อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เป็นอาหารที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผู้ประกอบการที่ต้องการผลิต นำเข้า หรืออ้างอิงสูตรและแบ่งบรรจุจากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเลขสารบบอาหารเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องยื่นขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหารและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างครบถ้วน ทั้งในด้านเอกสาร ขั้นตอนการยื่นคำขอ ระยะเวลาพิจารณา และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง บทความนี้ Livilution ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการขอ อย. อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก พร้อมเอกสารที่ต้องใช้ ค่าใช้จ่าย และระยะเวลาดำเนินการ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมก่อนยื่นคำขอได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ
- อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก คืออะไร
- ช่องทางยื่นขอ อย.
- เอกสารที่ใช้ในการขอ อย.
- ขั้นตอนการยื่นขอ อย. อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
- ค่าธรรมเนียมการขอ อย.
- ระยะเวลาในการยื่นขอ อย.
อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก คืออะไร
อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เป็นอาหารที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ควบคุมหรือลดน้ำหนัก โดยมีการกำหนดองค์ประกอบของสารอาหาร พลังงาน วิตามิน แร่ธาตุ และข้อกำหนดด้านคุณภาพไว้เป็นการเฉพาะ แตกต่างจากอาหารทั่วไป เนื่องจากผลิตภัณฑ์ประเภทนี้อาจใช้ทดแทนอาหารบางมื้อหรือใช้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมควบคุมน้ำหนัก จึงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และต้องได้รับการอนุญาตก่อนจึงจะสามารถผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายในประเทศไทยได้
ผู้ประกอบการที่ผลิต นำเข้า อ้างอิงสูตร หรือแบ่งบรรจุจากผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเลขสารบบอาหารเพื่อจำหน่ายในประเทศ จะต้องยื่นคำขอผ่านระบบของ อย. พร้อมจัดเตรียมเอกสารและผลการตรวจวิเคราะห์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ช่องทางยื่นขอ อย. อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
ปัจจุบัน การยื่นคำขอสามารถดำเนินการผ่าน ระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ https://privus.fda.moph.go.th ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยผู้ประกอบการจะต้องเข้าสู่ระบบ e-Submission เพื่อกรอกข้อมูลผลิตภัณฑ์ อัปโหลดเอกสารประกอบคำขอ และติดตามผลการพิจารณาได้ทางออนไลน์ทั้งหมด
เอกสารที่ใช้ในการขอ อย. อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
การยื่นขอขึ้นทะเบียนอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนด โดยเอกสารบางรายการใช้กับทุกคำขอ ขณะที่บางรายการใช้เฉพาะกรณี เช่น การนำเข้า การใช้วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือการใช้วัตถุเจือปนอาหาร ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- คำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.17) ใช้สำหรับสถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้าที่เข้าข่ายเป็นโรงงาน โดยยื่นคำขออิเล็กทรอนิกส์ ระบุชื่ออาหารภาษาไทย ชื่ออาหารภาษาอังกฤษ (ถ้ามี) สูตรส่วนประกอบ 100% กรรมวิธีการผลิต และวิธีการเตรียมอาหาร
- คำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร (แบบ สบ.3) ใช้สำหรับสถานที่ผลิตที่ไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานและได้รับเลขสถานที่ผลิตอาหารแล้ว โดยกรอกข้อมูลเช่นเดียวกับแบบ อ.17 ได้แก่ ชื่ออาหาร สูตรส่วนประกอบ กรรมวิธีการผลิต และวิธีการเตรียม
- หนังสืออนุมัติคุณภาพหรือมาตรฐานของผลิตภัณฑ์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ใช้เฉพาะกรณีที่ผลิตภัณฑ์มีการใช้ วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจาก อย. ก่อน
- รายงานผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพหรือมาตรฐาน รวมถึงชนิดและปริมาณกรดอะมิโนของผลิตภัณฑ์ โดยรายงานผลตรวจวิเคราะห์ต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี นับจากวันที่ออกรายงานจนถึงวันที่ยื่นคำขอ และต้องเป็นผลวิเคราะห์ของรุ่นการผลิตเดียวกัน แม้จะใช้ผลจากหลายหน่วยงานก็ได้
- รายงานผลการตรวจวิเคราะห์ชนิดและปริมาณสารอาหาร ใช้ในกรณีที่ฉลากแสดงข้อมูลสารอาหาร เช่น แคลเซียม DHA หรือข้อมูลของจุลินทรีย์โพรไบโอติก (Genus, Species, Strain และปริมาณ ณ วันหมดอายุ) รวมถึงสารอาหารอื่นที่ระบุบนฉลาก
- รายงานผลการวิเคราะห์ชนิดและปริมาณวัตถุเจือปนอาหาร กรณีมีการใช้สีสังเคราะห์ วัตถุกันเสีย หรือวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล โดยผลวิเคราะห์ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องวัตถุเจือปนอาหาร ปริมาณที่ตรวจพบต้องสอดคล้องกับสูตร และรายงานต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี
- เอกสารคำนวณความหวานของผลิตภัณฑ์เทียบกับน้ำตาลและการคำนวณพลังงาน ใช้เฉพาะกรณีที่มีการใช้วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล
- เอกสารตารางเปรียบเทียบผลวิเคราะห์กับคุณภาพมาตรฐานตามประกาศฯ ของผลิตภัณฑ์และฉลากอาหาร โดยแสดงผลวิเคราะห์ เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานตามกฎหมายและค่าที่ระบุบนฉลาก พร้อมแสดงค่าความแตกต่าง
- เอกสารตารางเปรียบเทียบผลวิเคราะห์สารอาหารของผลิตภัณฑ์กับฉลากอาหาร ใช้ในกรณีที่ประสงค์แสดงชนิดหรือปริมาณสารอาหารเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ประกาศกำหนด พร้อมเปรียบเทียบผลวิเคราะห์กับข้อมูลบนฉลาก
- เอกสารตรวจสอบชนิดและปริมาณการใช้วัตถุเจือปนอาหาร ใช้ในกรณีมีการใช้วัตถุเจือปนอาหาร เพื่อยืนยันว่าสอดคล้องกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข
- เอกสารข้อกำหนดเฉพาะ (Specification) ของวัตถุดิบ และ เอกสารข้อกำหนดเฉพาะ (Specification) ของผลิตภัณฑ์ หากมี ให้แนบประกอบการพิจารณา
- คำรับรองการใช้ภาชนะบรรจุอาหาร ใช้กรณีที่ภาชนะหรือฝาพลาสติกที่สัมผัสอาหารเหลวหรือกึ่งเหลวมีสีอื่นนอกจากสีขาว โดยต้องมีคำรับรองว่าภาชนะเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยข้อกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุ และต้องเก็บรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ภาชนะไว้ ณ สถานประกอบการ
- ใบรับรองสถานที่ผลิตอาหาร (Certification) ใช้สำหรับการนำเข้าเพื่อการค้า โดยต้องสร้าง REF CER ก่อนยื่นคำขอ และใบรับรองต้องเป็นไปตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่องเอกสารหรือใบรับรองมาตรฐานระบบการผลิตอาหารสำหรับการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหาร ลงวันที่ 19 เมษายน 2564 ทั้งนี้ต้นฉบับต้องเก็บไว้ ณ สถานประกอบการ
- เอกสารแสดงค่า F₀ (Sterilizing Value) ไม่น้อยกว่า 3 นาที ใช้กรณีผลิตอาหารในภาชนะบรรจุปิดสนิทชนิดที่มีความเป็นกรดต่ำ ซึ่งผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนจนปลอดเชื้อเชิงการค้า ตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 420) พ.ศ. 2563
- เอกสารวิธีการปรับให้ได้สภาพความเป็นกรด-ด่างสมดุล (Equilibrium pH) ใช้กรณีผลิตอาหารในภาชนะบรรจุปิดสนิทชนิดที่ปรับกรดและผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนจนปลอดเชื้อเชิงการค้า ตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 420) พ.ศ. 2563
- ฉลากอาหารภาษาไทย โดยต้องแนบรูปแบบฉลากทุกด้านของผลิตภัณฑ์ หากแนบไฟล์ขาว-ดำ ต้องระบุสีพื้น รูปภาพ สัญลักษณ์ และตัวอักษรให้ครบถ้วน ส่วน ฉลากอาหารภาษาต่างประเทศ ใช้เฉพาะกรณีนำเข้าเพื่อการค้า และหากฉลากไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ต้องแนบ คำแปลฉลากเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ในส่วนของชื่ออาหาร ส่วนประกอบ และข้อมูลผู้ผลิต
- เอกสารหรือหลักฐานที่สนับสนุนการแสดงข้อความหรือสัญลักษณ์บนฉลากอาหาร รวมถึง เอกสารหรือหลักฐานอื่น ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) และ ตัวอย่างอาหาร (ถ้ามี) เพื่อประกอบการพิจารณาของเจ้าหน้าที่
- แบบตรวจสอบคำขอและบันทึกข้อบกพร่อง (Checklist) สำหรับคำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (อ.17) หรือคำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร (สบ.3) ตามแบบฟอร์มที่กองอาหารกำหนด ซึ่งต้องแนบประกอบทุกคำขอ
