เลข อย. กับ เลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง แตกต่างกันอย่างไร

ในยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถสร้างแบรนด์สินค้าได้เอง โดยเฉพาะสายอาหารเสริมและเครื่องสำอาง หนึ่งในเรื่องที่หลายคนมักสับสนคือ “เลข อย.” กับ “เลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง” ว่าคืออะไร และใช้แทนกันได้หรือไม่ เพราะแม้จะเป็นตัวเลข 13 หลักเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วมีความหมายและข้อกำหนดทางกฎหมายต่างกันอย่างชัดเจน การเข้าใจจุดนี้ตั้งแต่แรกจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วยให้คุณทำธุรกิจได้ถูกต้องและลดความเสี่ยงในระยะยาว


📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ


เลข อย. คืออะไร?

เลข อย. (FDA Number) คือ เครื่องหมายที่แสดงว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ได้ผ่านการพิจารณาด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ และความปลอดภัย ตามมาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด

โดยปกติแล้ว “เลข อย.” มักจะถูกใช้เรียกแทนผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงต่อผู้บริโภคในระดับปานกลางถึงสูง ซึ่งต้องมีการ “อนุญาต” ก่อนนำออกจำหน่าย ไม่ใช่แค่การแจ้งให้ทราบเฉยๆ กระบวนการนี้เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบสูตรส่วนประกอบ กระบวนการผลิต และฉลากอย่างละเอียด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภค

เลข อย. 13 หลัก

XX-X-XXXXX-X-XXXX

เลข อย. แต่ละเลขหมายถึงอะไร

เลข อย. 13 หลัก

สินค้าแบบไหนต้องมีเลข อย.

คำว่า “เลข อย.” ในที่นี้ มักจะปรากฏอยู่ในรูปแบบของ เครื่องหมาย อย. (โลโก้ อย. พร้อมตัวเลขด้านล่าง) ซึ่งจะใช้กับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดังต่อไปนี้

  1. อาหาร: รวมถึงน้ำดื่ม เครื่องดื่ม อาหารเสริม (Dietary Supplement) และอาหารควบคุมน้ำหนัก
  2. ยา: ทั้งยาแผนปัจจุบันและยาแผนโบราณ (จะมีเลขทะเบียนตำรับยาเฉพาะ)
  3. เครื่องมือแพทย์: เช่น ชุดตรวจโควิด, คอนแทคเลนส์, เครื่องวัดความดัน
  4. วัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน: เช่น ผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น (บางประเภทที่มีสารเคมีรุนแรง)

หากเป็นกลุ่มอาหารและอาหารเสริม คุณจะเห็นโลโก้ อย. ชัดเจน แต่ถ้าเป็นเครื่องสำอาง จะไม่มีการใช้โลโก้ อย. บนบรรจุภัณฑ์

เลขที่จดแจ้งเครื่องสำอางค์ คืออะไร

เลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง คือ เลขทะเบียนสินค้าเครื่องสำอาง ที่ผู้ประกอบการต้องยื่นแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อนนำสินค้าออกจำหน่าย โดยเป็นการแจ้งข้อมูลรายละเอียดของสินค้า เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ สูตร ส่วนประกอบ ผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า ผ่านระบบของ อย.

เลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง 13 หลัก

XX-X-XXXXXXXXXX

เลขที่จดแจ้ง แต่ละเลขหมายถึงอะไร

เลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง

เลขที่จดแจ้งใช้กับสินค้าประเภทไหน

ใช้กับสินค้าประเภท เครื่องสำอาง ทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้า โดยเป็นเลข 10 หรือ 13 หลักที่แสดงว่าผู้ผลิตได้แจ้งรายละเอียดการผลิตหรือนำเข้ากับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว ไม่ว่าจะเป็น สกินแคร์ (ครีม, เซรั่ม, โลชั่น) เมคอัพ (ลิปสติก, แป้งพัฟ, รองพื้น) ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด (สบู่, แชมพู, ยาสีฟัน) หรือ น้ำหอม เป็นต้น

เลข อย. กับ เลขที่จดแจ้ง ต่างกันอย่างไร?

เลข อย. และเลขที่จดแจ้ง แม้จะออกโดยหน่วยงานเดียวกันคือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และมีลักษณะเป็นเลข 13 หลักเหมือนกัน แต่ “ความหมายและระดับการควบคุมต่างกันอย่างชัดเจน” โดยเลข อย. ใช้กับสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อาหาร อาหารเสริม หรือยา ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบและ “ได้รับอนุญาตก่อนขาย” ขณะที่เลขที่จดแจ้งใช้กับเครื่องสำอาง เป็นเพียงการ “แจ้งข้อมูลสินค้า” ต่อ อย. ก่อนวางจำหน่าย โดยหน่วยงานไม่ได้ตรวจสูตรล่วงหน้า ผู้ประกอบการจึงต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของสินค้าเองเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น “เลข อย.” หรือ “เลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง” สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่มีให้ครบ แต่คือการเลือกใช้ให้ “ถูกประเภทสินค้า” และทำให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพราะนี่คือพื้นฐานของการสร้างแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและเติบโตได้ในระยะยาว หากคุณกำลังเริ่มต้นทำสินค้าและยังไม่แน่ใจว่าต้องขออะไร ใช้เอกสารแบบไหน หรือยื่นอย่างไรให้ผ่านเร็วขึ้น สามารถให้ทีม Livilution ช่วยดูให้ได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรก เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: @liviconsult  ปรึกษาฟรี ช่วยให้คุณเริ่มธุรกิจได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตามกฎหมาย


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เครื่องสำอางต้องมีเลข อย. หรือไม่?

เครื่องสำอางไม่ต้องมีเลข อย. แต่ต้องมี เลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง ตามกฎหมาย โดยเป็นการแจ้งข้อมูลสินค้าให้ อย. รับทราบก่อนวางขาย ไม่ใช่การขออนุญาตแบบอาหารหรือยา

มีเลขที่จดแจ้งแล้ว แปลว่าสินค้าปลอดภัย 100% ใช่ไหม?

มีเลขที่จดแจ้งแล้ว ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย 100% เพราะเป็นระบบที่ผู้ประกอบการรับรองความปลอดภัยเอง อย. จะเข้าตรวจสอบภายหลัง หากพบปัญหาสามารถสั่งระงับหรือเรียกคืนสินค้าได้

ถ้าสินค้าไม่มีเลข อย. หรือเลขจดแจ้ง ขายได้ไหม?

หากสินค้าอยู่ในกลุ่มที่กฎหมายกำหนด เช่น อาหาร อาหารเสริม หรือเครื่องสำอาง แล้วไม่มีเลขที่เกี่ยวข้อง ถือว่าผิดกฎหมาย ไม่สามารถขายได้ และมีความเสี่ยงโดนปรับ ยึดสินค้า หรือถูกดำเนินคดี

แชร์บทความนี้....