การนำเข้าสินค้าจากจีนไม่ได้มีเพียงขั้นตอนด้านขนส่งและศุลกากรเท่านั้น แต่สินค้าบางประเภทต้องได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่ดำเนินการตามข้อกำหนด อาจถูกกักสินค้า ยึดสินค้า หรือไม่สามารถผ่านด่านตรวจได้ บทความนี้ Livilution จะพาไปรู้จัก 5 กลุ่มสินค้าที่ต้องขอใบอนุญาต อย. ก่อนนำเข้าจากจีน พร้อมเอกสารและขั้นตอนที่ควรรู้ก่อนเริ่มดำเนินการ
📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ
- 5 กลุ่มสินค้าที่ต้องขอใบอนุญาต อย. ก่อนนำเข้าจากจีน
- เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับยื่นคำขอ อย.
- ขั้นตอนการขอใบอนุญาต อย. ก่อนนำเข้า
- หลังได้รับใบอนุญาต อย. ต้องทำอะไรต่อ
5 กลุ่มสินค้าที่ต้องขอใบอนุญาต อย. ก่อนนำเข้าจากจีน
การนำเข้าสินค้าจากจีนเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย ไม่ได้มีเพียงขั้นตอนด้านการขนส่งและพิธีการศุลกากรเท่านั้น แต่ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายของหน่วยงานที่กำกับดูแลสินค้าแต่ละประเภท โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ภายใต้การกำกับของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องได้รับใบอนุญาตหรือดำเนินการขึ้นทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนดก่อนนำสินค้าเข้าประเทศ หากนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจถูกกักสินค้า ยึดสินค้า ถูกปรับ หรือไม่สามารถผ่านด่านตรวจของ อย. ได้
โดยสินค้าที่ต้องดำเนินการกับ อย. ก่อนนำเข้า สามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้
1. อาหาร และเครื่องดื่ม
กลุ่มอาหารถือเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ อย. อย่างเข้มงวด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น
- อาหารสำเร็จรูป
- อาหารแห้ง
- อาหารกระป๋อง
- ขนมขบเคี้ยว
- เครื่องดื่มทุกชนิด
- ชา กาแฟ น้ำผลไม้
- อาหารเสริม
- วิตามิน
ก่อนนำเข้า ผู้นำเข้าจะต้องดำเนินการขออนุญาตและขึ้นทะเบียนตามประเภทของผลิตภัณฑ์ รวมถึงจัดเตรียมข้อมูลสูตร ส่วนประกอบ ฉลาก และเอกสารจากผู้ผลิตให้ครบถ้วน
2. ยา วิตามิน และอาหารเสริม
ผลิตภัณฑ์กลุ่มยา วิตามิน และอาหารเสริม เป็นสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค จึงต้องผ่านการพิจารณาจาก อย. ก่อนนำเข้าทุกครั้ง ตัวอย่างสินค้า ได้แก่
- ยารักษาโรค
- ยาแผนโบราณ
- ยาสมุนไพร
- วิตามิน
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ผู้นำเข้าต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับส่วนประกอบ วิธีการผลิต เอกสารรับรองจากผู้ผลิต รวมถึงเอกสารอื่น ๆ ตามที่ อย. กำหนด ก่อนยื่นคำขออนุญาต
3. เครื่องสำอาง
เครื่องสำอางทุกชนิดที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของ อย. ก่อนวางจำหน่าย เช่น
- ครีม
- โลชั่น
- เซรั่ม
- ลิปสติก
- แป้งพัฟ
- รองพื้น
- ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
- ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม
นอกจากเอกสารทั่วไปแล้ว ผู้นำเข้าจะต้องมีสถานที่เก็บสินค้า พร้อมเตรียมข้อมูลจากผู้ผลิต เช่น สูตรส่วนผสม เอกสารรับรองคุณภาพ และรายละเอียดผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ประกอบการยื่นขอจดแจ้งกับ อย.
4. เครื่องมือแพทย์
เครื่องมือแพทย์เป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่ต้องได้รับอนุญาตจาก อย. ก่อนนำเข้า โดยครอบคลุมทั้งเครื่องมือสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และอุปกรณ์ที่ใช้ทั่วไป เช่น
- หน้ากากอนามัย
- เครื่องวัดความดันโลหิต
- เครื่องตรวจน้ำตาลในเลือด
- ชุดตรวจวินิจฉัยโรค
- เวชภัณฑ์
- อุปกรณ์ผ่าตัด
- เครื่องมือแพทย์ประเภทต่าง ๆ
เครื่องมือแพทย์แต่ละประเภทจะมีระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน ทำให้รูปแบบการยื่นคำขอและเอกสารที่ใช้แตกต่างกันตามประเภทของผลิตภัณฑ์
5. วัตถุอันตรายบางประเภท
แม้ว่าวัตถุอันตรายจะมีหลายหน่วยงานกำกับดูแล แต่ผลิตภัณฑ์บางประเภทที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ อย. จะต้องได้รับอนุญาตก่อนนำเข้า เช่น
- น้ำยาฆ่าเชื้อ
- ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีสารควบคุม
- สารเคมีบางชนิดที่ใช้ภายในบ้าน
- ผลิตภัณฑ์ที่มีสารออกฤทธิ์ตามที่กฎหมายกำหนด
ผู้ประกอบการควรตรวจสอบก่อนว่าสินค้าอยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานใด เพื่อยื่นขออนุญาตได้ถูกต้อง
เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับยื่นคำขอ อย.
