จด อย. แบ่งบรรจุอาหาร ต้องทำอย่างไร และอาหารประเภทไหนที่สามารถแบ่งบรรจุขายได้? ผู้ประกอบการที่ต้องการซื้ออาหารมาแบ่งใส่บรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก หรือจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ควรตรวจสอบข้อกำหนดของ อย. ก่อนเริ่มจำหน่าย Livilutionจะพาไปทำความเข้าใจประเภทอาหารที่แบ่งบรรจุได้ การขออนุญาต และมาตรฐานสถานที่แบ่งบรรจุอาหารที่ต้องเตรียม
สรุปแบบสั้นๆ
- การแบ่งบรรจุอาหาร คือการนำอาหารที่ผลิตสำเร็จแล้วมาแบ่งใส่บรรจุภัณฑ์ใหม่ โดยไม่มีการเปลี่ยนสูตรหรือปรุงแต่งเพิ่มเติม
- อาหารที่สามารถแบ่งบรรจุได้ เช่น อาหารแห้ง ธัญพืช เครื่องเทศ ขนมขบเคี้ยว และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบางประเภท
- จด อย. แบ่งบรรจุอาหาร ต้องตรวจสอบประเภทอาหารและขออนุญาตสถานที่ผลิตตามข้อกำหนด ส่วนเลขสารบบอาหารขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์
- สถานที่แบ่งบรรจุอาหาร ต้องมีสุขลักษณะที่เหมาะสม เป็นไปตามมาตรฐาน GMP ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการปนเปื้อน
- ก่อนแบ่งบรรจุอาหารเพื่อจำหน่าย ควรตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ ฉลากสินค้า และข้อกำหนดของ อย. ให้ถูกต้อง
📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ
- การแบ่งบรรจุอาหาร คืออะไร มีลักษณะอย่างไร
- อาหารในภาชนะบรรจุ มีลักษณะอย่างไร
- ทำไมแบ่งบรรจุอาหารเพื่อขาย ต้องขอ อย. ก่อน
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับการแบ่งบรรจุอาหาร
- อาหารประเภทไหน ต้องจด อย. แบ่งบรรจุอาหาร
- สถานที่แบ่งบรรจุอาหาร ต้องมีมาตรฐานอะไรบ้าง
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
การแบ่งบรรจุอาหาร คืออะไร มีลักษณะอย่างไร
การแบ่งบรรจุอาหาร (Food Repacking) คือการนำอาหารที่ผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้วและบรรจุอยู่ในภาชนะเดิม มาแบ่งใส่ภาชนะบรรจุใหม่ โดยไม่มีการผลิต ผสม หรือปรุงแต่งอาหารเพิ่มเติม เป็นการเปลี่ยนขนาดหรือรูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะกับการจำหน่าย
ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการซื้อถั่วอบจากโรงงานในบรรจุภัณฑ์ขนาด 10 กิโลกรัม แล้วนำมาแบ่งใส่ถุงขนาด 100 กรัม หรือ 250 กรัม เพื่อจำหน่ายผ่านร้านค้าหรือช่องทางออนไลน์
ลักษณะของการแบ่งบรรจุอาหาร ได้แก่
- นำอาหารที่ผลิตสำเร็จแล้วมาแบ่งใส่ภาชนะใหม่
- เปลี่ยนขนาดบรรจุภัณฑ์ เช่น จาก 5 กิโลกรัม เป็น 500 กรัม
- ไม่มีการเติมส่วนผสม ปรุงแต่ง หรือเปลี่ยนสูตรอาหาร
- ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับประเภทอาหารและปลอดภัยต่อผู้บริโภค
- จัดทำฉลากอาหารตามข้อกำหนดก่อนนำออกจำหน่าย
อาหารในภาชนะบรรจุ มีลักษณะอย่างไร
