ครม. ไฟเขียว มอก. แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นมาตรฐานบังคับ ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องเตรียมอะไร

สรุปสั้น: เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวง 2 ฉบับ ที่จะทำให้แบตเตอรี่ขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV กลายเป็น มอก. บังคับ ทั้งรถ 4 ล้อขึ้นไป (มอก. 3026-2563 ส่วนที่ 2) และรถไม่เกิน 4 ล้อ เช่น มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (มอก. 2952-2561 ส่วนที่ 2) กฎจะมีผลเมื่อพ้น 180 วันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่ง ณ วันที่ 1 พ.ย. 2569 ยังไม่พบการประกาศ ผู้ผลิตและผู้นำเข้าจึงควรเริ่มเตรียมข้อมูลรุ่นสินค้า เอกสาร และแผนทดสอบตั้งแต่ตอนนี้

บทความนี้สรุปว่ามาตรฐานใหม่ครอบคลุมแบตเตอรี่แบบไหน ใครต้องขอใบอนุญาต ต้องเตรียมอะไร และถ้าไม่ทำตามจะมีความเสี่ยงอะไร โดยอ้างอิงจากเอกสารสรุปมติคณะรัฐมนตรีที่เผยแพร่บนเว็บไซต์รัฐบาลไทย

ครม. เห็นชอบอะไร เมื่อไร

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 20 ตุลาคม 2569 มีวาระด้านกฎหมาย 2 เรื่องที่เกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าโดยตรง ได้แก่

  1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่สามารถอัดประจุซ้ำได้ สำหรับยานยนต์ประเภท M และ N ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน
  2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่สามารถอัดประจุซ้ำได้ สำหรับยานยนต์ประเภท L ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน

ทั้งสองฉบับเสนอโดยกระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ขั้นต่อไปคือการประกาศในราชกิจจานุเบกษา หลังจากนั้นอีก 180 วันกฎจึงมีผลใช้บังคับ ต่อมาวันที่ 23 ตุลาคม 2569 สื่อหลายสำนักรายงานข่าวนี้ต่อ เช่น คมชัดลึก (อ้างอิงท้ายบทความ)

แบตเตอรี่แบบไหนที่เข้าข่าย มอก. บังคับ

คำที่ใช้ในร่างกฎกระทรวงคือ REESS (Rechargeable Electrical Energy Storage System) หรือระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่อัดประจุซ้ำได้ ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือแพ็กแบตเตอรี่ที่ใช้ขับเคลื่อนรถ โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 2 ข้อ

  • ไม่ใช่แบตเตอรี่ชนิดตะกั่วกรด เช่น แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้ในรถไฟฟ้าส่วนใหญ่
  • ใช้กับรถที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เท่านั้น (BEV) ตามเอกสารสรุปมติ ครม. ไม่ได้ระบุถึงรถไฮบริด (HEV) หรือปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)
กลุ่มยานยนต์ ตัวอย่าง มาตรฐานที่ต้องเป็นไปตาม
ประเภท M (อย่างน้อย 4 ล้อ ขนส่งผู้โดยสาร: M1, M2, M3) รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถตู้ รถบัส มอก. 3026-2563 ส่วนที่ 2 คุณลักษณะที่ต้องการของ REESS ด้านความปลอดภัย
ประเภท N (อย่างน้อย 4 ล้อ ขนส่งสินค้า: N1, N2, N3) รถเชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก รถบรรทุกขนาดกลางและหนัก มอก. 3026-2563 ส่วนที่ 2
ประเภท L (ไม่เกิน 4 ล้อ: L1 ถึง L7) มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า รถสามล้อไฟฟ้า รถสี่ล้อขนาดเล็กน้ำหนักเบา มอก. 2952-2561 ส่วนที่ 2 คุณลักษณะที่ต้องการของ REESS ด้านความปลอดภัย

การแบ่งประเภท M, N และ L อ้างอิงตาม มอก. 2390-2563 ซึ่งเป็นมาตรฐานบทนิยามและประเภทของยานยนต์ ถ้าไม่แน่ใจว่ารถหรือแบตเตอรี่ของคุณอยู่กลุ่มไหน ให้เริ่มจากดูว่ารถรุ่นนั้นจัดอยู่ในประเภทใดตามเอกสารรับรองแบบหรือเอกสารจดทะเบียนรถ

มอก. 3026-2563 สำหรับรถ 4 ล้อขึ้นไป

มาตรฐานนี้มีชื่อเต็มว่า มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยานยนต์ประเภท M และ N : คุณลักษณะเฉพาะสำหรับระบบส่งกำลังด้วยไฟฟ้า ประกาศตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 5704 (พ.ศ. 2563) ลงวันที่ 4 มีนาคม 2563 ตัวมาตรฐานมีมานานแล้วในฐานะมาตรฐานทั่วไป สิ่งที่เปลี่ยนคือรัฐกำลังจะบังคับให้ ส่วนที่ 2 ซึ่งว่าด้วยความปลอดภัยของแบตเตอรี่ ต้องผ่านทุกชิ้นก่อนผลิตหรือนำเข้ามาขาย

