้
แบ่งตามชนิดของตัวหมุน
- ตัวหมุนชนิดกรง (Cage-rotor) หรือที่นิยมเรียกว่า Squirrel-cage rotor เป็นโรเตอร์ที่มีแกนเหล็กเซาะร่องและมีแท่งตัวนำทองแดงหรืออะลูมิเนียมฝังอยู่ ขั้วปลายทั้งสองด้านเชื่อมต่อกันด้วยวงแหวน มีความทนทานสูงและบำรุงรักษาง่าย
- ตัวหมุนชนิดพันขดลวด (Wound-rotor) ตัวโรเตอร์จะถูกพันด้วยขดลวดในสล็อต (Slot) และปลายขดลวดจะต่อเข้ากับสลิปริง (Slip Ring) ทำให้สามารถปรับความต้านทานภายนอกเพื่อควบคุมแรงบิดและกระแสขณะสตาร์ทได้
แบ่งตามชนิดของระดับชั้นการป้องกัน
การแบ่งตามระดับชั้นป้องกัน เป็นการจำแนกความสามารถในการป้องกันฝุ่นและน้ำของตัวมอเตอร์ ตาม มอก. 866 เล่ม 5 ซึ่งอ้างอิงตามมาตรฐานสากล (IP Code) เพื่อให้มั่นใจว่ามอเตอร์สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมพื้นที่ติดตั้งนั้นๆ
แบ่งระดับชั้นประสิทธิภาพ
การจำแนกประสิทธิภาพการใช้พลังงานของมอเตอร์ จะใช้รหัส IE (International Energy Efficiency Class) ตาม มอก. 866 เล่ม 30 โดยเฉพาะในส่วนที่ 1/101 สำหรับมอเตอร์เหนี่ยวนำ 3 เฟส โดยแบ่งระดับขั้นออกเป็น 4 ระดับ
- IE1: ประสิทธิภาพมาตรฐาน
- IE2: ประสิทธิภาพสูง
- IE3: ประสิทธิภาพยอดเยี่ยม
- IE4: ประสิทธิภาพสูงสุด

ระดับ IE ของมอเตอร์คืออะไร
ระดับ IE หรือ International Energy Efficiency Class คือ มาตรฐานสากลที่ใช้วัดและจำแนกระดับประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานของมอเตอร์ไฟฟ้าอุตสาหกรรม (ตามมาตรฐาน IEC 60034-30-1) ยิ่งตัวเลข IE สูง มอเตอร์จะยิ่งแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลได้ดีขึ้น กินไฟน้อยลง และสูญเสียพลังงานในรูปของความร้อนน้อยลงค่าที่ใช้แบ่งระดับประสิทธิภาพพลังงานของมอเตอร์ไฟฟ้า ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเปรียบเทียบคุณภาพและการใช้พลังงานของมอเตอร์แต่ละรุ่นได้ง่ายขึ้น
ระดับประสิทธิภาพที่ใช้ในมาตรฐานสากล
- IE1 (Standard Efficiency): มอเตอร์ประสิทธิภาพมาตรฐาน หรือที่หลายคนเรียกว่า “มอเตอร์รุ่นเก่า” เป็นระดับเริ่มต้นของมาตรฐาน IE ที่มีการสูญเสียพลังงานค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรุ่นใหม่ ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มลดการใช้งานมอเตอร์ระดับนี้ลง เพราะกินไฟมากและมีต้นทุนค่าไฟระยะยาวสูงกว่ารุ่นประสิทธิภาพสูง
- IE2 (High Efficiency): มอเตอร์ประสิทธิภาพสูง เป็นรุ่นที่พัฒนาขึ้นจาก IE1 โดยลดการสูญเสียพลังงานภายในมอเตอร์ เช่น ความร้อนและการสูญเสียในขดลวด ทำให้ประหยัดไฟมากขึ้น เหมาะกับโรงงานหรือเครื่องจักรที่ใช้งานต่อเนื่องในระดับทั่วไป และเริ่มถูกใช้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำในหลายอุตสาหกรรม
- IE3 (Premium Efficiency): มอเตอร์ประสิทธิภาพระดับพรีเมียม เป็นระดับที่ได้รับความนิยมอย่างมากในภาคอุตสาหกรรมปัจจุบัน เพราะช่วยลดค่าไฟได้ชัดเจนเมื่อใช้งานระยะยาว โดยเฉพาะในโรงงานที่มีมอเตอร์จำนวนมากหรือเดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมง หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยเริ่มกำหนดให้ IE3 เป็นมาตรฐานขั้นต่ำ สำหรับมอเตอร์ที่ใช้งานทั่วไป เนื่องจากมีความสมดุลทั้งด้านประสิทธิภาพพลังงานและต้นทุนการลงทุน