อาหารในภาชนะบรรจุ คืออาหารที่ผ่านการบรรจุ หุ้ม ห่อ หรือปิดผนึกด้วยภาชนะหรือวัสดุบรรจุภัณฑ์ในลักษณะที่เรียบร้อย พร้อมนำออกจำหน่ายให้ผู้บริโภค โดยภาชนะบรรจุอาหารมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะและวิธีเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ เช่น
- ถุงพลาสติกหรือถุงฟอยล์ ใช้บรรจุอาหารแห้ง ขนมขบเคี้ยว และเครื่องเทศ
- ขวดพลาสติกหรือขวดแก้ว ใช้บรรจุเครื่องปรุงรส ซอส และผลิตภัณฑ์อาหารชนิดเหลว
- กระปุกหรือกล่องพลาสติก ใช้บรรจุถั่ว ธัญพืช และอาหารสำเร็จรูปบางประเภท
- กระป๋องหรือภาชนะปิดสนิท ใช้บรรจุอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตและฆ่าเชื้อตามข้อกำหนดเฉพาะ
การเลือกภาชนะบรรจุต้องพิจารณาคุณสมบัติของอาหาร เช่น ความชื้น ปริมาณไขมัน ความไวต่ออากาศ และอายุการเก็บรักษา เพื่อป้องกันการเสื่อมคุณภาพและการปนเปื้อน
ทำไมแบ่งบรรจุอาหารเพื่อขาย ต้องขอ อย. ก่อน
การแบ่งบรรจุอาหารเพื่อนำมาจำหน่าย นับเป็นการ “ผลิต” ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ตามกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงต้องขออนุญาตก่อนดำเนินการ โดยมีเหตุผลสำคัญและหลักเกณฑ์ดังนี้
- ความเสี่ยงระหว่างกระบวนการ: การแกะ หั่น ตัก หรือเทอาหารจากภาชนะเดิมมาใส่ภาชนะใหม่ มีความเสี่ยงที่จะเกิดการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรก เชื้อโรค ความชื้น หรือแมลง หากสถานที่และอุปกรณ์ไม่มีมาตรฐาน
- การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability): เมื่อเปลี่ยนภาชนะหรือเปลี่ยนแบรนด์ จำเป็นต้องรู้ว่าใครเป็นผู้แบ่งบรรจุ สถานที่ผลิตอยู่ที่ไหน และใช้อาหารล็อตใด เพื่อให้สามารถติดตามปัญหาได้หากเกิดอันตรายต่อผู้บริโภค
- ความถูกต้องของฉลาก: การแบ่งบรรจุต้องแสดงฉลากใหม่ ระบุชื่อผู้แบ่งบรรจุ สถานที่ตั้ง และเลขสารบบอาหารให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับการแบ่งบรรจุอาหาร
ผู้ประกอบการที่ต้องการจด อย. แบ่งบรรจุอาหาร ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาชนะบรรจุและมาตรฐานสถานที่ผลิตอาหาร โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 92 (พ.ศ. 2528) ว่าด้วยคุณภาพและมาตรฐานภาชนะบรรจุอาหาร ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกับประกาศแก้ไขและข้อกำหนดที่ใช้บังคับในปัจจุบัน
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 420 (พ.ศ. 2563) กำหนดมาตรฐานด้านวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ และการเก็บรักษาอาหารตามเกณฑ์ GMP
ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 52 เป็นประกาศปี พ.ศ. 2523 และถูกยกเลิกแล้ว ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบันก่อนดำเนินการแบ่งบรรจุอาหารเพื่อจำหน่าย
อาหารประเภทไหน ต้องจด อย. แบ่งบรรจุอาหาร
อาหารที่สามารถนำมาแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายมีหลายประเภท โดยผู้ประกอบการต้องพิจารณาลักษณะของอาหาร วิธีเก็บรักษา และความปลอดภัยระหว่างการแบ่งบรรจุ รวมถึงตรวจสอบว่าอาหารชนิดนั้นต้องขอเลขสารบบอาหารหรือไม่ ตัวอย่างอาหารที่อาจนำมาแบ่งบรรจุได้ มีดังนี้