เมื่อทราบแล้วว่าสินค้าต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ อย. ผู้นำเข้าจะต้องจัดเตรียมเอกสารประกอบการยื่นคำขอให้ครบถ้วน โดยทั่วไปประกอบด้วย
แบบคำขออนุญาตนำเข้า
ผู้นำเข้าต้องยื่นแบบคำขออนุญาตสำหรับสินค้าประเภทนั้น ๆ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หนังสือชี้แจงวัตถุประสงค์การนำเข้า
ใช้ระบุวัตถุประสงค์ของการนำเข้าสินค้า เช่น
- เพื่อนำมาจำหน่าย
- เพื่อใช้เฉพาะตัว
- เพื่อการวิจัย
- เพื่อนำมาเป็นตัวอย่างสินค้า
เอกสารการค้า
ประกอบด้วย
- Invoice (บัญชีราคาสินค้า)
- Air Waybill
- Bill of Lading
- Notification to Collect International Postal Items
เพื่อใช้ยืนยันรายละเอียดสินค้าและการขนส่ง
เอกสารนิติบุคคล
- สำเนาหนังสือรับรองบริษัท
- สำเนาทะเบียนพาณิชย์
- หนังสือรับรองนิติบุคคลที่ออกไม่เกิน 6 เดือน
- รายชื่อผู้มีอำนาจลงนาม
หนังสือมอบอำนาจ (กรณีดำเนินการแทน)
- หนังสือมอบอำนาจ
- ติดอากรแสตมป์
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ
เอกสารเฉพาะของแต่ละผลิตภัณฑ์
สินค้าบางประเภทอาจต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม เช่น
- ใบรับรอง GMP
- Ingredient List
- Certificate ต่าง ๆ จากผู้ผลิต
- รายงานผลการทดสอบ
- ฉลากภาษาไทย
- รูปถ่ายผลิตภัณฑ์
- เอกสารรับรองคุณภาพสินค้า
ทั้งนี้ เอกสารทุกฉบับต้องลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องก่อนยื่นคำขอ
ขั้นตอนการขอใบอนุญาต อย. ก่อนนำเข้า
โดยทั่วไป การดำเนินการสามารถแบ่งออกเป็นลำดับดังนี้
- ตรวจสอบว่าสินค้าอยู่ภายใต้การกำกับของ อย. หรือไม่
- ศึกษาประเภทของผลิตภัณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- จัดเตรียมเอกสารจากผู้ผลิตและเอกสารของผู้นำเข้า
- จัดทำฉลากและข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามข้อกำหนด
- ยื่นคำขอผ่านระบบของ อย.
- รอการพิจารณาและแก้ไขเอกสารหากมีการแจ้งเพิ่มเติม
- เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว จึงสามารถดำเนินการนำเข้าสินค้าได้ตามขั้นตอนของศุลกากร
ระยะเวลาการพิจารณาจะแตกต่างกันตามประเภทของสินค้าและความครบถ้วนของเอกสาร หากเตรียมข้อมูลไม่ครบ อาจต้องแก้ไขเอกสารและทำให้ระยะเวลาดำเนินการยาวนานขึ้น
หลังได้รับใบอนุญาต อย. ต้องทำอะไรต่อ
เมื่อได้รับใบอนุญาตจาก อย. แล้ว ผู้นำเข้าจะต้องดำเนินพิธีการนำเข้าสินค้าตามขั้นตอนของศุลกากร พร้อมแสดงหลักฐานต่อด่านตรวจของ อย. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของสินค้า
เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบว่า
- สินค้าตรงกับใบอนุญาตหรือไม่
- ชื่อสินค้าและยี่ห้อตรงกับที่ยื่นไว้
- ฉลากถูกต้อง
- จำนวนสินค้าและรายละเอียดตรงกับเอกสาร
หากข้อมูลทุกอย่างตรงกัน สินค้าจะสามารถผ่านด่านตรวจและเข้าสู่กระบวนการตรวจปล่อยสินค้าได้ตามปกติ
การตรวจสอบว่าสินค้าต้องขอใบอนุญาต อย. หรือไม่ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะช่วยให้การนำเข้าสินค้าเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการถูกกักสินค้า แก้ไขเอกสาร หรือเกิดความล่าช้าในการนำเข้า หากผู้ประกอบการเตรียมเอกสารครบถ้วนและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด ก็จะช่วยให้การนำเข้าสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่นตั้งแต่ต้นจนถึงการวางจำหน่าย
หากคุณกำลังวางแผนนำเข้าสินค้าที่อยู่ภายใต้การกำกับของ อย. แต่ไม่แน่ใจว่าสินค้าของคุณต้องขออนุญาตประเภทใด หรือต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง Livilution พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลการขึ้นทะเบียน อย. ตั้งแต่การตรวจสอบประเภทสินค้า การเตรียมเอกสาร ไปจนถึงการยื่นคำขออย่างถูกต้อง เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: @liviconsult เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรีได้เลย




