ในยุคที่การซื้อสินค้าออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารเสริม เครื่องสำอาง หรือสินค้าเพื่อสุขภาพ การตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้าเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม หนึ่งในวิธีที่สำคัญที่สุดคือ “การเช็คเลข อย.” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าสินค้านั้นผ่านการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้วหรือไม่ แต่ในความเป็นจริง หลายคนยังไม่รู้วิธีตรวจสอบ หรืออาจเช็คผิดวิธีจนทำให้ตกเป็นเหยื่อของสินค้าปลอมได้ บทความนี้ Livilution จะพาคุณไปดูวิธีเช็คเลข อย. ผ่าน 4 ช่องทางหลักแบบละเอียด เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ใช้นั้นปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย
📢 รวมไฮไลท์ ให้คุณเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ
- เลข อย. คืออะไร และทำไมต้องเช็คก่อนซื้อ
- เช็คเลข อย. ผ่าน LINE Official ของ อย.
- เช็คเลข อย. ผ่าน Oryor Smart Application
- เช็คเลข อย. ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน อย.
- เช็คเลข อย. ผ่านเว็บไซต์ Oryor
- วิธีอ่านเลข อย. 13 หลัก
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เลข อย. คืออะไร และทำไมต้องเช็คก่อนซื้อ
เลข อย. คือเลขทะเบียนที่ออกโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อรับรองว่าสินค้าประเภทอาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ ได้ผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานที่กำหนดแล้ว การมีเลข อย. ไม่ได้หมายความว่าสินค้านั้นดีที่สุดหรือเห็นผลทันที แต่หมายถึงว่าสินค้าดังกล่าว ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายได้อย่างถูกต้อง และมีความปลอดภัยในระดับที่กฎหมายกำหนด
การไม่เช็คเลข อย. ก่อนซื้อ อาจทำให้คุณเผชิญกับความเสี่ยง เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารอันตราย ไม่มีการควบคุมคุณภาพ หรือเป็นสินค้าปลอมที่แอบอ้างเลขทะเบียนของสินค้าอื่น การตรวจสอบจึงเป็นขั้นตอนง่าย ๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีเช็คเลข อย. ผ่าน 4 ช่องทาง
ปัจจุบันการตรวจสอบเลข อย. สามารถทำได้หลายช่องทางมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเช็คข้อมูลสินค้าได้สะดวก ไม่ว่าจะอยู่หน้าร้าน กำลังสั่งซื้อออนไลน์ หรืออยากตรวจสอบก่อนตัดสินใจใช้งานจริง หากต้องการเช็คให้มั่นใจว่าสินค้ามีข้อมูลในระบบอย่างถูกต้อง สามารถตรวจสอบได้ผ่าน 4 ช่องทางหลักดังนี้
1. เช็คเลข อย. ผ่าน LINE Official ของ อย.
อีกหนึ่งช่องทางที่ใช้งานสะดวกมากสำหรับคนที่ใช้ LINE เป็นประจำ คือการตรวจสอบผ่าน Line Official ของ อย. โดยเริ่มจาก
- เข้าไปที่แอป LINE ของเรา แล้วเลือกเมนู เพิ่มเพื่อน
- สามารถเลือกได้ 2 วิธี คือ สแกน QR Code ของบัญชี อย. หรือพิมพ์ค้นหาในช่องค้นหาด้วยคำว่า @fdathai และกดเพิ่มเพื่อน
- เมื่อเพิ่มเพื่อนเรียบร้อยแล้ว ให้เข้าไปยังหน้าแชท แล้วเลือกฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องกับ การตรวจสอบผลิตภัณฑ์หรือเลข อย.