1. อาหารแห้งและอาหารกึ่งแห้ง
อาหารกลุ่มนี้มีความชื้นค่อนข้างต่ำ สามารถเก็บรักษาได้นานเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น ข้าวสาร ธัญพืช ถั่วอบแห้ง ขนมขบเคี้ยว ผลไม้อบแห้ง เครื่องเทศ และน้ำตาล โดยสามารถแบ่งบรรจุเป็นถุงหรือกระปุกขนาดเล็กเพื่อจำหน่ายได้ แต่ต้องควบคุมความสะอาด ความชื้น และป้องกันการปนเปื้อนระหว่างแบ่งบรรจุ
2. ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปที่ไม่ต้องแช่เย็น
เช่น ถั่วอบปรุงรส กล้วยฉาบ ผลไม้อบแห้ง และอาหารสำเร็จรูปชนิดแห้งที่เก็บรักษาได้ในอุณหภูมิห้อง โดยต้องตรวจสอบว่าการเปิดภาชนะเดิมและแบ่งบรรจุใหม่ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร
สำหรับอาหารกระป๋องและอาหารที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อในภาชนะปิดสนิท ไม่ควรเปิดภาชนะเพื่อแบ่งบรรจุทั่วไป เพราะอาจทำให้สูญเสียสภาพปลอดเชื้อและต้องใช้กระบวนการควบคุมความปลอดภัยเพิ่มเติม
3. เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์สำหรับชงดื่มบางประเภท
เช่น ใบชา ชาผง กาแฟคั่วเมล็ด กาแฟบด กาแฟผง และเครื่องดื่มชนิดผงที่ผลิตสำเร็จแล้ว สามารถพิจารณาแบ่งบรรจุในซองหรือภาชนะขนาดเล็กได้ โดยต้องเลือกบรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันความชื้นและรักษาคุณภาพสินค้า
ส่วนเครื่องดื่มชนิดเหลว เช่น น้ำผลไม้และเครื่องดื่มพาสเจอไรซ์ ต้องตรวจสอบกระบวนการแบ่งบรรจุและข้อกำหนดเฉพาะของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากอาจต้องควบคุมอุณหภูมิและการปนเปื้อนอย่างเข้มงวด
4. ผลิตภัณฑ์จากแป้งและเบเกอรี่
เช่น คุกกี้ แครกเกอร์ ขนมปังอบกรอบ และขนมอบแห้งที่มีอายุการเก็บรักษาค่อนข้างนาน สามารถพิจารณาแบ่งบรรจุเป็นขนาดเล็กเพื่อจำหน่ายได้ โดยต้องควบคุมความสะอาด ความชื้น และเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อรักษาคุณภาพและป้องกันการเสื่อมสภาพของอาหาร
ข้อควรรู้: อาหารที่สามารถแบ่งบรรจุได้ ไม่จำเป็นต้องขอเลขสารบบอาหารทุกประเภท แต่สถานที่แบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายต้องดำเนินการขออนุญาตตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง และแสดงฉลากให้ถูกต้องก่อนนำสินค้าออกจำหน่าย
สถานที่แบ่งบรรจุอาหาร ต้องมีมาตรฐานอะไรบ้าง
สถานที่แบ่งบรรจุอาหารถือเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ โดยทั่วไปสถานที่ผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายต้องดำเนินการตามข้อกำหนด GMP 420 ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในกระบวนการผลิต ซึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการควรจัดเตรียม ได้แก่
1. พื้นที่แบ่งบรรจุสะอาดและเป็นสัดส่วน