มอก. 2952-2561 สำหรับรถไม่เกิน 4 ล้อ

มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยานยนต์ประเภท L : คุณลักษณะเฉพาะสำหรับระบบส่งกำลังด้วยไฟฟ้า ประกาศตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 5414 (พ.ศ. 2562) ลงวันที่ 16 กันยายน 2562 กลุ่มนี้ครอบคลุมตั้งแต่ยานยนต์สองล้อที่มีความเร็วออกแบบสูงสุดไม่เกิน 50 กม./ชม. (L1) รถจักรยานยนต์ทั่วไป (L3) รถสามล้อ ไปจนถึงรถสี่ล้อขนาดเล็กที่มีมวลรถเปล่าไม่เกิน 350 หรือ 400 กก. ไม่รวมมวลแบตเตอรี่ (L6, L7) ซึ่งเป็นตลาดที่มีสินค้านำเข้าจำนวนมาก ผู้นำเข้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและรถสามล้อไฟฟ้าจึงควรติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิด

มาตรฐานใหม่ตรวจอะไรในแบตเตอรี่

เอกสารสรุปมติ ครม. อธิบายว่า มอก. 3026-2563 เป็นข้อกำหนดสำหรับตรวจสอบความปลอดภัยของแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเทียบเท่ามาตรฐานสากล UN Regulation No. 100 (UN R100) ตัวอย่างหัวข้อที่ต้องทดสอบ ได้แก่

  • การป้องกันการชาร์จเกิน (Overcharge protection)
  • การป้องกันอุณหภูมิเกิน (Over-temperature protection) แบตเตอรี่ต้องควบคุมไม่ให้อุณหภูมิสูงขึ้นจนเป็นอันตราย
  • การป้องกันการลัดวงจร ระบบควบคุมแบตเตอรี่ต้องป้องกันไม่ให้เกิดการระเบิดหรือไฟช็อต

สำหรับผู้นำเข้าที่ผู้ผลิตต่างประเทศมีผลทดสอบตาม UN R100 อยู่แล้ว ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การจะนำผลทดสอบเดิมมาใช้ยื่นขอใบอนุญาตได้หรือไม่ ขึ้นกับหลักเกณฑ์ของ สมอ. และหน่วยตรวจสอบที่ได้รับการยอมรับ ควรตรวจสอบก่อนลงทุนทดสอบซ้ำ

กฎจะมีผลบังคับใช้เมื่อไร

ร่างกฎกระทรวงทั้งสองฉบับกำหนดให้มีผลเมื่อ พ้น 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามที่ระบุไว้ในเอกสารสรุปมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 20 ตุลาคม 2569 (PDF สรุปมติ ครม. บน thaigov.go.th) ตัวเลขนี้คือช่วงก่อนกฎหมายมีผลบังคับ ไม่ใช่ระยะเวลาพิจารณาคำขอ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ยังไม่พบการประกาศ จึงยังไม่มีวันบังคับใช้ที่แน่นอน วิธีติดตามที่ตรงที่สุดคือเช็คเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา (ratchakitcha.soc.go.th) และประกาศของ สมอ. (tisi.go.th)

มีข้อสังเกตจากกระทรวงพลังงานที่ ครม. ให้กระทรวงอุตสาหกรรมรับไปพิจารณา คือควรกำหนดวันบังคับใช้โดยคำนึงถึงความพร้อมของผู้ผลิต ผู้นำเข้า และหน่วยทดสอบ ควรติดตามผลกระทบหลังบังคับใช้ และควรมีกระบวนการติดตามแบตเตอรี่หลังสิ้นสุดการใช้งานตลอดวงจรชีวิต ข้อเสนอเรื่องการติดตามแบตเตอรี่หลังหมดอายุนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทาง ยังไม่ใช่ข้อบังคับที่ผู้ประกอบการต้องทำทันที

ใครได้รับผลกระทบ และต้องทำอะไร

เอกสาร ครม. ระบุผู้ได้รับผลกระทบไว้ 3 กลุ่ม

กลุ่ม สิ่งที่ต้องทำเมื่อกฎมีผล
ผู้ผลิตในประเทศ (ผู้ทำ) ขอรับใบอนุญาตทำผลิตภัณฑ์ตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511
ผู้นำเข้า ขอรับใบอนุญาตนำเข้าตามมาตรา 21 ก่อนนำเข้ามาจำหน่าย
ผู้จำหน่าย จำหน่ายได้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้รับใบอนุญาตและเป็นไปตามมาตรฐาน

ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบรถในประเทศที่สั่งแพ็กแบตเตอรี่จากต่างประเทศ หรือเป็นผู้นำเข้าแบตเตอรี่สำหรับเปลี่ยนทดแทน ต้องดูให้ชัดว่าใครเป็น “ผู้ทำ” หรือ “ผู้นำเข้า” ตามกฎหมาย เพราะเป็นคนที่ต้องถือใบอนุญาต ขอบข่ายที่ชัดเจนจะดูได้จากกฎกระทรวงฉบับที่ประกาศจริง