- IE4 (Super Premium Efficiency): มอเตอร์ประสิทธิภาพสูงพิเศษ เป็นมอเตอร์ที่ถูกออกแบบให้ลดการสูญเสียพลังงานได้มากกว่า IE3 อีกระดับ มักใช้วัสดุคุณภาพสูงและเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากขึ้น เหมาะกับงานอุตสาหกรรมที่ต้องเดินเครื่องต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น โรงงานขนาดใหญ่ ระบบปั๊มน้ำอุตสาหกรรม หรือสายการผลิตที่มีค่าไฟสูง เพราะแม้ต้นทุนเริ่มต้นจะสูงกว่า แต่สามารถคืนทุนจากการประหยัดพลังงานได้ในระยะยาว
- IE5 (Ultra-Premium Efficiency): มอเตอร์ประสิทธิภาพสูงสุด เป็นระดับที่เน้นการประหยัดพลังงานสูงมาก โดยสามารถลดการสูญเสียพลังงานได้มากกว่า IE4 ประมาณ 20% มอเตอร์ระดับนี้มักใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น มอเตอร์แม่เหล็กถาวร หรือวัสดุพิเศษที่ช่วยลดความร้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เหมาะกับอุตสาหกรรมที่ต้องการลดต้นทุนพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจัง ตามแนวทาง Green Industry และ ESG ในอนาคต
มาตรฐานเริ่มบังคับใช้เมื่อไร
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ประกาศให้ มอก. 866 เล่ม 30(101)-2561 เป็นมาตรฐานบังคับ โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งหลังจากวันดังกล่าว มอเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟสที่อยู่ในขอบข่ายของมาตรฐาน จะต้องทำการต่อไปนี้
- มีใบอนุญาต มอก.
- มีเครื่องหมาย มอก.
- แสดงระดับ IE อย่างชัดเจน
- ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานที่กำหนด
หากสินค้าไม่ผ่านมาตรฐาน หรือไม่มีการรับรองจาก สมอ. จะไม่สามารถผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
มอเตอร์ที่อยู่ในขอบข่าย มอก. 866
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ครอบคลุม มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับชนิดเหนี่ยวนำสามเฟส ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐาน เช่น เป็นมอเตอร์ความเร็วเดียว ใช้งานกับระบบไฟฟ้าแบบไซน์เวฟ และมีพิกัดกำลังตามช่วงที่กำหนด ได้แก่
- มอเตอร์เหนี่ยวนำ 3 เฟส
- มีกำลังที่พิกัด (Power) ตั้งแต่ 0.12 kW ถึง 375 kW
- แรงดันไฟฟ้าสูงกว่า 50V ถึง 1kV
- มี 2, 4, 6 หรือ 8 ขั้ว
- เป็นมอเตอร์ความเร็วเดียว
- สามารถทำงานต่อเนื่องที่กำลังพิกัดได้
มอเตอร์ที่ไม่อยู่ในขอบข่าย มอก. 866
แม้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้จะครอบคลุมมอเตอร์จำนวนมาก แต่ก็มีมอเตอร์บางประเภทที่ถูกยกเว้นจากมาตรฐาน เช่น มอเตอร์เฉพาะทาง หรือมอเตอร์ที่ไม่สามารถทดสอบแยกจากเครื่องจักรได้ โดยตัวอย่างมอเตอร์ที่ไม่อยู่ในขอบข่าย ได้แก่
- มอเตอร์ชนิดซิงโครนัส
- มอเตอร์ชนิดแม่เหล็กถาวร