บริเวณแบ่งบรรจุควรจัดให้เหมาะสมกับการทำงาน มีการป้องกันฝุ่น แมลง สัตว์พาหะ และสิ่งปนเปื้อน พร้อมแยกพื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบ พื้นที่แบ่งบรรจุ และพื้นที่เก็บสินค้าสำเร็จรูปตามความเหมาะสม
2. เครื่องมือและอุปกรณ์แบ่งบรรจุเหมาะสมกับอาหาร
เครื่องชั่ง ภาชนะตัก เครื่องซีล และอุปกรณ์ที่สัมผัสอาหารต้องทำความสะอาดได้ง่าย อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนระหว่างกระบวนการ
3. ควบคุมสุขลักษณะของผู้ปฏิบัติงาน
ผู้ปฏิบัติงานควรรักษาความสะอาดส่วนบุคคล สวมเครื่องแต่งกายที่เหมาะสม และปฏิบัติตามวิธีการทำงานที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนอาหาร
4. มีระบบจัดเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์
ต้องจัดเก็บอาหารในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยควบคุมอุณหภูมิและความชื้นตามความจำเป็น รวมถึงมีวิธีตรวจสอบแหล่งที่มา รุ่นการผลิต และอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์
5. จัดทำข้อมูลและฉลากอาหารให้ถูกต้อง
อาหารแบ่งบรรจุต้องมีฉลากตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยแสดงข้อมูลผู้แบ่งบรรจุให้ตรงกับข้อเท็จจริง และแสดงเลขสารบบอาหารเมื่อผลิตภัณฑ์เข้าข่ายต้องมี
สำหรับการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร อย. แบ่งสถานประกอบการตามขนาดเครื่องจักรและจำนวนคนงาน โดยสถานที่ที่ไม่เข้าข่ายโรงงานจะได้รับใบสำคัญเลขสถานที่ผลิตอาหาร (สบ.1/1) ส่วนสถานที่ที่เข้าข่ายโรงงานต้องขอใบอนุญาตผลิตอาหาร (อ.2)
การเริ่มต้นธุรกิจแบ่งบรรจุอาหารควรตรวจสอบประเภทสินค้า มาตรฐานสถานที่ผลิต และข้อกำหนดของ อย. ให้ครบถ้วนก่อนจำหน่าย หากผู้ประกอบการยังไม่แน่ใจว่าสินค้าที่ต้องการแบ่งบรรจุเข้าข่ายต้องขออนุญาตประเภทใด สามารถปรึกษา Livilution บริการรับจด อย. เพื่อช่วยตรวจสอบรายละเอียด เตรียมเอกสาร และวางแผนการยื่นคำขอให้เหมาะสมกับธุรกิจ ติดต่อ Add LINE: @liviconsult หรือโทร. 098-525-4415
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
แบ่งบรรจุอาหารที่บ้าน สามารถขอ อย. ได้หรือไม่?
สามารถพิจารณาขออนุญาตได้ หากพื้นที่ภายในบ้านสามารถจัดเป็นสถานที่ผลิตอาหารที่มีสุขลักษณะเหมาะสมและเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด โดยต้องผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบก่อนเริ่มดำเนินการ
ซื้ออาหารจากโรงงานที่มีเลข อย. มาแบ่งขาย ใช้เลขเดิมได้ไหม?
ไม่สามารถนำเลข อย. ของโรงงานต้นทางมาใช้กับฉลากใหม่ได้โดยอัตโนมัติ ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบข้อกำหนดของการแบ่งบรรจุ การอนุญาตสถานที่ผลิต และการแสดงเลขสารบบอาหารให้สัมพันธ์กับข้อมูลผู้แบ่งบรรจุ
แบ่งบรรจุอาหารกับผลิตอาหารเอง แตกต่างกันอย่างไร?
การแบ่งบรรจุเป็นการนำอาหารที่ผลิตสำเร็จแล้วมาเปลี่ยนภาชนะหรือแบ่งขนาดบรรจุ โดยไม่มีการผสมหรือปรุงแต่งเพิ่มเติม ส่วนการผลิตอาหารเองอาจมีขั้นตอนเตรียมวัตถุดิบ ผสม ปรุงแต่ง หรือแปรรูปจนเป็นผลิตภัณฑ์อาหารตามที่ต้องการ




