เลข อย. 13 หลัก และเลขที่จดแจ้ง แต่ละเลข หมายถึงอะไร?

ในยุคที่ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของสินค้า “เลข อย.” และ “เลขที่จดแจ้ง” กลายเป็นสิ่งที่หลายคนใช้ตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หลายคนยังไม่เข้าใจว่า “ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรได้บ้าง” หรือ “อ่านยังไงถึงจะรู้ว่าสินค้าน่าเชื่อถือหรือไม่” บทความนี้ Livilution จะพาคุณไปเข้าใจโครงสร้างเลข 13 หลักแบบครบทุกตำแหน่ง พร้อมอธิบายความแตกต่างของเลข อย. และเลขที่จดแจ้งอย่างละเอียด เพื่อให้คุณอ่านเลขแล้วเข้าใจความหมายอย่างถูกต้อง


📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ


เลข อย. 13 หลัก คืออะไร

เลข อย. 13 หลัก คือ เลขสารบบอาหาร หรือเลขทะเบียนผลิตภัณฑ์ที่ออกโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อใช้ยืนยันว่าอาหารหรือผลิตภัณฑ์นั้นผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัย คุณภาพ และมาตรฐานการผลิตตามกฎหมายไทยแล้ว โดยเลขนี้จะปรากฏบนฉลากสินค้า เช่น อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่ม อาหารเสริม เป็นต้น

เลข อย. ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขธรรมดา แต่เป็น “รหัสที่บอกข้อมูลสำคัญ” ตั้งแต่สถานที่ผลิต ประเภทสินค้า ไปจนถึงลำดับการขึ้นทะเบียน ซึ่งสามารถใช้ตรวจสอบย้อนกลับได้

โครงสร้างเลข อย. 13 หลัก

XXXXXXXXXXXXX

อย. 13 หลัก มีอะไรบ้าง อ่านยังไง

เลข อย. จะประกอบด้วยตัวเลขทั้งหมด 13 หลัก ซึ่งแต่ละตำแหน่งมีความหมายเฉพาะ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 5 ชุด ได้แก่ รหัสจังหวัด, สถานะสถานที่ผลิต/นำเข้า, เลขประจำสถานที่ผลิตหรือนำเข้า, ปี พ.ศ., เลขหน่วยงานออกเลขสารบบ และลำดับผลิตภัณฑ์ ดังนี้

XX เลขจังหวัดของสถานที่ผลิต

ตัวเลข 2 หลักแรก ใช้ระบุจังหวัดที่เป็นสถานที่ผลิตสินค้า หรือในกรณีสินค้านำเข้า จะหมายถึงสถานที่ตั้งของผู้นำเข้า ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้ตั้งแต่ต้นทาง

X เลขสถานะของสถานที่ผลิตหรือนำเข้า และหน่วยงานที่อนุญาต

ตัวเลขหลักที่ 3 ใช้บอกสถานะของสถานประกอบการ เช่น เป็นผู้ผลิตภายในประเทศ หรือผู้นำเข้าสินค้า รวมถึงเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เป็นผู้อนุญาต

XXX เลขประจำสถานที่ผลิตหรือนำเข้า

ตัวเลขอย. หลักที่ 4-6 คือรหัสเฉพาะของสถานที่ผลิตหรือผู้นำเข้าแต่ละราย ซึ่งจะไม่ซ้ำกัน ใช้สำหรับระบุตัวตนของผู้ประกอบการในระบบ

XX เลขท้ายของปี พ.ศ. ที่ได้รับอนุญาต

ตัวเลขอย. หลักที่ 7-8 แสดงถึงปี พ.ศ. ที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียน เช่น 66 หมายถึง พ.ศ. 2566 ซึ่งช่วยให้ทราบช่วงเวลาที่สินค้านั้นได้รับการอนุมัติ

X เลขหน่วยงานที่ออกเลขสารบบ

ตัวเลขอย. หลักที่ 9 ตำแหน่งนี้ ใช้ระบุหน่วยงานที่เป็นผู้พิจารณาและออกเลขจดแจ้ง เช่น อย. ส่วนกลาง หรือหน่วยงานระดับจังหวัด

XXXX เลขลำดับของผลิตภัณฑ์

ตัวเลขอย. 4 หลักสุดท้าย เป็นลำดับของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตภายใต้สถานที่ผลิตนั้น ๆ ซึ่งช่วยแยกสินค้าแต่ละรายการออกจากกัน แม้จะมาจากโรงงานเดียวกัน

ความหมายของเลข อย. 13 หลัก

เลขที่จดแจ้ง คืออะไร

เลขที่จดแจ้ง คือ รหัสตัวเลข 10 หรือ 13 หลักบนฉลากเครื่องสำอาง ที่แสดงว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้แจ้งรายละเอียดการผลิตหรือนำเข้ากับ อย. แล้ว เพื่อตรวจสอบที่มาและข้อมูลความปลอดภัยได้ แต่ไม่ใช่เครื่องหมายรับรองคุณภาพว่าใช้แล้วดีหรือปลอดภัย 100% เหมือนเลข อย. อาหารและยา