- กรอกเลขผลิตภัณฑ์ตามที่ระบุบนฉลากสินค้า ระบบก็จะแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบได้
ข้อดีของช่องทางนี้คือใช้งานง่าย ไม่ต้องเปิดหลายเว็บไซต์ และเหมาะมากสำหรับการเช็คแบบรวดเร็วผ่านมือถือ โดยเฉพาะเวลาที่ผู้บริโภคต้องการตรวจสอบสินค้าทันทีระหว่างเลือกซื้อ แต่สิ่งสำคัญคือควรเพิ่มเพื่อนจากบัญชีที่ถูกต้องจริง เพื่อป้องกันการสับสนกับบัญชีปลอมที่ใช้ชื่อคล้ายกัน
2. เช็คเลข อย. ผ่าน Oryor Smart Application
สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานผ่านแอปโดยตรง สามารถตรวจสอบเลข อย. ได้ผ่าน Oryor Smart Application โดยมีขั้นตอนดังนี้
- ดาวน์โหลด Oryor Smart Application จาก App Store หรือ Play Store เพื่อติดตั้ง
- เปิดแอปขึ้นมา จากนั้นปัดหน้าจอไปทางซ้ายหรือขวาและเลือกเมนู ตรวจเลขที่ผลิตภัณฑ์สุขภาพ
- กรอกเลขที่ต้องการตรวจสอบลงไปในระบบ เพื่อค้นหาข้อมูลสินค้าว่ามีการขึ้นทะเบียนหรืออยู่ในฐานข้อมูลหรือไม่
จุดเด่นของแอปนี้คือออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานบนมือถือโดยตรง จึงเหมาะกับผู้บริโภคที่ต้องการเช็คสินค้าแบบทันที ไม่ต้องเปิดเบราว์เซอร์และไม่ต้องค้นหาเมนูหลายขั้นตอนมากนัก ยิ่งถ้าเป็นคนที่ต้องเช็คข้อมูลสินค้าอยู่บ่อย ๆ การมีแอปติดเครื่องไว้ก็ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้น และสะดวกกว่าการค้นหาผ่านช่องทางอื่นในหลายสถานการณ์

3. เช็คเลข อย. ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน อย.
หากต้องการตรวจสอบผ่านช่องทางหลักของหน่วยงานโดยตรง สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เมื่อเข้าสู่หน้าเว็บไซต์แล้ว ให้เลื่อนลงไปด้านล่างของหน้าแรก จากนั้นมองหาเมนู สืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์ แล้วกดเข้าไป ระบบจะนำไปสู่หน้าสำหรับค้นหาข้อมูลสินค้า เมื่อเข้าไปแล้วสามารถกรอกเลขผลิตภัณฑ์ที่ต้องการตรวจสอบลงในช่องค้นหา เพื่อเช็กว่ามีข้อมูลตรงกับที่แสดงบนฉลากหรือไม่
ช่องทางนี้ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ผู้บริโภคจำนวนมากนิยมใช้ เพราะเป็นการตรวจสอบผ่านเว็บไซต์หลักของหน่วยงานโดยตรง เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเช็กข้อมูลแบบค่อนข้างเป็นทางการ หรืออยากตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์ให้ครบถ้วนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เวลาค้นหาควรกรอกเลขให้ครบและถูกต้องตามรูปแบบที่แสดงบนฉลาก เพื่อให้ผลการค้นหาตรงกับข้อมูลจริงมากที่สุด
4. เช็คเลข อย. ผ่านเว็บไซต์ Oryor
อีกหนึ่งช่องทางที่สะดวกไม่แพ้กันคือการตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ www.oryor.com ทำตามขั้นตอนดังนี้
- เข้าเว็บไซต์ www.oryor.com และเลือกเมนู service จากนั้นกดที่เมนู ตรวจเลขผลิตภัณฑ์ หรือเข้าลิงค์ https://oryor.com/check-product-serial
- เมื่อเข้าสู่หน้าตรวจสอบแล้ว ผู้ใช้สามารถกรอกเลขผลิตภัณฑ์เพื่อค้นหาข้อมูลได้ทันที
- ระบบจะแสดงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้น เพื่อใช้เช็คว่าข้อมูลตรงกับฉลากหรือไม่
ข้อดีของเว็บไซต์นี้คือเมนูค่อนข้างชัดเจนและออกแบบมาให้ผู้ใช้งานทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย เหมาะกับคนที่ต้องการเช็คข้อมูลผ่านหน้าเว็บแบบไม่ซับซ้อนมากนัก และเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ผู้บริโภคตรวจสอบสินค้าได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการลองค้นหาผ่านอีกช่องทางหนึ่งเพื่อเทียบข้อมูลให้มั่นใจก่อนตัดสินใจซื้อ