- มอเตอร์ไฟฟ้าเฟสเดียว
- มอเตอร์ที่มีจำนวนขั้ว 10 ขั้วขึ้นไป
- มอเตอร์หลายความเร็ว
- มอเตอร์ที่มีคอมมิวเตเตอร์ทางกล เช่น มอเตอร์กระแสตรง
- มอเตอร์ที่ประกอบรวมในเครื่องจักรจนไม่สามารถแยกทดสอบได้ เช่น เครื่องสูบ พัดลม เครื่องอัด เครื่องจักรกลชนิดปิดหุ้มอากาศ
- มอเตอร์ที่มีตัวแปลงผันความถี่รวมในตัว
- มอเตอร์เบรก
- มอเตอร์แช่น้ำ
- มอเตอร์ชนิดสกัดควันที่อุณหภูมิสูงกว่า 400°C
มอเตอร์ต้องผ่านการทดสอบอะไรบ้าง
มอเตอร์ที่จะขอการรับรองตาม มอก. 866 ต้องผ่านการทดสอบด้านประสิทธิภาพตามมาตรฐานที่กำหนด โดยจะเน้นตรวจสอบประสิทธิภาพพลังงานของมอเตอร์ไฟฟ้า หรือรหัส IE เพื่อให้มั่นใจว่ามอเตอร์มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด และสามารถแสดงระดับ IE ได้อย่างถูกต้อง หัวข้อทดสอบหลัก ประกอบด้วย
- ระดับชั้นประสิทธิภาพพลังงานของมอเตอร์ไฟฟ้า (รหัส IE)
- แรงดันไฟฟ้าที่พิกัด ความถี่ที่พิกัด และกำลังที่พิกัด
- อุปกรณ์เสริมของมอเตอร์
- พิกัดของมอเตอร์
- การแบ่งระดับชั้นและการแสดงเครื่องหมาย
- เกณฑ์กำหนดสำหรับระดับ IE1, IE2, IE3 และ IE4
- การทดสอบค่าประสิทธิภาพ
- เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนของผลทดสอบ
การทดสอบทั้งหมดจะอ้างอิงตาม มอก. 866 เล่ม 2(1) เพื่อใช้ตรวจสอบว่ามอเตอร์มีประสิทธิภาพตรงตามมาตรฐาน และสามารถใช้งานได้ตามระดับ IE ที่ระบุบนแผ่นป้ายพิกัดอย่างถูกต้อง
ข้อมูลที่ต้องแสดงบนป้ายพิกัด
เมื่อมอเตอร์ผ่านมาตรฐาน มอก. แล้ว ผู้ผลิตจะต้องแสดงข้อมูลสำคัญบน Nameplate หรือแผ่นป้ายพิกัดของมอเตอร์ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบรายละเอียดได้อย่างชัดเจน ดังนี้
- รหัสระดับชั้นประสิทธิภาพ (Efficiency Class Code): ต้องแสดงรหัส IE (เช่น IE2, IE3) อย่างชัดเจน
- ค่าประสิทธิภาพที่พิกัด (Rated Efficiency): ต้องแสดงค่าประสิทธิภาพที่พิกัดกำลัง (PN) และพิกัดความถี่ต่างๆ (หากมี) ตามมาตรฐาน
- กำลังไฟฟ้าที่พิกัด (Rated Output, PN): มีหน่วยเป็น กิโลวัตต์ (kW) หรือ แรงม้า (HP)
- แรงดันไฟฟ้าที่พิกัด (Rated Voltage, UN): มีหน่วยเป็น โวลต์ (V)
- ความถี่ไฟฟ้าที่พิกัด (Rated Frequency): มีหน่วยเป็น เฮิรตซ์ (Hz)
- กระแสไฟฟ้าที่พิกัด (Rated Current): มีหน่วยเป็น แอมแปร์ (A)
- ความเร็วรอบที่พิกัด (Rated Speed): มีหน่วยเป็น รอบต่อนาที (RPM)
- จำนวนขั้วแม่เหล็ก (Number of Poles): เช่น 2, 4, 6 หรือ 8 โพล
- ชนิดการทำงาน (Duty Type): โดยทั่วไปสำหรับมอเตอร์ มอก. นี้ จะอ้างอิงการทำงานแบบต่อเนื่อง (S1)
- ระดับชั้นอุณหภูมิของฉนวน (Insulation Class): เช่น Class B, F, หรือ H
- พิกัดอุณหภูมิแวดล้อม (Ambient Temperature): อุณหภูมิการทำงานปกติ (เช่น 25 องศาเซลเซียส)
ทั้งนี้สามารถตรวจสอบข้อกำหนดฉบับเต็มและดาวน์โหลดเอกสารประกาศราชกิจจานุเบกษาเพิ่มเติมได้ผ่านทางเว็บไซต์ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือค้นหาข้อมูลมาตรฐานผลิตภัณฑ์ได้จากฐานข้อมูลของ สมอ. (TISI)
