การ นำเข้าอาหารจากต่างประเทศ มาจำหน่ายในไทย มีขั้นตอนที่ต้องเตรียมทั้งฝั่งผู้นำเข้าและฝั่งโรงงานผู้ผลิต โดยเฉพาะเอกสารเกี่ยวกับสูตรสินค้า กรรมวิธีการผลิต มาตรฐานโรงงาน และฉลาก หากขอเอกสารจาก Supplier ไม่ครบตั้งแต่แรก อาจทำให้ต้องติดต่อกลับไปขอเอกสารเพิ่มเติมและใช้เวลาในการเตรียมคำขอนานขึ้น Livilution จึงสรุป Checklist เอกสารจากผู้ผลิตต่างประเทศที่ควรเตรียมไว้ก่อนดำเนินการยื่น อย. ให้เช็คได้ในบทความนี้
สรุปแบบสั้นๆ
หากต้องการ นำเข้าอาหารจากต่างประเทศมาจำหน่ายในไทย ควรเริ่มจากเช็คประเภทอาหารและสถานะการขออนุญาตก่อน แล้วจึงขอเอกสารจากผู้ผลิตต่างประเทศ โดยเอกสารที่ควรมีตั้งแต่ต้น ได้แก่ สูตรส่วนประกอบ 100% กรรมวิธีการผลิต Product Specification ฉลากสินค้า และเอกสารรับรองมาตรฐานระบบการผลิตของโรงงาน ส่วน COA, Certificate of Free Sale, Health Certificate และเอกสารวัตถุดิบเพิ่มเติม ต้องพิจารณาตามประเภท สูตร และเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์แต่ละรายการ
📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ
- ก่อนนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ ต้องขอ อย. หรือไม่
- เอกสารจากผู้ผลิตต่างประเทศที่ควรขอก่อนยื่น อย.
- เอกสารข้อมูลวัตถุดิบและสารสำคัญ
- เอกสารจากผู้ผลิตต้องเป็นภาษาอะไร
- ได้เอกสารจากผู้ผลิตแล้ว ต้องทำอะไรต่อ
- คำถามที่พบบ่อย
ก่อนนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ ต้องขอ อย. หรือไม่
หากต้องการ นำเข้าอาหารจากต่างประเทศเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย ผู้นำเข้าต้องดำเนินการเรื่องสถานที่นำเข้าและขอ ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร หรือ อ.7 ก่อน จากนั้นจึงดำเนินการด้านผลิตภัณฑ์ตามประเภทของอาหาร
อาหารที่เกี่ยวข้องกับการขอเลขสารบบอาหารแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น อาหารควบคุมเฉพาะ อาหารกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน และอาหารที่ต้องมีฉลาก ซึ่งอาจต้องดำเนินการขอเลขสารบบอาหารก่อนนำเข้ามาจำหน่าย ส่วนอาหารทั่วไปบางประเภทไม่บังคับให้ยื่นขอเลขสารบบอาหาร
เพราะฉะนั้น ก่อนเริ่มขอเอกสารจากโรงงานต่างประเทศ ควร เช็คประเภทอาหารให้ชัดเจนก่อน ว่าสินค้าจัดอยู่ในกลุ่มใด เนื่องจากประเภทอาหารจะมีผลต่อเอกสาร ขั้นตอน และรายละเอียดที่ต้องใช้ในการยื่น
เอกสารจากผู้ผลิตต่างประเทศที่ควรขอก่อนยื่น อย.
