สรุปแบบสั้นๆ
- เอกสารจดแจ้งนำเข้าเครื่องสำอาง ที่ควรขอจากผู้ผลิตต่างประเทศ ได้แก่ Authorization Letter สูตรส่วนประกอบ ข้อมูลผู้ผลิต เอกสารรับรองมาตรฐานโรงงาน และรายละเอียดผลิตภัณฑ์
- Authorization Letter ใช้แสดงสิทธิในการนำเข้าเครื่องสำอาง โดยต้องระบุข้อมูลผู้ออกหนังสือ ผู้นำเข้า และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตให้ชัดเจน
- สูตรส่วนประกอบเครื่องสำอาง ต้องมีข้อมูลตาม INCI Name และรายละเอียดสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้จดแจ้งและตรวจสอบสารต้องห้ามหรือสารควบคุม
- เอกสารจากต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องแปลเป็นภาษาไทยทุกฉบับ ขึ้นอยู่กับภาษาและข้อกำหนดของเอกสารแต่ละประเภท
- ผู้นำเข้าเครื่องสำอางในประเทศไทย ต้องเตรียมข้อมูลผู้ประกอบการ สถานที่นำเข้าและเก็บรักษา สิทธิใช้งานระบบ e-Submission รวมถึงจัดเตรียมฉลากภาษาไทยและแฟ้มข้อมูลผลิตภัณฑ์ (PIF)
📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ
- จดแจ้งนำเข้าเครื่องสำอาง ต้องใช้เอกสารอะไรจากผู้ผลิตต่างประเทศ
- เอกสารจากผู้ผลิตต่างประเทศต้องแปลเป็นภาษาไทยหรือไม่
- ผู้นำเข้าเครื่องสำอางต้องเตรียมอะไรบ้าง นอกจากเอกสารจากผู้ผลิต
- คำถามที่พบบ่อย
เอกสารจากผู้ผลิตต่างประเทศ เพื่อใช้จดแจ้งเครื่องสำอางนำเข้า
การนำเข้าเครื่องสำอางเพื่อขายต้องได้รับใบรับจดแจ้งจาก อย. ก่อนนำเข้า โดยเอกสารจากต่างประเทศที่ต้องใช้ประกอบคำขอและข้อมูลที่ควรขอไว้สำหรับตรวจสอบผลิตภัณฑ์ มีดังนี้
1. หนังสือมอบอำนาจ (Authorization Letter)
Authorization Letter หรือ Letter of Authorization (LOA) คือหนังสือที่แสดงว่าเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือผู้ผลิตต่างประเทศอนุญาตให้ผู้ประกอบการไทยนำเครื่องสำอางเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย เป็นเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการจดแจ้งเครื่องสำอางนำเข้า
ข้อมูลสำคัญที่ควรมีในเอกสาร ได้แก่
- ชื่อและที่อยู่บริษัทผู้ออกหนังสือ
- ชื่อและที่อยู่บริษัทผู้นำเข้าในประเทศไทย
- ชื่อแบรนด์และชื่อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาต
- ข้อความแสดงการอนุญาตให้นำเข้าและจำหน่ายในประเทศไทย
- สถานะของผู้ออกหนังสือ เช่น ผู้ผลิต เจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือตัวแทนจำหน่าย
- วันที่ออกเอกสารและลายมือชื่อผู้มีอำนาจ
ข้อควรทราบ: หากหนังสือออกโดยตัวแทนจำหน่ายต่างประเทศ (Distributor) ต้องมีเอกสารยืนยันว่าเจ้าของผลิตภัณฑ์อนุญาตให้ตัวแทนรายดังกล่าวมอบอำนาจต่อแก่ผู้นำเข้าไทยได้ด้วย
2. สูตรส่วนประกอบเครื่องสำอาง (Product Formula)
ผู้ประกอบการต้องมีข้อมูลส่วนประกอบของเครื่องสำอางสำหรับใช้จดแจ้งและตรวจสอบความถูกต้องตามข้อกำหนดของ อย. โดยควรขอสูตรจากผู้ผลิตต่างประเทศให้มีรายละเอียดดังนี้
- ชื่อส่วนประกอบตามระบบ INCI Name
- รายการส่วนผสมทั้งหมดของผลิตภัณฑ์
- ปริมาณหรือความเข้มข้นของส่วนประกอบตามที่ต้องใช้ในคำขอ
- ข้อมูลสารสำคัญ สารกันเสีย และสารควบคุมตามข้อกำหนด