บทลงโทษ หากฝ่าฝืนมาตรฐานบังคับ มอก. 866 เล่ม 30(101)-2561
หลังวันที่ 18 เมษายน 2569 เป็นต้นไป มอเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟสที่อยู่ในขอบข่ายของ มอก. 866 เล่ม 30(101)-2561 จะต้องได้รับการรับรองจาก สมอ. และมีเครื่องหมาย มอก. อย่างถูกต้อง หากผู้ประกอบการฝ่าฝืน อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 และมีบทลงโทษดังต่อไปนี้
ผู้ผลิตและผู้นำเข้า
กรณีผลิตหรือนำเข้ามอเตอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือยังไม่ได้รับใบอนุญาตจาก สมอ. จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมายทันที เพราะมอเตอร์ในขอบข่ายจะถูกจัดเป็นสินค้าควบคุม
บทลงโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 48
ผู้จำหน่าย ร้านค้า และตัวแทนจำหน่าย
หากมีการจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อขายมอเตอร์ที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. ภายหลังวันที่มาตรฐานเริ่มบังคับใช้ จะถือว่ามีความผิดเช่นเดียวกัน แม้จะไม่ได้เป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าโดยตรง
บทลงโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 55
อย่างไรก็ตาม ตัวแทนจำหน่ายยังสามารถจำหน่ายสินค้าที่ผลิตหรือสั่งซื้อก่อนวันบังคับใช้ได้ โดยควรเก็บเอกสารหรือหลักฐานการสั่งซื้อจากผู้ผลิตไว้ เพื่อใช้แสดงต่อเจ้าหน้าที่ สมอ. หากมีการตรวจสอบ
กรณีใช้เครื่องหมาย มอก. โดยไม่ได้รับอนุญาต
การแอบอ้างนำตรา มอก. ไปติดบนสินค้า หรือแสดงเครื่องหมาย มอก. บนมอเตอร์ที่ยังไม่ได้ผ่านการรับรอง ถือเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมาย
บทลงโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 52
เมื่อ มอก. 866 เล่ม 30(101)-2561 มีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 18 เมษายน 2569 เป็นต้นไป มอเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟส จะไม่ใช่แค่สินค้าอุตสาหกรรมทั่วไปอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นสินค้าควบคุมที่ต้องผ่านมาตรฐานและได้รับใบอนุญาตจาก สมอ. อย่างถูกต้อง ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และตัวแทนจำหน่ายจึงควรรีบตรวจสอบว่าสินค้าของตนอยู่ในขอบข่ายหรือไม่ พร้อมเตรียมเอกสารและวางแผนการขออนุญาตล่วงหน้า เพราะหากดำเนินการไม่ถูกต้อง อาจกระทบทั้งการนำเข้า การจำหน่าย และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ ฉะนั้น อย่าปล่อยให้ธุรกิจมีความเสี่ยง ควรเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ หากต้องการทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการขอ มอก. จด มอก. ที่ช่วยดูแลตั้งแต่ตรวจสอบขอบข่ายสินค้า เตรียมเอกสาร ไปจนถึงประสานงานกับ สมอ. ทาง Livilution พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลแบบครบขั้นตอน เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตามกฎหมาย สามารถ Add LINE: @liviconsult เพื่อปรึกษาฟรีได้ทันที