เลขที่จดแจ้งใช้กับสินค้าแบบไหน

เลขที่จดแจ้ง (10 หรือ 13 หลัก) ส่วนใหญ่ใช้กับ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพบางประเภทที่ไม่ได้มีความเสี่ยงสูงเท่ากับยา เป็นการแสดงว่าผู้ผลิตได้แจ้งรายละเอียดการผลิตหรือนำเข้าต่อ อย. แล้ว โดยมีลักษณะการใช้งาน ดังนี้

  • เครื่องสำอาง: ครีม, โลชั่น, สบู่, แชมพู, น้ำหอม, เครื่องสำอางแต่งหน้าทุกชนิด
  • เวชสำอาง: ผลิตภัณฑ์ที่ก้ำกึ่งระหว่างยาและเครื่องสำอาง
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร/ของใช้ส่วนบุคคลบางชนิด: ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีผลทางการรักษาโรค

โครงสร้างเลขที่จดแจ้ง 13 หลัก

XXXXXXXXXXXXX

เลขที่จดแจ้ง 13 หลัก มีอะไรบ้าง อ่านยังไง

เลขที่จดแจ้งของเครื่องสำอางแบบใหม่ จะมีตัวเลขทั้งหมด 13 หลัก ซึ่งถูกออกแบบให้สามารถอ่านความหมายได้จากแต่ละตำแหน่ง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ชุด ดังนี้

XX จังหวัดของสถานที่รับแจ้ง

ตัวเลขที่จดแจ้ง 2 หลักแรก ใช้ระบุจังหวัดของผู้ประกอบการที่ยื่นจดแจ้ง เช่น กรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้เบื้องต้น

X บอกสถานะของผลิตภัณฑ์

ตัวเลขที่จดแจ้ง หลักที่ 3 ใช้ระบุสถานะของสินค้า เช่น เป็นการผลิตภายในประเทศ เป็นสินค้านำเข้า หรือเป็นการผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งข้อมูลส่วนนี้มีความสำคัญในการแยกประเภทของผู้ประกอบการ

XX เลขท้ายของปี พ.ศ. ที่ได้รับอนุญาต

ตัวเลขที่จดแจ้งหลักที่ 4-5  แสดงถึงปี พ.ศ. ที่มีการจดแจ้ง เช่น 66 หมายถึง พ.ศ. 2566 ทำให้ทราบว่าสินค้านี้ถูกขึ้นทะเบียนเมื่อใด

XXXXXXXX เลขลำดับที่ของเครื่องสำอางที่ได้รับอนุญาต

ตัวเลข 8 หลักสุดท้าย เป็นเลขลำดับของเครื่องสำอางที่ได้รับอนุญาต ใช้สำหรับระบุสินค้าแต่ละรายการโดยเฉพาะ แม้จะเป็นแบรนด์เดียวกันหรือผู้ผลิตรายเดียวกันก็ตาม

เลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง 13 หลัก มีอะไรบ้าง อ่านยังไง

เลขที่จดแจ้งแบบ 10 หลัก กับ 13 หลัก ต่างกันยังไง

เลขที่จดแจ้งเครื่องสำอางในประเทศไทยมีการเปลี่ยนรูปแบบ จากเดิม 10 หลัก มาเป็น 13 หลัก อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา เพื่อพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับกฎหมายเครื่องสำอางฉบับใหม่ และรองรับการตรวจสอบข้อมูลแบบดิจิทัล ให้ระบบมีความชัดเจนและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น

เลขที่จดแจ้ง 10 หลัก (ระบบเดิม)

  • 10 หลัก (รูปแบบเก่า/มักพบในผลิตภัณฑ์เก่า) ประกอบด้วยเลขจังหวัด+สถานะ+ปี พ.ศ. +เลขลำดับเครื่องสำอาง

เลขที่จดแจ้ง 13 หลัก (ระบบปัจจุบัน)

  • 13 หลัก (รูปแบบใหม่) ขยายรหัสในกลุ่มลำดับผลิตภัณฑ์และข้อมูลสถานที่ให้ละเอียดขึ้น เพื่อความชัดเจนในการติดตาม

ความแตกต่างระหว่างเลข อย. และเลขที่จดแจ้ง

เลข อย. และเลขที่จดแจ้ง แม้จะเป็นตัวเลข 13 หลักเหมือนกัน และออกโดยหน่วยงานเดียวกัน แต่ หน้าที่และระดับการควบคุมแตกต่างกันอย่างชัดเจน

เลข อย. ใช้กับสินค้าในกลุ่มที่ต้องขออนุญาตก่อนวางขาย เช่น อาหาร อาหารเสริม และยา โดยสินค้าจะต้องผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัย สูตร ส่วนประกอบ และกระบวนการผลิตจาก อย. ก่อน จึงจะได้รับเลขนี้ ดังนั้น เลข อย. จึงสะท้อนว่าสินค้าผ่านการอนุมัติ แล้วในระดับหนึ่ง