แม้จะมีหลายช่องทางให้ตรวจสอบ แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การกรอกเลขแล้วเจอข้อมูลเท่านั้น ผู้บริโภคควรตรวจสอบต่อด้วยว่า ชื่อสินค้า ชื่อผู้ประกอบการ ประเภทสินค้า หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตรงกับฉลากบนสินค้าจริงหรือไม่ หากกรอกเลขแล้วไม่พบข้อมูล หรือข้อมูลที่ขึ้นมาไม่ตรงกับสินค้าที่ถืออยู่ ก็ควรเพิ่มความระมัดระวังทันที เพราะอาจเป็นกรณีใช้เลขไม่ถูกต้อง ใช้เลขของสินค้าอื่น หรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับตัวสินค้าได้
วิธีอ่านเลข อย. 13 หลัก
เมื่อคุณตรวจสอบเลข อย. แล้ว สิ่งสำคัญคือการ “อ่านผลลัพธ์ให้เป็น” ไม่ใช่แค่ดูว่ามีข้อมูลขึ้นมาเท่านั้น โดยควรตรวจสอบรายละเอียดต่อไปนี้ ได้แก่ ชื่อสินค้า ต้องตรงกับฉลากที่คุณถืออยู่ ชื่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ต้องสอดคล้องกับข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ ประเภทสินค้า ต้องถูกต้อง เช่น อาหาร เครื่องสำอาง หรือเครื่องมือแพทย์ และสถานะต้องเป็น “อนุญาต” หรือ “ยังคงอยู่ในระบบ” หากพบว่าข้อมูลไม่ตรงกัน หรือไม่มีข้อมูลแสดงในระบบ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อหรือใช้งานสินค้า เพราะอาจเป็นสินค้าที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือเป็นของปลอม โดยเลข อย. จะมีทั้งหมด 13 หลัก เป็นรหัสที่ใช้ตรวจสอบที่มา ผู้ผลิต และสถานะของสินค้าได้อย่างชัดเจน ช่วยให้ผู้บริโภคเช็คความถูกต้องก่อนตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลัก ซึ่งแต่ละตำแหน่งใช้บอกข้อมูลสำคัญของสินค้า ได้แก่
โครงสร้างเลข อย. 13 หลัก
XX–X–XXXXX–X–XXXX
- 2 หลักแรก (XX) คือ รหัสจังหวัดของสถานที่ผลิต หรือที่ตั้งของผู้นำเข้า
- หลักที่ 3 (X) คือ สถานะของผู้ประกอบการ เช่น ผู้ผลิตในประเทศ หรือผู้นำเข้า
- หลักที่ 4–6 (XXX) คือ เลขประจำสถานที่ผลิตหรือผู้นำเข้า ใช้ระบุตัวผู้ประกอบการ
- หลักที่ 7–8 (XX) คือ ปี พ.ศ. ที่ได้รับอนุญาต เช่น 66 หมายถึง พ.ศ. 2566
- หลักที่ 9 (X) คือ หน่วยงานที่ออกเลขสารบบ เช่น อย. ส่วนกลาง หรือระดับจังหวัด
- 4 หลักสุดท้าย (XXXX) คือ ลำดับของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตในระบบ
สุดท้ายแล้ว การเช็คเลข อย. อาจเป็นเพียงขั้นตอนเล็ก ๆ ที่ใช้เวลาไม่กี่นาที แต่สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากสินค้าปลอม สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้อย่างมาก หากคุณเป็นเจ้าของแบรนด์หรือกำลังเริ่มต้นทำธุรกิจ การมีเลข อย. อย่างถูกต้องก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่แรก หากยังไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มต้นอย่างไร ให้ Livilution ช่วยดูแลตั้งแต่การเตรียมเอกสาร ยื่นขอ ไปจนถึงได้เลขอนุญาตครบถ้วน เพียงกรอกข้อมูลเพื่อให้ทีมงานติดต่อกลับ หรือ Add LINE: @liviconsult ปรึกษาฟรีได้เลย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เลข อย. มีแล้ว แปลว่าสินค้าปลอดภัย 100% จริงไหม?
เลข อย. มีแล้ว ไม่ได้แปลว่าสินค้าปลอดภัย 100% แต่หมายความว่าสินค้าได้รับอนุญาตตามกฎหมายและผ่านเกณฑ์ที่กำหนดในระดับหนึ่ง ผู้บริโภคยังควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ส่วนผสม ความเหมาะสมกับร่างกาย และแหล่งที่ซื้อสินค้า
เช็คเลข อย. แล้วไม่เจอข้อมูล ควรทำอย่างไร?
เช็คเลข อย. แล้วไม่เจอข้อมูล อาจเกิดจากกรอกเลขผิด ระบบยังไม่อัปเดต หรือสินค้าอาจไม่มีการขึ้นทะเบียนจริง แนะนำให้ตรวจสอบเลขอีกครั้งให้ถูกต้องครบ 13 หลัก และลองเช็คผ่านหลายช่องทาง หากยังไม่พบข้อมูล ควรหลีกเลี่ยงการใช้สินค้าเพื่อความปลอดภัย
เลข อย. ปลอมดูยังไง สังเกตได้จากอะไรบ้าง?
เลข อย. ปลอมสามารถสังเกตได้จากหลายจุด เช่น ตัวเลขไม่ครบ 13 หลัก รูปแบบเลขผิดปกติ เมื่อนำไปเช็คแล้วไม่มีข้อมูลในระบบ หรือข้อมูลที่แสดงไม่ตรงกับสินค้าจริง เช่น ชื่อสินค้าไม่ตรง ผู้ผลิตไม่ตรง หากพบลักษณะเหล่านี้ควรระวังและหลีกเลี่ยงการใช้งานทันที