เอกสารของสินค้าเป็นส่วนที่ควรเตรียมตั้งแต่เริ่มพูดคุยกับผู้ผลิต เพราะข้อมูลหลายรายการต้องออกหรือยืนยันโดยโรงงานต้นทาง ผู้นำเข้าไม่ควรจัดทำข้อมูลขึ้นเองโดยไม่มีข้อมูลรองรับจากผู้ผลิต
เอกสารที่ควรเช็คและขอไว้ มีดังนี้
1. สูตรส่วนประกอบ 100% หรือ Ingredient Formula
สูตรส่วนประกอบ 100% เป็นข้อมูลที่ควรขอจากผู้ผลิตตั้งแต่ต้น โดยต้องแสดงวัตถุดิบหรือส่วนประกอบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ พร้อมสัดส่วนของแต่ละรายการ
ตัวอย่างข้อมูล ได้แก่
- ชื่อวัตถุดิบแต่ละชนิด
- ปริมาณหรือร้อยละของส่วนประกอบ
- วัตถุเจือปนอาหารที่ใช้
- สารให้ความหวาน
- สี
- วัตถุกันเสีย
- วิตามินและแร่ธาตุ
- สารสกัดหรือสารสำคัญต่าง ๆ
สูตรส่วนประกอบมีผลต่อการจัดประเภทอาหารและช่วยใช้เช็คว่าวัตถุดิบหรือวัตถุเจือปนอาหารแต่ละรายการสามารถใช้ในอาหารประเภทนั้นได้หรือไม่ รวมถึงปริมาณที่ใช้สอดคล้องกับเงื่อนไขตามกฎหมายอาหารของไทยหรือไม่
กรณีผลิตภัณฑ์มี Compound Ingredient เช่น Premix, Creamer, Seasoning หรือวัตถุดิบผสมสำเร็จรูป อาจต้องขอรายละเอียดส่วนประกอบภายในของวัตถุดิบนั้นเพิ่มเติมด้วย
2. กรรมวิธีการผลิต หรือ Manufacturing Process
อีกข้อมูลที่ควรขอคือ กรรมวิธีการผลิตของสินค้า โดยแสดงลำดับตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ การผสม การให้ความร้อน การฆ่าเชื้อ การทำให้แห้ง การบรรจุ ไปจนถึงการได้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
สามารถอยู่ในรูปแบบข้อความหรือ Process Flow เช่น รับวัตถุดิบ → ตรวจสอบวัตถุดิบ → ผสม → ให้ความร้อน → ทำให้เย็น → บรรจุ → ตรวจสอบ → เก็บผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
ข้อมูลกรรมวิธีการผลิตควรตรงกับสินค้าที่นำเข้าจริง เพราะกระบวนการผลิตบางขั้นตอนอาจมีผลต่อการจัดประเภทสินค้า คุณภาพมาตรฐาน หรือเงื่อนไขของอาหารแต่ละประเภท
ถ้าโรงงานมี Flow Chart อยู่แล้ว สามารถขอเอกสารจากโรงงานมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการเตรียมคำขอได้
3. Product Specification
Product Specification คือรายละเอียดคุณลักษณะและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตกำหนด ใช้สำหรับเช็คว่าผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติอย่างไรและต้องควบคุมค่าใดบ้าง
ข้อมูลที่พบได้ เช่น
- ลักษณะทางกายภาพ
- สี กลิ่น และรสชาติ
- ความชื้น
- ค่า pH
- ปริมาณสารสำคัญ
- คุณภาพทางเคมี
- คุณภาพทางจุลชีววิทยา
- อายุการเก็บรักษา
- สภาวะการเก็บรักษา
รายละเอียดที่ต้องใช้จะแตกต่างกันตามประเภทอาหาร จึงควรขอ Specification ฉบับที่ตรงกับรุ่นหรือสูตรสินค้าที่ต้องการนำเข้าจริง
4. Certificate of Analysis (COA)
Certificate of Analysis หรือ COA คือรายงานผลการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจระบุค่าทางกายภาพ เคมี จุลชีววิทยา หรือสารสำคัญของสินค้าแต่ละ Lot หรือ Batch
ตัวอย่างข้อมูลใน COA เช่น
- Moisture
- Protein
- Fat
- Total Plate Count
- Yeast & Mold
- สารสำคัญตามสูตร
- โลหะหนัก
- สารปนเปื้อน
อย่างไรก็ตาม อาหารทุกชนิดไม่ได้ใช้ COA ในรูปแบบเดียวกัน และบางกรณีอาจต้องใช้รายงานผลตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการตามรายการที่กฎหมายกำหนดเพิ่มเติม จึงควรเช็คประเภทอาหารก่อนว่าต้องตรวจรายการใดและสามารถใช้เอกสารจากผู้ผลิตได้หรือไม่
5. ฉลากและข้อมูลบรรจุภัณฑ์
ควรขอ Original Label หรือ Artwork ของสินค้าจากผู้ผลิต ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้างของบรรจุภัณฑ์ เพื่อใช้เช็คข้อมูลสินค้าและเตรียมฉลากภาษาไทย