- สูตรที่ตรงกับสินค้ารุ่นที่นำเข้าจริง
ควรตรวจสอบว่ามีสารห้ามใช้หรือสารที่จำกัดปริมาณในเครื่องสำอางหรือไม่ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีสารกันเสีย สารกันแดด หรือสารให้สี ซึ่งมีข้อกำหนดเฉพาะ
หากโรงงานไม่ยินยอมเปิดเผยสูตรทั้งหมด ผู้ประกอบการควรเจรจาขอข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการจดแจ้งและจัดทำข้อมูลผลิตภัณฑ์ โดยอาจทำข้อตกลงรักษาความลับ (NDA) กับผู้ผลิต
3. ข้อมูลผู้ผลิตและสถานที่ผลิต (Manufacturer Information)
ข้อมูลโรงงานต่างประเทศใช้ระบุแหล่งผลิตของเครื่องสำอาง โดยผู้ประกอบการควรขอข้อมูลต่อไปนี้
- ชื่อบริษัทผู้ผลิตตามทะเบียนบริษัท
- ที่อยู่สถานที่ผลิตจริง
- ประเทศที่ผลิตเครื่องสำอาง
- ชื่อและข้อมูลติดต่อของผู้ผลิต
- ข้อมูลเจ้าของแบรนด์ หากเป็นคนละบริษัทกับโรงงานผลิต
กรณีที่เจ้าของแบรนด์จ้างโรงงานอื่นผลิตสินค้า (OEM/ODM) ต้องตรวจสอบชื่อโรงงานที่ผลิตจริงและความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของแบรนด์กับผู้ผลิตให้ชัดเจน
4. เอกสารรับรองมาตรฐานโรงงานผลิต
ผู้นำเข้าเครื่องสำอางต้องตรวจสอบว่าโรงงานต่างประเทศมีมาตรฐานการผลิตสอดคล้องกับข้อกำหนดของไทย โดยควรขอหลักฐานจากโรงงาน เช่น
- ใบรับรอง ISO 22716 (Cosmetics GMP)
- ใบรับรองมาตรฐาน ASEAN Cosmetic GMP
- เอกสารรับรองมาตรฐานการผลิตอื่นที่ อย. ยอมรับ
- หนังสือรับรองจากผู้ผลิตว่ามีมาตรฐานการผลิตเทียบเท่าตามเกณฑ์ที่กำหนด ในกรณีที่เข้าเงื่อนไข
หากโรงงานไม่มีใบรับรอง GMP หรือ ISO 22716 ไม่ควรสรุปทันทีว่าไม่สามารถนำเข้าสินค้าได้ แต่ควรตรวจสอบว่ามีหลักฐานอื่นที่ใช้แสดงมาตรฐานการผลิตตามข้อกำหนดของ อย. ได้หรือไม่
5. รายละเอียดผลิตภัณฑ์และฉลากสินค้า
ผู้ประกอบการควรขอ Product Specification และภาพฉลากสินค้าจากผู้ผลิต เพื่อใช้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำเข้าจริง โดยข้อมูลที่ควรมี ได้แก่
- ชื่อแบรนด์และชื่อผลิตภัณฑ์
- ประเภทเครื่องสำอางและลักษณะการใช้งาน
- ส่วนประกอบที่แสดงบนฉลาก
- ปริมาณสุทธิ
- วิธีใช้และคำเตือนที่เกี่ยวข้อง
- ข้อมูลรุ่นสินค้า สี กลิ่น หรือสูตรที่แตกต่างกัน
- ภาพบรรจุภัณฑ์และฉลากต้นฉบับ
เอกสารจากผู้ผลิตต่างประเทศต้องแปลเป็นภาษาไทยหรือไม่
เอกสารจากผู้ผลิตต่างประเทศไม่จำเป็นต้องแปลเป็นภาษาไทยทุกฉบับ โดยพิจารณาจากประเภทเอกสาร ภาษา และข้อกำหนดของหน่วยงานที่รับพิจารณา
- เอกสารภาษาอังกฤษ: โดยทั่วไปสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบได้ แต่ต้องตรวจสอบข้อกำหนดของเอกสารแต่ละประเภท
- เอกสารภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือภาษาอื่น: ควรขอฉบับภาษาอังกฤษจากผู้ผลิตก่อน หากไม่มีอาจต้องจัดทำคำแปลตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด
- Authorization Letter: ควรจัดทำเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาที่หน่วยงานยอมรับ และระบุรายละเอียดให้ครบถ้วน
- ฉลากสินค้า: เครื่องสำอางที่นำเข้ามาจำหน่ายในไทยต้องจัดทำฉลากภาษาไทยตามข้อกำหนด แม้จะมีฉลากภาษาต่างประเทศอยู่แล้ว