ในขณะที่ เลขที่จดแจ้ง ใช้กับเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นระบบที่ให้ผู้ประกอบการแจ้งข้อมูลของสินค้าเข้าสู่ระบบ เช่น ส่วนผสม แหล่งผลิต และรายละเอียดสินค้า โดยยังไม่ได้มีการตรวจสอบเชิงลึกก่อนวางขายเหมือนเลข อย. แต่จะเป็นการควบคุมภายหลัง หากพบปัญหาจึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

วิธีเช็คเลข อย. และเลขที่จดแจ้ง ว่าของแท้หรือปลอม

แม้จะมีเลข 13 หลักแสดงอยู่บนสินค้า แต่ไม่ได้หมายความว่าสินค้านั้น ปลอดภัย 100% เพราะมีกรณีปลอมแปลงเลขอยู่เช่นกัน ดังนั้นควรตรวจสอบเพิ่มเติมทุกครั้ง

วิธีตรวจสอบเลข อย. 13 หลัก ว่าแท้หรือปลอม

การตรวจสอบเลข อย. สามารถทำได้ง่ายและควรทำทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า โดยให้นำเลข อย. 13 หลักที่อยู่บนฉลากสินค้า ไปกรอกตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ oryor.com/check-product-serial หรือผ่าน LINE: @FDAThai จากนั้นระบบจะแสดงข้อมูลของผลิตภัณฑ์ เช่น ชื่อสินค้า ผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า

หากข้อมูลที่แสดง ตรงกับสินค้าที่ถืออยู่ แสดงว่าเลขนั้นมีอยู่จริงในระบบ แต่หากค้นหาแล้ว “ไม่พบข้อมูล” หรือข้อมูลไม่ตรง เช่น คนละชื่อสินค้า คนละบริษัท ให้ตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นสินค้าปลอม หรือมีการสวมเลข อย.

วิธีตรวจสอบเลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง

วิธีเช็คเลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง คือการนำเลขจดแจ้ง 13 หลักที่อยู่บนฉลากสินค้า ไปตรวจสอบผ่านระบบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยเข้าเว็บไซต์ oryor.com แล้วเลือกเมนูสืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์ หรือสามารถตรวจสอบผ่าน LINE: @FDAThai ได้เช่นกัน

เมื่อกรอกเลขเรียบร้อย ระบบจะแสดงรายละเอียดของสินค้า เช่น ชื่อเครื่องสำอาง ผู้จดแจ้ง สถานะ และสถานที่ผลิต ซึ่งควร “ตรงกับข้อมูลบนฉลากทุกจุด” หากพบว่าไม่ตรง หรือค้นหาไม่เจอ มีความเป็นไปได้ว่าสินค้านั้นอาจปลอม หรือแอบอ้างเลขของผลิตภัณฑ์อื่น

เมื่อเข้าใจโครงสร้างของเลข อย. และเลขที่จดแจ้งอย่างละเอียดแล้ว จะเห็นได้ว่าการมีเลขบนฉลากไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความถูกต้องตามกฎหมาย” แต่ยังสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือของแบรนด์และความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มต้น หรืออยากให้สินค้าของตัวเองเข้าสู่ตลาดได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และตรวจสอบได้ในระยะยาว การดำเนินการขอเลข อย. อาหาร หรือเลขที่จดแจ้งเครื่องสำอางให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณต้องการทีมผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลตั้งแต่เตรียมเอกสาร วิเคราะห์ประเภทสินค้า ไปจนถึงยื่นขออนุญาตแบบครบขั้นตอน Livilution พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการให้ครบจบในที่เดียว คุณสามารถกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีม Livilution ติดต่อกลับเพื่อให้คำแนะนำได้โดยตรง หรือ Add LINE: @liviconsult เพื่อปรึกษาฟรี และเริ่มต้นให้สินค้าของคุณถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ก้าวแรก


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง สามารถดูได้ไหมว่าเป็นของปีไหน

เลขที่จดแจ้งเครื่องสำอาง สามารถดูได้ว่าเป็นของปีไหน โดยตัวเลขบางตำแหน่งจะระบุปี พ.ศ. ที่จดแจ้ง ทำให้ทราบช่วงเวลาที่สินค้าเข้าสู่ระบบ

เลข อย. และเลขที่จดแจ้ง สามารถเอามาเดาได้ไหมว่าสินค้าปลอดภัยหรือไม่

เลข อย. และเลขที่จดแจ้ง ไม่สามารถใช้ยืนยันความปลอดภัยได้ 100% แต่สามารถใช้ตรวจสอบความถูกต้องของการขึ้นทะเบียน และช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าได้ในระดับหนึ่ง

เลข อย. และเลขที่จดแจ้ง ถ้าตัวเลขบางหลักเลือนหรืออ่านไม่ชัด ยังเช็คได้ไหม

เลข อย. และเลขที่จดแจ้ง หากตัวเลขไม่ครบหรืออ่านไม่ชัด จะทำให้ตรวจสอบได้ยาก เพราะระบบต้องใช้เลขครบ 13 หลัก แนะนำให้ตรวจสอบจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม หรือหลีกเลี่ยงการซื้อหากไม่มั่นใจ

 

 

แชร์บทความนี้....