ขั้นตอนการยื่นขอ อย. อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
ผู้ประกอบการที่ต้องการผลิต นำเข้า หรืออ้างอิงสูตรและแบ่งบรรจุอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้
1. ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission
ผู้ยื่นคำขอต้องเข้าสู่ระบบ e-Submission ผ่านเว็บไซต์ https://privus.fda.moph.go.th โดยใช้ Username และ Password ที่ได้รับจากการสมัคร OpenID จากนั้นดำเนินการดาวน์โหลดแบบคำขอจากระบบ กรอกข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ครบถ้วนและถูกต้อง พร้อมอัปโหลดเอกสารประกอบการพิจารณาทั้งหมดเข้าสู่ระบบ
เมื่อส่งคำขอเรียบร้อยแล้ว ให้พิมพ์ ใบสั่งชำระค่าพิจารณาคำขอ จากระบบ e-Submission และชำระเงินตามจำนวนและช่องทางที่กำหนด หลังจากชำระเงินแล้ว ผู้ยื่นคำขอต้องนำเอกสารที่กำหนดพร้อม แบบตรวจสอบคำขอ (Checklist) ไปยื่นที่ ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ (OSSC) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ชำระค่าคำขอ
จากนั้นเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความครบถ้วนของคำขอและเอกสารประกอบเบื้องต้น หากพบข้อบกพร่องหรือจำเป็นต้องขอข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการแก้ไขหรือชี้แจงภายในระยะเวลาที่กำหนด
หมายเหตุ: สามารถศึกษาคู่มือการใช้งานระบบ e-Submission ได้จากเว็บไซต์กองอาหารของ อย.
2. เจ้าหน้าที่ตรวจพิจารณาเอกสาร
เมื่อคำขอและเอกสารครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ประเมินความสอดคล้องตามกฎหมาย และพิจารณาความถูกต้องทางวิชาการของผลิตภัณฑ์
ระยะเวลาพิจารณาโดยเจ้าหน้าที่ประมาณ 21 วันทำการ ทั้งนี้ ระยะเวลาจริงอาจแตกต่างกันไปตามความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์และเอกสารประกอบคำขอ หากมีข้อสงสัยหรือจำเป็นต้องขอข้อมูลเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่จะแจ้งผ่านระบบ e-Submission
3. แก้ไขข้อบกพร่องหรือชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม (หากมี)
กรณีเจ้าหน้าที่พบข้อบกพร่องหรือมีข้อซักถามเพิ่มเติม ระบบ e-Submission จะส่งรายละเอียดการแก้ไขไปยัง อีเมลที่ผู้ยื่นคำขอลงทะเบียนไว้ในขั้นตอนสมัคร OpenID พร้อมทั้งแสดงสถานะคำขอในระบบ
ผู้ยื่นคำขอควรเข้าสู่ระบบ e-Submission เพื่อติดตามสถานะคำขออย่างสม่ำเสมอผ่านเมนู “ติดตามสถานะคำขอ” และดำเนินการแก้ไขหรือชี้แจงข้อมูลภายในระยะเวลาที่กำหนด
ผู้ยื่นคำขอมีระยะเวลา 20 วันทำการต่อครั้ง ในการแก้ไขหรือชี้แจงข้อมูล และสามารถดำเนินการได้ ไม่เกิน 4 ครั้ง รวมระยะเวลาสูงสุด 80 วันทำการ หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่ดำเนินการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะพิจารณาคำขอตามข้อมูลที่มีอยู่
4. การอนุมัติคำขอและแจ้งผลการพิจารณา
เมื่อการพิจารณาแล้วเสร็จ ผู้มีอำนาจจะลงนามอนุญาตหรือไม่อนุญาต โดยใช้เวลาประมาณ 7 วันทำการ
เมื่อมีการบันทึกผลในระบบ e-Submission ระบบจะส่งอีเมลแจ้งผลให้ผู้ยื่นคำขอทันที ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อ ดาวน์โหลดหลักฐานการอนุญาต ได้ทันทีหลังได้รับอนุมัติ
5. ชำระค่าธรรมเนียมและรับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร
กรณีที่ได้รับอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนตำรับอาหารและได้รับ ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.18) ผู้ยื่นคำขอต้องพิมพ์ใบสั่งชำระค่าธรรมเนียมจากระบบ e-Submission และชำระเงินตามจำนวนและช่องทางที่กำหนด
เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว จึงสามารถดาวน์โหลดใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารจากระบบเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจได้
ระยะเวลาดำเนินการรวม ประมาณ 3 เดือน หรือ 108 วันทำการ โดยแบ่งเป็นระยะเวลาที่เจ้าหน้าที่พิจารณาคำขอประมาณ 28 วันทำการ และระยะเวลาสำหรับผู้ยื่นคำขอในการแก้ไขหรือชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมได้สูงสุด 80 วันทำการ หากมีการขอแก้ไขเอกสารระหว่างการพิจารณา