หากยังไม่คุ้นกับความต่างระหว่างมาตรฐานทั่วไปและมาตรฐานบังคับ อ่านเพิ่มได้ที่ มอก. ทั่วไป กับ มอก. บังคับ ต่างกันอย่างไร

เช็กลิสต์เตรียมตัวก่อนกฎมีผล

  1. ระบุรุ่นที่เข้าข่าย แยกรายการรถหรือแบตเตอรี่ทุกรุ่นว่าเป็น M, N หรือ L และเป็น BEV หรือไม่ ชนิดเซลล์คืออะไร
  2. รวบรวมเอกสารทางเทคนิค สเปกแพ็กแบตเตอรี่ แบบ BMS และผลทดสอบที่มีอยู่ (เช่น ตาม UN R100) จากผู้ผลิต
  3. วางแผนการทดสอบ ติดต่อหน่วยทดสอบที่ สมอ. ยอมรับแต่เนิ่น ๆ เพื่อยืนยันรายการทดสอบและจำนวนตัวอย่างที่ต้องใช้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตของกระทรวงพลังงานเรื่องความพร้อมของหน่วยทดสอบ
  4. เตรียมข้อมูลโรงงาน ทั้งโรงงานในประเทศและโรงงานต่างประเทศของผู้นำเข้า ดูรายการเอกสารที่มักใช้ได้ที่ ขอ มอก. ใช้เอกสารอะไรบ้าง
  5. ผู้จำหน่ายเริ่มขอเอกสารจากซัพพลายเออร์ ขอให้ยืนยันแผนการขอใบอนุญาต เพื่อไม่ให้สต็อกค้างขายไม่ได้หลังกฎมีผล
  6. ติดตามราชกิจจานุเบกษา เมื่อประกาศแล้วให้นับ 180 วันและตั้งเป้ายื่นคำขอให้เสร็จก่อนนั้น

ถ้าไม่ทำตามหลังกฎมีผล เสี่ยงอะไร

เมื่อสินค้าใดเป็นมาตรฐานบังคับแล้ว บทลงโทษตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 8 พ.ศ. 2562) จะใช้กับสินค้านั้นด้วย โดยสรุปคือ ผู้ทำหรือผู้นำเข้าที่ไม่ได้รับใบอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ยังมีอำนาจยึดหรืออายัดสินค้าที่สงสัยว่าไม่เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่มีมูลค่าต่อชิ้นสูง ความเสียหายทางธุรกิจอาจมากกว่าค่าปรับหลายเท่า

คำถามที่พบบ่อย

ตอนนี้แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าต้องมี มอก. แล้วหรือยัง

ยังไม่บังคับ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เพราะร่างกฎกระทรวงยังไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อประกาศแล้วจะมีผลหลังพ้น 180 วัน

รถไฮบริดหรือปลั๊กอินไฮบริดเข้าข่ายไหม

เอกสารสรุปมติ ครม. ระบุเฉพาะรถที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เท่านั้น (BEV) ควรตรวจขอบข่ายอีกครั้งจากกฎกระทรวงฉบับที่ประกาศจริง

แบตเตอรี่ตะกั่วกรดในรถไฟฟ้าต้องทำตามด้วยไหม

ไม่อยู่ในขอบข่ายของร่างกฎกระทรวงชุดนี้ ซึ่งกำหนดเฉพาะ REESS ที่ไม่ใช่ชนิดตะกั่วกรด

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าใช้มาตรฐานไหน

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอยู่ในยานยนต์ประเภท L จึงใช้ มอก. 2952-2561 ส่วนที่ 2 ส่วนรถยนต์ 4 ล้อขึ้นไปที่เป็นประเภท M หรือ N ใช้ มอก. 3026-2563 ส่วนที่ 2

มีผลทดสอบ UN R100 จากต่างประเทศแล้ว ยังต้องทดสอบใหม่ไหม

ขึ้นกับหลักเกณฑ์การยอมรับผลทดสอบของ สมอ. และหน่วยตรวจสอบที่ออกรายงาน ควรนำรายงานไปตรวจสอบก่อน เพื่อไม่ให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายทดสอบซ้ำโดยไม่จำเป็น

ให้เราช่วยวางแผนขอ มอก. แบตเตอรี่ EV

Livilution Consult ทำงานด้าน มอก. อย. และเครื่องหมายการค้ามา 6 ปี เราช่วยตรวจขอบข่ายสินค้า วางแผนเอกสาร และประสานขั้นตอนขอใบอนุญาตทั้งผู้ผลิตและผู้นำเข้า ดูรายละเอียดบริการได้ที่ ขอ มอก. ขั้นตอน ค่าใช้จ่าย และเอกสาร หรือ รับจด มอก.

ส่งรายละเอียดรุ่นแบตเตอรี่มาให้เราประเมินได้ฟรี ผ่าน แบบฟอร์มติดต่อ หรือ LINE @liviconsult หรือโทร 098-525-4415

แหล่งอ้างอิง

ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี

แชร์บทความนี้....