ข้อมูลที่ควรมี เช่น
- ชื่อผลิตภัณฑ์
- ส่วนประกอบ
- ข้อมูลสารก่อภูมิแพ้
- ปริมาณสุทธิ
- วิธีบริโภค
- วิธีเก็บรักษา
- วันผลิตและวันหมดอายุ
- ประเทศผู้ผลิต
- ชื่อและที่อยู่ผู้ผลิต
- Nutrition Facts หากมี
- คำเตือนหรือข้อความเฉพาะของผลิตภัณฑ์
ปัจจุบันการแสดงฉลากอาหารในภาชนะบรรจุต้องเป็นไปตามกฎหมายฉลากอาหารของไทย รวมถึงข้อกำหนดเฉพาะของอาหารแต่ละประเภท ดังนั้นการนำ Artwork จากต่างประเทศมาใช้ตรง ๆ อาจยังไม่เพียงพอสำหรับการจำหน่ายในประเทศไทย
6. เอกสารรับรองมาตรฐานโรงงานผู้ผลิต
สำหรับอาหารนำเข้า ต้องเช็ค เอกสารรับรองมาตรฐานระบบการผลิตของโรงงานต่างประเทศ เนื่องจาก อย. กำหนดให้ผู้นำเข้ามีหลักฐานเกี่ยวกับระบบการผลิตอาหารของสถานที่ผลิตต่างประเทศที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด
ตัวอย่างเอกสารที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น
- GMP Certificate
- HACCP Certificate
- เอกสารรับรองระบบสุขลักษณะการผลิต
- เอกสารรับรองโรงงานจากหน่วยงานของรัฐ
สิ่งที่ควรเช็คใน Certificate ได้แก่
- ชื่อโรงงาน
- ที่อยู่โรงงาน
- ขอบข่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง
- มาตรฐานที่รับรอง
- หน่วยงานผู้ออกเอกสาร
- วันที่ออกเอกสาร
- วันหมดอายุ
ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิตใน Certificate ควรเชื่อมโยงกับผู้ผลิตสินค้าที่จะนำเข้าจริง เพื่อป้องกันปัญหาเมื่อถึงขั้นตอนตรวจเอกสาร
7. Certificate of Free Sale หรือ Health Certificate
ผู้ประกอบการมักได้ยินชื่อ Certificate of Free Sale (CFS) และ Health Certificate เมื่อเตรียมนำเข้าอาหาร แต่ควรเข้าใจก่อนว่าเอกสารเหล่านี้ไม่ได้ใช้แทนกันได้ทุกกรณี
Certificate of Free Sale โดยทั่วไปใช้ยืนยันว่าสินค้าสามารถจำหน่ายในประเทศต้นทางได้ ส่วน Health Certificate อาจใช้รับรองข้อมูลด้านสุขอนามัยหรือความปลอดภัยตามรายละเอียดที่หน่วยงานผู้ออกเอกสารระบุ
ในบางกรณี เอกสารอย่าง Health Certificate, Certificate of Free Sale หรือ Business License ที่ออกโดยหน่วยงานรัฐของประเทศผู้ผลิต สามารถใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับมาตรฐานระบบการผลิตได้ หากข้อความในเอกสารแสดงการรับรองระบบสุขลักษณะหรือระบบการผลิตตามเงื่อนไขที่ อย. กำหนด
ดังนั้นไม่ควรดูเพียงชื่อ Certificate แต่ต้อง เช็คข้อความภายในเอกสาร หน่วยงานที่ออก และขอบเขตการรับรอง ด้วย
8. เอกสารข้อมูลวัตถุดิบและสารสำคัญ
อาหารบางสูตรอาจต้องขอข้อมูลวัตถุดิบเพิ่มเติมจากผู้ผลิต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัด วิตามิน แร่ธาตุ สารออกฤทธิ์ หรือวัตถุดิบที่มีเงื่อนไขการใช้
เอกสารที่อาจต้องเตรียม เช่น
- Raw Material Specification
- Specification ของสารสกัด
- แหล่งที่มาของวัตถุดิบ
- Scientific Name
- ส่วนของพืชที่ใช้
- Extraction Ratio
- Solvent ที่ใช้สกัด
- ปริมาณสารสำคัญ
- เอกสารความปลอดภัยของวัตถุดิบ
หากเป็นวัตถุดิบที่ยังไม่เคยมีประวัติการบริโภคตามเงื่อนไขที่กำหนด อาจต้องเช็คเพิ่มเติมว่าเข้าข่าย Novel Food หรือไม่ก่อนดำเนินการด้านผลิตภัณฑ์
เอกสารจากผู้ผลิตต้องเป็นภาษาอะไร
เอกสารจากโรงงานต่างประเทศจำนวนมากจะเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งช่วยให้ตรวจสอบและนำข้อมูลมาใช้ประกอบการเตรียมคำขอได้ง่ายกว่าเอกสารภาษาท้องถิ่น
หาก Supplier ส่งเอกสารเป็นภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือภาษาอื่น ควรเช็คตั้งแต่ต้นว่ารายการใดต้องมีฉบับแปลหรือเอกสารประกอบเพิ่มเติม