ค่าธรรมเนียมการขอ อย. อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
การยื่นขอขึ้นทะเบียนอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก มีค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการต้องชำระทั้งในขั้นตอนการยื่นคำขอและหลังได้รับการอนุมัติ โดยแบ่งออกเป็น 3 กรณี ดังนี้
1. ค่าพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.17) หรือคำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร
สำหรับการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.17) หรือคำขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร ผู้ประกอบการต้องชำระ ค่าพิจารณาคำขอ 3,000 บาทต่อคำขอ โดยเป็นค่าใช้จ่ายตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ค่าใช้จ่ายที่จะจัดเก็บจากผู้ยื่นคำขอในกระบวนการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร พ.ศ. 2560 ทั้งนี้ การชำระเงินให้ดำเนินการผ่านช่องทางที่ระบุในใบสั่งชำระเงินที่ออกจากระบบ e-Submission
2. ค่าพิจารณาคำขอ กรณีอ้างอิงสูตรและกรรมวิธีการผลิต
กรณีที่ผู้ประกอบการยื่นคำขอโดย อ้างอิงสูตรและกรรมวิธีการผลิตที่เคยได้รับอนุญาตแล้ว ของผู้รับอนุญาตที่เป็น นิติบุคคลเดียวกัน จะได้รับอัตราค่าพิจารณาคำขอที่ลดลง โดยชำระ 1,000 บาทต่อคำขอ อ้างอิงตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ค่าใช้จ่ายที่จะจัดเก็บจากผู้ยื่นคำขอในกระบวนการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร พ.ศ. 2560 และชำระผ่านช่องทางที่ระบุในใบสั่งชำระจากระบบ e-Submission
3. ค่าธรรมเนียมใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.18)
เมื่อคำขอได้รับการอนุมัติแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องชำระ ค่าธรรมเนียมใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (แบบ อ.18) จำนวน 5,000 บาท ตาม กฎกระทรวง ฉบับที่ 5 ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โดยสามารถชำระเงินผ่านช่องทางที่ระบุในใบสั่งชำระจากระบบ e-Submission หลังจากชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว จึงจะสามารถดาวน์โหลดใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารเพื่อนำไปใช้ได้
สรุปค่าใช้จ่าย
- ค่าพิจารณาคำขอทั่วไป (อ.17 / สบ.3) 3,000 บาท
- ค่าพิจารณาคำขอกรณีอ้างอิงสูตรและกรรมวิธีการผลิต 1,000 บาท
- ค่าธรรมเนียมใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร (อ.18) 5,000 บาท (ชำระเมื่อได้รับอนุมัติ)
ระยะเวลาดำเนินการ
การขอขึ้นทะเบียน อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ใช้ระยะเวลาดำเนินการโดยรวมประมาณ 3 เดือน หรือ 108 วันทำการ นับตั้งแต่ยื่นคำขอจนได้รับผลการพิจารณา ทั้งนี้ ระยะเวลาดังกล่าวประกอบด้วย
- ประมาณ 28 วันทำการ สำหรับการตรวจสอบเอกสารและพิจารณาคำขอโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
- สูงสุด 80 วันทำการ สำหรับกรณีที่ผู้ยื่นคำขอต้องแก้ไขข้อบกพร่องหรือชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม โดยผู้ยื่นคำขอมีสิทธิ์แก้ไขได้ครั้งละไม่เกิน 20 วันทำการ และรวมไม่เกิน 4 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม หากต้องการผลิต นำเข้า หรืออ้างอิงสูตรและแบ่งบรรจุอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก การเตรียมความพร้อมตั้งแต่การตรวจสอบประเภทผลิตภัณฑ์ การจัดเตรียมเอกสาร การออกแบบฉลาก ไปจนถึงการยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission ให้ถูกต้อง จะช่วยลดปัญหาการแก้ไขเอกสารและทำให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น หากคุณต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลตั้งแต่การวางแผน การตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร การประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปจนถึงการขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหารและขอเลขสารบบอาหาร Livilution พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการ โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: @liviconsult เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรีได้เลย