สำหรับการรับรองเอกสารโดย Notary Public หรือหน่วยงานอื่น ไม่ควรดำเนินการกับเอกสารทุกฉบับโดยอัตโนมัติ ควรตรวจสอบข้อกำหนดของเอกสารนั้นก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ผู้นำเข้าเครื่องสำอางต้องเตรียมอะไรบ้าง นอกจากเอกสารจากผู้ผลิต
ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมข้อมูลของตนเองและสถานประกอบการ เพื่อให้สามารถดำเนินตามขั้นตอนการจดแจ้งและนำเข้าเครื่องสำอางได้อย่างถูกต้อง ได้แก่
- ข้อมูลผู้ประกอบการ: เอกสารจดทะเบียนนิติบุคคลหรือข้อมูลผู้ประกอบการบุคคลธรรมดา และข้อมูลผู้มีอำนาจดำเนินการ
- สถานที่นำเข้าและสถานที่เก็บรักษา: ต้องมีสถานที่ที่เป็นไปตามเกณฑ์ของ อย. และดำเนินการตรวจสอบหรือขอผลการตรวจสถานที่ตามขั้นตอนที่กำหนด
- สิทธิใช้งานระบบ e-Submission: สำหรับยื่นคำขอจดแจ้งเครื่องสำอางผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
- ข้อมูลฉลากภาษาไทย: ต้องจัดทำให้สอดคล้องกับข้อมูลสินค้าและข้อกำหนดเรื่องฉลากเครื่องสำอาง
- แฟ้มข้อมูลผลิตภัณฑ์ (PIF): จัดเก็บข้อมูลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ส่วนประกอบ และข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ตามข้อกำหนด
ผู้ประกอบการที่ต้องการนำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศควรเริ่มจากการตรวจสอบสูตรสินค้า สิทธิในการนำเข้า และข้อมูลโรงงานผลิตให้ครบถ้วนก่อนสั่งสินค้า โดยเฉพาะ Authorization Letter และข้อมูลส่วนประกอบที่ต้องใช้ในการจดแจ้ง เพื่อช่วยลดปัญหาการแก้ไขเอกสารและความล่าช้าในการนำเข้า
หากต้องการผู้ช่วยตรวจสอบเอกสารจากผู้ผลิตต่างประเทศและดำเนินการจดแจ้งเครื่องสำอางกับ อย. Livilution ให้บริการรับจด อย. เครื่องสำอางนำเข้า พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่การเตรียมเอกสารจนถึงขั้นตอนการยื่นจดแจ้ง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ LINE: @liviconsult หรือโทร. 098-525-4415
คำถามที่พบบ่อย
Certificate of Free Sale จำเป็นต้องใช้หรือไม่
Certificate of Free Sale (CFS) ไม่ใช่เอกสารบังคับสำหรับการจดแจ้งเครื่องสำอางนำเข้าทั่วไปทุกรายการ อย่างไรก็ตาม อาจมีการขอเอกสารนี้หรือหลักฐานอื่นเพิ่มเติมในบางกรณีตามลักษณะผลิตภัณฑ์และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขก่อนขอให้โรงงานออกเอกสาร
Authorization Letter ฉบับเดียวใช้กับเครื่องสำอางหลายรายการได้หรือไม่
สามารถใช้ครอบคลุมเครื่องสำอางหลายรายการได้ หากหนังสือระบุชื่อแบรนด์หรือรายการผลิตภัณฑ์ที่อนุญาตไว้อย่างชัดเจนและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แต่การยื่นจดแจ้งยังต้องดำเนินการแยกตามรายการผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายต้องจดแจ้ง
ต้องจดแจ้งเครื่องสำอางก่อนนำเข้าหรือไม่
ต้องจดแจ้งและได้รับใบรับจดแจ้งจาก อย. ก่อนนำเข้าเครื่องสำอางเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย ส่วนการนำเข้าเพื่อใช้ส่วนตัว การวิจัย หรือวัตถุประสงค์อื่น อาจมีหลักเกณฑ์แตกต่างกันตามประเภทและปริมาณสินค้า