สำหรับแบบคำขอที่ยื่นขอเลขสารบบอาหารกับ อย. แบบฟอร์มคำขอต้องใช้ภาษาไทยตามรูปแบบที่กำหนด จึงควรเผื่อเวลาสำหรับการจัดข้อมูลจากเอกสารต่างประเทศให้สอดคล้องกับข้อมูลที่จะยื่นในประเทศไทย
ได้เอกสารจากผู้ผลิตแล้ว ต้องทำอะไรต่อ
เมื่อได้รับเอกสารจาก Supplier แล้ว ไม่ควรรีบยื่นทันที แต่ควรนำข้อมูลทั้งหมดมา เช็คความสอดคล้องกันก่อน ตัวอย่างเช่น
- ชื่อผู้ผลิตในฉลาก ควรตรงกับเอกสารโรงงาน
- ชื่อผลิตภัณฑ์และสูตร ควรเป็นสินค้าเดียวกับที่ต้องการนำเข้า
- สูตรส่วนประกอบควรสอดคล้องกับข้อมูลบนฉลาก
- กรรมวิธีการผลิตควรตรงกับลักษณะของผลิตภัณฑ์
- มาตรฐานโรงงานควรครอบคลุมสินค้าประเภทที่นำเข้า
จากนั้นจึงจัดประเภทผลิตภัณฑ์ว่าเป็นอาหารกลุ่มใด และเช็คว่าต้องยื่นขอเลขสารบบอาหารในรูปแบบใด
สำหรับการนำเข้าเพื่อจำหน่าย ผู้นำเข้าต้องดำเนินการเรื่อง ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร (อ.7) และสถานที่นำเข้าให้เรียบร้อยก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการขออนุญาตผลิตภัณฑ์ในกรณีที่สินค้านั้นต้องมีเลขสารบบอาหาร
หากกำลังวางแผน นำเข้าอาหารจากต่างประเทศ และยังไม่แน่ใจว่าสินค้าของคุณต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง Livilution บริการรับจด อย. พร้อมช่วยเช็คประเภทสินค้า ตรวจเอกสารจาก Supplier และเตรียมข้อมูลสำหรับดำเนินการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อลดปัญหาเอกสารขาดหรือต้องย้อนกลับไปขอข้อมูลจากโรงงานหลายรอบ สามารถกรอกข้อมูลให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: @liviconsult เพื่อสอบถามรายละเอียดได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
นำเข้าอาหารจากต่างประเทศต้องมี GMP จากโรงงานหรือไม่
ผู้นำเข้าต้องมีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับมาตรฐานระบบการผลิตอาหารของสถานที่ผลิตต่างประเทศตามเงื่อนไขที่ อย. กำหนด เอกสารที่ใช้จึงควรเช็คทั้งมาตรฐาน ขอบเขตการรับรอง หน่วยงานผู้ออกเอกสาร และรายละเอียดของโรงงาน ไม่ควรพิจารณาจากชื่อ Certificate อย่างเดียว
Certificate of Free Sale จำเป็นต้องมีทุกสินค้าหรือไม่
ไม่ควรสรุปว่า CFS เป็นเอกสารบังคับสำหรับอาหารทุกประเภท เนื่องจากเอกสารที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับประเภทอาหาร ขั้นตอนที่ดำเนินการ และข้อมูลที่ต้องรับรอง อย่างไรก็ตาม หาก Supplier สามารถจัดเตรียมไว้ได้ ก็ควรขอเพื่อใช้ตรวจสอบข้อมูลและประกอบการพิจารณาในกรณีที่เกี่ยวข้อง
สูตรอาหารจากต่างประเทศใช้ยื่น อย. ไทยได้เลยหรือไม่
ต้องเช็คสูตรกับข้อกำหนดของประเทศไทยก่อน เนื่องจากวัตถุดิบ วัตถุเจือปนอาหาร หรือปริมาณสารบางชนิดที่ใช้ได้ในต่างประเทศ อาจมีเงื่อนไขแตกต่างจากกฎหมายอาหารของไทย
ต้องมีใบ อ.7 ก่อนขอเลข อย. อาหารนำเข้าหรือไม่
กรณีนำเข้าอาหารเพื่อจำหน่าย ผู้นำเข้าต้องได้รับ ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร (อ.7) ก่อนดำเนินการยื่นขอเลขสารบบอาหารสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายต้องขออนุญาต
Supplier ส่งเอกสารมาไม่ครบ สามารถเริ่มยื่น อย. ได้หรือไม่
ควรเช็คเอกสารและข้อมูลของผลิตภัณฑ์ให้ครบก่อน เพราะหากขาดข้อมูลเกี่ยวกับสูตร กรรมวิธีการผลิต มาตรฐานโรงงาน หรือรายละเอียดเฉพาะของสินค้า อาจยังไม่สามารถเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นคำขอได้ครบถ้วน
ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กองอาหาร และกองด่านอาหารและยา




